คนส่วนใหญ่มักมองว่าการวางแผนการเงินเป็นเรื่องของคนรวย ที่ต้องการบริหารความมั่งคั่งให้งอกงามเพิ่มพูน ไม่เกี่ยวอะไรกับคนกินเงินเดือนที่มีรายได้จำกัด แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ถ้าไปถามนักการเงินหญิง ระดับกูรูของเมืองไทย "ก้อย-วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ" ประธานกรรมการบริหาร บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด และนายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ย่อมจะได้คำตอบที่แตกต่างคนละเรื่อง เพราะ หญิงเหล็กวงการการเงินคนนี้ยืนยันว่า ยิ่งเริ่มวางแผนการเงินเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีชีวิตที่เอกเขนกเร็วขึ้นเท่านั้น...แล้วจะรอช้าอยู่ทำไม!!

ในแวดวงการเงินเมืองไทย ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของ "วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ" หญิงเหล็กผู้ปลุกปั้นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด จนโด่งดังกลายเป็น บลจ.อันดับหนึ่งของประเทศ มีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจากหมื่นล้านเป็นหกหมื่นกว่าล้านบาทภายในระยะเวลา 14 ปี คำแนะนำของเธอสร้างความมั่งคั่งและร่ำรวยให้นักลงทุนมานับไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งที่มีโอกาส เธอจะตกปากรับคำเป็นวิทยากรบรรยาย ให้ความรู้เรื่องเศรษฐกิจ การ เงิน และการลงทุน รวมทั้งจับปากกาเขียนหนังสือแนะนำเรื่องเงินๆทองๆ ด้วยภาษา ง่ายๆ เพื่อให้ชาวบ้าน ทั่วไปสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยนักลงทุนหญิงคนนี้เชื่อเสมอว่าคนเราทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้ไม่สิ้นสุด ขอเพียงแต่ได้รับโอกาส เหมือนเมื่อครั้งที่เธอสอบได้ทุนจากแบงก์กสิกรไทยไปเรียนต่อเรื่องการเงิน ทั้งๆที่เรียนมาทางอักษรศาสตร์ ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเงินๆทองๆ
จากเด็กอักษรฯกระโดดเข้าสู่ยุทธจักรการเงินการลงทุนได้อย่างไร
เป็นเด็กที่เรียนเก่งตั้งแต่เล็กๆ เก่งเลข เก่งวิทยาศาสตร์ แต่ชอบภาษาอังกฤษมากเป็นพิเศษ จึงเลือกเอนท์เข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เอกภาษาอังกฤษ ตอนนั้นก็รู้สึกว่าสนุกมาก แต่ช่วงที่ใกล้จบ เริ่มพบว่ามันทำมาหากินไม่ค่อยได้ เพราะมีความตันอยู่พอสมควร ไม่เป็นอาจารย์ เป็นไกด์ เป็นเลขาฯ ก็ต้องแอร์โฮสเตส คือก็อยากเป็นแอร์ฯนะคะ แต่ความสูงไม่ถึง (หัวเราะ) หลังจากเรียนจบ 3 ปีครึ่ง พร้อมเกียรตินิยมอันดับสอง มีประกาศรับสมัครนักเรียนทุนของแบงก์กสิกรไทย เป็นทุนที่ส่งให้ไปเรียนด้านการเงินและการตลาดเป็นเวลา 2 ปี เลยลองไปสอบดู ตอนนั้นเป็นอะไรที่ฮือฮามากที่เด็กอักษรฯอย่างเราสอบผ่านข้อเขียน พอถึงขั้นตอนสอบ สัมภาษณ์ เรารู้จุดอ่อนตัวเองว่า ต้องพยายามทำยังไงก็ได้ให้คณะกรรมการมั่นใจว่าถ้าให้ทุนไปแล้วจะมีปัญญาเรียนจนจบ ก็ต้องพรีเซนต์ทุกอย่างว่าหนูเรียนได้ หนูเรียนจบ ในที่สุดแบงก์ก็ให้โอกาส เลยได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทบริหารธุรกิจ สาขาการเงินและการตลาด ที่เคลล็อก สคูล ออฟ แมเนจเมนต์ มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น ประเทศสหรัฐอเมริกา เรียนจบภายในเวลา 2 ปี และกลับมาทำงานใช้ทุนกับกสิกรไทย
...
