ฐาปน - ไมเคิล

ใครว่าเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้?! ในยุคซุปเปอร์คอนเนกชั่นแบบนี้ ยิ่งทายาทตระกูลดังจับมือกันเป็นพันธมิตรธุรกิจยิ่งรับประกันความสำเร็จเปรี้ยงปร้างทันใจ ล่าสุด สองทายาทยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของเอเชีย “หนุ่ม-ฐาปน สิริวัฒนภักดี” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังกับ “ไมเคิล วู” ซีอีโอทายาทรุ่นสามของ “ฮ่องกง แมกซิมส์ กรุ๊ป” กลุ่มธุรกิจอาหารใหญ่สุดของเกาะฮ่องกง เพื่อร่วมทุนกันเปิด “บริษัท แมกซ์ เอเชีย จำกัด” บุกเบิกธุรกิจเบเกอรี่ในเมืองไทยและอาเซียน ภายใต้แบรนด์ “mx cakes & bakery” นำความอร่อยตำรับเบเกอรี่อันดับหนึ่งของฮ่องกงสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก ตอกย้ำกลยุทธ์ไทยเบฟฯที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนธุรกิจไม่มีแอลกอฮอล์เป็น 50% โดยมี “ค่ายฟู้ด ออฟ เอเชีย” เป็นหัวหอกในการพุ่งทะลวง

ทำไมสนใจจับมือทำธุรกิจกับ “ค่ายฟู้ด ออฟ เอเชีย” ของเจ้าสัวเจริญ

ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจ “ฮ่องกง แมกซิมส์ กรุ๊ป” มีร้านอาหารและเบเกอรี่กว่าพันสาขาในฮ่องกงและจีน ผมอยากจะขยายธุรกิจให้ครอบคลุมทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเล็งเห็นศักยภาพการเติบโตของภูมิภาคนี้ จึงมองหาพันธมิตรทางธุรกิจที่เอื้อประโยชน์แก่กันและกัน ทั้งเรื่องสินค้าและความรู้ในการทำธุรกิจ โชคดีมากที่ได้มาเจอกับ “คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี” และลูกชาย “ฐาปน สิริวัฒนภักดี” เราทั้งสองมีวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจคล้ายคลึงกัน และเห็นพ้องตรงกันว่า การจับมือเป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจร่วมทุนเปิด “บริษัท แมกซ์ เอเชีย จำกัด” ด้วยทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท จะทำให้การขยายตลาดธุรกิจอาหารในภูมิภาคอาเซียนเติบโตและสยายปีกอย่างแข็งแกร่ง

...

สภาพเศรษฐกิจซบเซาทั่วโลกแบบนี้ ทำไมถึงกล้าลงทุนในเมืองไทย

คนไทยชอบอาหาร และชอบทานข้าวนอกบ้าน เท่าที่ทราบคนไทยมักจะเดินทางไปฮ่องกงเพื่อหาของอร่อยๆรับประทาน ผมคิดว่าเราน่าจะมีโอกาสทางธุรกิจในเมืองไทยสูงมาก โดยเริ่มต้นจากการบุกเบิกธุรกิจเบเกอรี่ในเมืองไทย นำแบรนด์เบเกอรี่อันดับหนึ่งของฮ่องกง “mx cakes & bakery” มาเปิดเป็นสาขาแรกในอาเซียน ที่มาร์เก็ต ฮอลล์ ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน

แบ่งขอบเขตบริหารงานกันอย่างไร ระหว่าง “กลุ่มแมกซิมส์” กับ “ฟู้ด ออฟ เอเชีย”

ผมเชื่อว่าเราทั้งสองฝ่ายมีทีมงานที่ดี และมีแนวคิดใกล้เคียงกัน คือเน้นตลาดแมสเหมือนกัน จึงเหมาะจะเป็นพันธมิตรกันที่สุด หน้าที่ของผมคือดูแลเรื่องการพัฒนาสินค้า การฝึกอบรมพนักงาน ส่วนเรื่องการบริหารธุรกิจและขยายตลาดในอาเซียน เป็นหน้าที่ของ “ฟู้ด ออฟ เอเชีย” เพราะเราไม่ทราบเรื่องตลาดในภูมิภาคนี้เลย