ตำราในห้องเรียนกับชีวิตจริงในการทำงานต่างกันเยอะไหม
สิ่งที่เรียนมาถือเป็นพื้นฐานทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น แต่ก็ต้องเรียนรู้อะไรเยอะแยะจากประสบการณ์ทำงานในชีวิตจริง ช่วงแรกๆที่เริ่มทำงานได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องสินเชื่อของกลุ่มเทรดดิ้ง คอมปานี และธุรกิจขนาดเล็ก ทำให้ได้เรียนรู้เทคนิคการพูดคุยด้วยภาษาง่ายๆกับลูกค้าประเภทเถ้าแก่ที่ไม่มีงบการเงิน ทำฝ่ายสินเชื่ออยู่ 3 ปี พอแบงก์กสิกรไทยตั้งวาณิชธนกิจขึ้นมา ผู้ใหญ่เลยให้ย้ายไปทำ ตอนนั้นมีโครงการใหญ่ๆก็ไปเป็นที่ปรึกษา ภายหลังถูกย้ายไปดูแลธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้น ก็ทำงานด้วยความแฮปปี้ จนได้รับการชักชวนให้ไปร่วมบุกเบิก บลจ.วรรณ จำกัด รั้งตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และไต่เต้าขึ้นเป็นเอ็มดีใหญ่ ก็ทำงานด้วยความสนุกสนานอยู่ 14 ปีเต็ม จนคนคิดว่าเป็นเจ้าของ (หัวเราะ) แต่เริ่มอิ่มตัว เลยตัดสินใจลาออก และพอดีทางกสิกรไทยกำลังจะเปิดบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จึงถูกดึงตัวมาบริหารทรัพย์สินสามแสนกว่าล้านบาท ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเมื่อต้นปี 2549 แล้วขยับขึ้นเป็นรองประธาน กรรมการบริหาร บุกเบิกที่นี่อยู่ 2 ปี ทางสำนักงานใหญ่ก็เรียกตัวไปช่วยงานในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แต่ทำงานได้แค่ 2 เดือน ต้องลาออก เพราะเจอพิษการเมือง!!
ทราบข่าวว่ารู้สึกท้อแท้จนทิ้งวงการไปเลย!!
เซ็งกับความอยุติธรรมมากกว่า!! จนไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับวงการนี้ ทุกวันนี้อะไรที่เกี่ยวกับทางราชการหรือการเมืองก็ไม่ขอยุ่งเด็ดขาด!! ช่วงนั้นทิ้งทุกอย่าง ชวนสามีออกเดินทางทั่วโลก ตะลุยเที่ยวทุกที่ที่ไม่เคยไป หนีไปพักหายใจอยู่ได้ 4-5 เดือน ทางคุณบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย ชวนกลับมาเป็นที่ปรึกษาศูนย์วิจัยกสิกรไทยเราเห็นว่าเป็นงานด้านวิชาการล้วนๆเลยรับปาก และปัจจุบันทำงานเต็มตัว ในตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัทศูนย์วิจัยฯ
ขอความรู้หน่อยค่ะว่า คนทั่วไปควรเริ่มวางแผนการเงินตั้งแต่อายุเท่าไหร่
การวางแผนการเงินเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องการวางแผนชีวิตให้ดีไม่ขลุกขลัก และถ้าเริ่มทำได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะเป็นประโยชน์มากที่สุดเท่านั้น เราสามารถเริ่มต้นตั้งแต่ยังเรียนด้วยซ้ำ แต่คนส่วนใหญ่เริ่มวางแผนการเงินหลังจากเรียนจบและเริ่มมีรายได้เดือนแรก "ก้อย" เองก็เริ่มวางแผนการเงินตั้งแต่ทำงานใหม่ๆตอนอายุ 25-26 ปี เงินเดือนแค่ 8 พันกว่าบาท แต่ก็แบ่งเป็นเงินออมทุกเดือน
สำหรับมือใหม่หัดวางแผน ขอเทคนิคออมเงินแบบเวิร์กๆบ้างสิคะ
ต้องเปลี่ยนนิยามของเงินออมใหม่ แทนที่เราจะบอกว่าเงินออมคือเงินที่เหลือจากการใช้ หรือรายได้ลบรายจ่ายเท่ากับเงินออม ต้องเปลี่ยนใหม่เป็นรายได้ลบเงินออมเท่ากับรายจ่าย เมื่อได้รายได้มาปุ๊บ เราต้องเอาเก็บไว้ก่อน ส่วนที่เหลือค่อยใช้จ่าย อาจเริ่มจากเงินเก็บ 10-15% และค่อยๆเพิ่มสัดส่วนเป็น 12% 15% หรือ 20% และถึงบางจุดที่รายได้สูงขึ้น แต่ไม่ได้ใช้จ่ายมากขึ้น ฐานะการเงินเริ่มมั่นคงแล้ว ก็อาจจะเก็บเงินออมได้มากถึง 30% ของรายได้ ถ้าเราเก็บเงินออมมากพอแล้ว อนาคตก็สามารถใช้จ่ายได้อย่างสบายใจ
ถ้าอยากใช้เงินให้ทำงานแทน ควรเริ่มจากตรงไหน
ต้องเริ่มจากการออมเงินให้เป็นก่อน เพราะถ้าออมไม่ได้ถึงจุดหนึ่ง ก็ไม่สามารถนำเงินไปทำงานให้เราได้ ซึ่งก็ต้องออมให้ได้หลักแสนหลักล้าน เพราะเงินแค่สิบยี่สิบบาททำงานให้เราไม่ได้!! เรื่องนี้ได้พิสูจน์มากับตัวเองแล้ว เพราะเริ่มเก็บเงินออมตั้งแต่เดือนแรกที่ทำงานกสิกรไทย เก็บทุกเดือนเดือนละพันบาท โดยเลือกฝากเงินแบบที่ห้ามถอนต่อเนื่อง 24 เดือน เพราะรู้ตัวว่าใช้เงินเก่ง จนเงินเดือนขึ้นเป็นหมื่นกว่าบาท ก็เพิ่มสัดส่วนการออมอีก เก็บไปเก็บมาจากหลักพันเพิ่มพูนเป็นหมื่นเป็นแสน คราวนี้ก็มีเงินพอสำหรับลงทุนแล้ว ก็เอาเงินเก็บที่มีอยู่ไปลงทุนในหุ้นบ้าง พันธบัตรรัฐบาลบ้าง
...