ธุรกิจหลายหมื่นล้านของ “แมกซิมส์ กรุ๊ป” มีอาณาจักรใหญ่โตขนาดไหน

Hong Kong Maxim’s Group ก่อตั้งโดยคุณปู่ของผม เมื่อปี 1956 โดยเราเป็นเจ้าแรกที่นำเสนอร้านอาหารรูปแบบใหม่ในฮ่องกงคือ “ไชนีส ฟู้ด เวสเทิร์น เซอร์วิส” เป็นอาหารจีนที่ให้บริการในแบบตะวันตก โดยเปิดร้านอาหารจีนคอนเซปต์ใหม่เป็นแห่งแรกเมื่อปี 1971 ภายใต้ชื่อ “Jade Garden” จากนั้นกลุ่มธุรกิจของเราก็เปิดร้านอาหารตามมาอีกหลายร้าน ซึ่งยังคงได้รับความนิยมถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Maxim’s Palace และ Serenade Chinese Restaurant โดยยุคคุณปู่ได้ขยายธุรกิจร้าน Jade Garden ไปในเมืองใหญ่ๆของประเทศจีน ทั้งกวางโจว, เสิ่นเจิ้น, เซี่ยงไฮ้ และเฉิงตู ก่อนจะขยายธุรกิจร้านอาหารเพิ่มเติมอีกมาก คราวนี้เป็นร้านอาหารคอนเซปต์ใหม่ ใช้ชื่อว่า Jasmine, House of Jasmine และ Jasmine Garden เน้นการนำเสนอเมนูอาหารจีนในสไตล์ใหม่ด้วยวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ นอกจากนี้ เรายังเปิดร้านอาหารจีนสไตล์ปักกิ่ง ที่เน้นบรรยากาศอีสต์มีตเวสต์ มีทั้ง Peking Garden, Festive China, Shanghai Garden, House of Beijing, Sichuan Garden, M&C DUCK และ Shanghai Jade เน้นบุกเบิกตลาดจีนเป็นหลัก

...

ในยุคของ “ไมเคิล วู” เป็นซีอีโอ กลุ่มธุรกิจแมกซิมส์ กรุ๊ป เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน

ผมเป็นเจนเนอเรชั่นสามของตระกูล ที่เข้ามาบริหารธุรกิจครอบครัว โดยเริ่มฝึกงานตอนปี 1992 คุณปู่ให้ทำงานทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นเด็กเสิร์ฟในร้านกาแฟ, นวดแป้งพิซซ่า และยืนเก็บเงินที่แคชเชียร์ หลังเรียนจบผมเข้ามาบริหารธุรกิจเต็มตัวตอนปี 2000 อายุ 30 พอดี ซึ่งถือเป็นช่วงที่สาหัส เพราะเพิ่งเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 1997 ธุรกิจอสังหาฯดิ่งลง 16% ธุรกิจค้าปลีกประสบปัญหาหนัก เศรษฐกิจทั้งภูมิภาคเอเชียตกต่ำ ผมต้องจัดระเบียบธุรกิจทั้งหมดในเครือ และริเริ่มสร้างธุรกิจใหม่ๆไปพร้อมกัน ก่อนนั้นเราเน้นกลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่ที่มองหาความคุ้มค่าเท่านั้น ไม่ใช่มองหาสิ่งใหม่ๆ แต่ในยุคของผมเริ่มมีการสร้างแบรนด์คอนเซปต์ใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผมยังปรับปรุงโฉมและบุกเบิกธุรกิจร้านอาหารคอนเซปต์ใหม่ ในกลุ่ม m.a.x. concepts นำเสนอเมนูอาหารอย่างสร้างสรรค์และหลากหลายในบรรยากาศทันสมัย มีให้บริการร้านอาหารทุกสไตล์ ทั้งตะวันตก, ญี่ปุ่น, เวียดนาม, ไทย และอาหารนานาชาติ แบรนด์ที่ผมปลุกปั้นจนประสบความสำเร็จก็มีอาทิ CAF LANDMARK ที่กลายเป็นแหล่งนัดพบของเซเลบฮ่องกง หรือร้าน “Thai Basil” เปิดเมื่อปี 2000 ได้รางวัลร้านอาหารดาวรุ่งยอดเยี่ยมจากการจัดอันดับทั่วโลกของค่าย Conde’ Nast Traveler ผมยังเปิด BAKERY CAF ในปี 2007 เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ โดยธุรกิจกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จมากในการบุกตลาดจีน ภายใต้ชื่อ “Xing meile” ขณะเดียวกัน ผมก็ซื้อไลเซนส์ร้านอาหารดังมาเปิดในฮ่องกง มีทั้งแบรนด์ Lawry’s The Prime Rib และ Cheesecake Factory เมื่อปี 2014 เพิ่งซื้อกิจการพิซซ่าบาร์และปิ้งย่างเจ้าดัง “Wildfire” ผมเป็นคนแรกที่นำสตาร์บัคส์มาเปิดในฮ่องกง เมื่อปี 2000 คิดดูว่าเมื่อ 15 ปีก่อน จะฮือฮาขนาดไหน เราปลุกปั้นสตาร์บัคส์เป็นเสมือนบ้านหลังที่สอง และที่ทำงานของคนรุ่นใหม่ โดยขยายสาขาทั่วฮ่องกง กับมาเก๊ากว่า 160 สาขา นอกจากนี้ ยังเปิดแฟรนไชส์สตาร์บัคส์ในเวียดนาม เมื่อปี 2013