ดูยังไงคะว่าการลงทุนแบบไหนจะเหมาะกับตัวเราที่สุด
ถ้าจัดพอร์ตการลงทุนดี มีชัยไปกว่าครึ่ง!! ต้องดูว่าสัดส่วนการลงทุนในตราสารและหลักทรัพย์ต่างๆเหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรารับได้ หรือเปล่า ซึ่งระดับความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่ กับหลายปัจจัย เช่น "อายุ" คนที่มีอายุน้อยสามารถรับความเสี่ยงได้สูงกว่าคนอายุมาก "ความมั่งคั่งโดยรวม" ถ้ามีหลายร้อยล้านบาทแล้วเงินหายไปไม่กี่ล้าน ก็คงไม่สะดุ้งสะเทือน "ความมั่นคงของอาชีพ" ถ้าเป็นคน ที่มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น ศิลปิน นักร้อง ดารา ก็อาจรับความเสี่ยงในการลงทุนได้ต่ำกว่าคนทำงานประจำ "ภาระทางการเงินที่มี" คนที่มีภาระการเงินสูงจะรับความเสี่ยงได้น้อยกว่าคนภาระน้อย "ระยะเวลาการลงทุน" ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เพราะคนที่มีเงินว่างยาวกว่าย่อมรับความเสี่ยงได้มากกว่า ปัจจัยสุดท้ายคือ "ความมั่นคงทางจิตใจ" ไม่ว่าจะรวยแค่ไหน ถ้าเป็นคนขี้กังวล ก็ไม่ควรลงทุนที่มีความผันผวนสูง เพราะจะไม่มีความสุขกับการลงทุน เมื่อรู้ลักษณะของตัวเองแล้ว ค่อยจัดพอร์ตการลงทุนตามโครงสร้างความเสี่ยง ไล่จากเสี่ยงน้อยสุดไปถึงมากสุดคือ ตั๋วเงินกระทรวงการคลัง, เงินฝาก, สลากออมสิน, พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้เอกชน, กองทุนรวม, อสัง- หาริมทรัพย์, หุ้น และตราสารอนุพันธ์ต่างๆ
สำหรับคนโสดล่ะคะ มีเคล็ดลับจัดการการเงินอย่างไร
คนโสดวัย 30 เศษ ถ้าไม่คิดจะมีครอบครัวควรวางแผนซื้อบ้านไว้แต่เนิ่นๆ จะได้เริ่มผ่อนบ้านตั้งแต่ยังมีแรงหาเงิน เพราะถ้าซื้อบ้านตอนอายุ 40-45 ปี กว่าจะผ่อนหมดก็เลยวัยเกษียณไปหลายปีแล้ว ยังต้องวางแผนเรื่องการดูแลสุขภาพด้วย เลือกแผนประกันสุขภาพที่เหมาะสม ในกรณีที่ทำงานไม่ได้ ยังมีรายได้ช่วยชดเชยบ้าง เพราะคนโสดไม่มีรายได้ จากคู่ครองจุนเจือ อยากให้คิดใหม่ว่าสำหรับคนโสดแล้ว ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในชีวิตคือตัวท่านเอง และถ้าไม่อยากให้ตัวท่านเองเป็นภาระของตัวเองในยามแก่เฒ่า ก็ต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงที่สุด ยิ่งถ้าเป็นคนโสดที่มีภาระต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ แนะนำให้ทำประกันชีวิตควบคู่ไปด้วย ยึดหลักตามนี้ก็ได้ว่า ถ้ายังไม่มีเงินออมก็ต้องออมเงินก่อน เมื่อมีเงินพอสมควรค่อยขวนขวายหาช่องทางลงทุน เมื่อทรัพย์สินมากพอควรก็ต้องทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองชีวิตกับความเสียหายของทรัพย์สิน และเมื่อมีโอกาส ต้องรีบวางแผนเพื่อการเกษียณอายุอย่างสุขสบาย
...
ขอแผนการเงินสำหรับคนมีครอบครัวบ้างสิคะ
คนมีครอบครัวจะรับความเสี่ยงได้น้อยกว่าคนโสด ยิ่งมีภาระเยอะเท่าไหร่ ก็ยิ่งรับความเสี่ยงได้น้อยลง ฉะนั้นการวางแผนการเงินของคนมีครอบครัวแล้ว ต้องให้ความสำคัญกับเงินออมเป็นอันดับแรก เพราะมีภาระ เยอะแยะรออยู่ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูก ต้องวางแผนการออมเป็นค่าเล่าเรียนของลูก ควรเก็บออมเงินให้ได้ถึง 20-25% ของรายได้จะดีมาก สิ่งสำคัญคือต้องจัดการกระแสเงินสดให้ดี ให้มีสภาพคล่องไม่ติดขัด ไม่ควรกู้ยืมเงินเพื่อมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ยกเว้นการกู้เงินซื้อบ้าน ขอให้ ท่องคาถาว่าอย่าเผลอใจซื้อของง่าย และอย่าใจอ่อนไปค้ำประกันใคร นอกจากนี้ เพื่อลดทอนความเสี่ยง ควรทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ระยะเวลา 10ปีขึ้นไป เลือกวงเงินคุ้มครองเท่าที่สามารถนำเบี้ยประกันไปหักภาษีได้ในอัตราปีละไม่เกิน 1 แสนบาท และควรทำประกันภัยบ้านกับรถยนต์ด้วย สำหรับรูปแบบการลงทุนที่เหมาะกับคนมีครอบครัว แนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้และพันธบัตร หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ ประมาณ 40-50% ของเงินลงทุน และลงทุนในหุ้นทุน หรือกองทุนรวมหุ้นทุนไม่เกิน 30% อสังหาริมทรัพย์ 10% ส่วนอีก 10-20% เก็บเป็นเงินฝากหรือเงินลงทุนที่มีสภาพคล่องสูงเผื่อยามฉุกเฉิน
ไหนๆก็ไหนๆแล้ว แถมคำแนะนำสำหรับคนวัยใกล้เกษียณด้วย
การวางแผนเพื่อชีวิตหลังเกษียณอายุเป็นอะไรที่จำเป็นมาก เผื่อคนที่ไม่มีลูกหลานคอยเลี้ยงดู จะได้สามารถพึ่งพาตัวเอง ควรตั้งเป้าไว้เลยว่า บั้นปลายชีวิตอยากมีชีวิตแบบไหน และต้องการใช้เงินต่อเดือนเท่าไหร่ ตามตำราบอกว่าควรใช้ให้เหลือ 50-70% ของเงินที่ใช้ก่อนเกษียณ เพราะค่าใช้จ่ายหลายอย่างถูกตัดทิ้งไปแล้ว และให้คาดการณ์ว่าเราน่าจะมีชีวิตอยู่จนถึงอายุเท่าไหร่ สมมติว่าเป็น 80 ปี แสดงว่าเราต้องเก็บเงินให้เพียงพอสำหรับใช้ได้ 30 ปีหลังเกษียณ ถ้าอยากมีเงินใช้เดือนละ 2 หมื่นบาท ก็ต้องเก็บเงินให้ได้ 7 ล้าน 2 แสนบาท!! ฉะนั้นแค่เงินก้อนจากกองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่หักจากเงินเดือนทุกเดือน และเงินบำเหน็จบำนาญ ไม่เพียงพอแน่ๆ ต้องรีบวางแผนลงทุนหรือหารายได้เพิ่มเติมตั้งแต่ยังมีกำลังทำงาน เช่น ทำประกันชีวิตแบบกึ่งออมทรัพย์ หรือลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) ขณะเดียวกัน ก็ต้องพยายามลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยต่างๆ และวางแผนสุขภาพไปพร้อมๆกัน ถ้ายังไม่ทำประกันสุขภาพควรทำไว้แต่เนิ่นๆ เพราะหลายบริษัทไม่รับประกันสุขภาพให้คนอายุเกิน 60 ปี
ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นวางแผนชีวิต ด้วยการวางแผนการเงินที่ดี...เริ่มซะตั้งแต่วันนี้นะคะ.
ทีมข่าวหน้าสตรี
...