...

อะไรคือกุญแจสำคัญของการทำ ธุรกิจอาหารยุคใหม่ให้ประสบความสำเร็จ

การสื่อสารที่ดีเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เมื่อปี 2000 เรามีร้านอยู่ประมาณ 400-500 ร้าน มาในปี 2016 เรามีร้านเพิ่มขึ้นเกือบ 1,000 ร้าน และมีพนักงาน 27,000 คน ในฐานะซีอีโอ ผมเชื่อว่าหัวใจสำคัญ ของการทำธุรกิจอาหารคือบุคลากร ถ้าเราพูดคุยกับพวกเขาอย่างใกล้ชิด พวกเขาจะบอกเราว่าลูกค้าต้องการอะไร มีปัญหาและอุปสรรค อะไรในธุรกิจ ร้านอาหารเป็นธุรกิจที่ไม่มีทรัพย์สิน มีแต่โต๊ะ, เก้าอี้ และเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีมูลค่าอะไรเลย แต่สิ่งที่มีค่าคือ การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับ ซึ่งต้องอาศัยบุคลากรคุณภาพ เพื่อ สร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพอาหาร มาตรฐาน และความคุ้มค่าด้านราคา จุดแข็งที่ทำให้ธุรกิจของเราประสบความสำเร็จถึงวันนี้คือ การเน้นตลาดแมส, การสร้างความหลากหลายของสินค้า และสำคัญที่สุดคือ สร้างความคุ้มค่าเงิน

...

ตั้งแต่เป็นซีอีโอมา 16 ปี เคยมองธุรกิจพลาดเป้าบ้างไหม

เราล้มเหลวในการลงทุนซื้อแบรนด์ “Hello Kitty Café” มาเปิดในฮ่องกง ต้องลงทุนเป็นล้านๆ ในปีแรกกำไรเป็นล้าน และคืนทุนในปีที่สอง แต่พอปีที่สามขาดทุนเป็นล้านๆ ผมเลยตัดสินใจเลิกธุรกิจนี้ และบอกตัวเองว่าห้ามทำธุรกิจธีมเรสเตอรองต์ เพราะลูกค้าที่มาไม่ได้สนใจอาหาร พวกเขามาเพราะชอบเฮลโล คิตตี้ พอถึงจุดหนึ่งมันอิ่มตัว

ตัดริบบิ้นเปิดร้าน “mx cakes & bakery” ไปแล้ว คาดหวังความสำเร็จขนาดไหน

เราเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในฮ่องกง มี maxim’s cake มากกว่า 170 สาขาในฮ่องกง และอีก 100 สาขา ในจีน ผมมั่นใจว่าแบรนด์นี้เหมาะกับตลาดไทย เพราะมีเค้กและเบเกอรี่สไตล์ฮ่องกงให้เลือกหลากหลาย ราคาก็ไม่แพง เริ่มต้นที่ 40-50 บาท ถ้าได้ทานแล้วจะต้องติดใจในคุณภาพที่คุ้มค่าเงิน ปกติแล้วระดับราคาขนาดนี้จะได้สินค้าคุณภาพอีกแบบหนึ่ง แต่สินค้าของเราเป็นระดับโรงแรม 5 ดาว และเป็นสูตรลับเฉพาะต้นตำรับแท้ๆ พวกเราวางแผนจะขยายสาขาทั่วเมืองไทย 80-100 สาขา ภายในปี 2020 นี่ถือเป็นก้าวสำคัญของเรา เพราะเป็นแฟรนไชส์แรกของกลุ่มแมกซิมส์ในรอบ 6 ทศวรรษ ที่ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งผมมั่นใจว่าจะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน.

ทีมข่าวหน้าสตรี