เมื่อสถานการณ์การเมืองเขม็งเกรียวเช่นนี้ คงจะไม่เกินความจริงกับข้อความโปรยหัวข้างต้น ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามนักวิชาการ 3 ฝ่ายเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ร้อน ๆ พร้อมทั้งช่วยกันค้นหาวิธีผ่าทางตัน ท่ามกลางกลิ่นสงครามกลางเมืองโชยมาแต่ไกล...
เข้าใจแดง ต้องเข้าใจไพร่
นายประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครองคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ และคอลัมนิสต์ชื่อดัง วิเคราะห์ภาพรวมของปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงทั้งแผ่นดินว่า 3-4 วันที่ผ่านมาถือว่าหากพูดกันในแง่พลังการรวมตัวของกลุ่มเสื้อแดงในเชิงจำนวน เท่าที่เห็นในครั้งนี้ตนคิดว่าน่ามีปริมาณมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีเครือข่ายคนชนบทที่กว้างขวางมากและเป็นระบบมากที่สุดเท่าที่เห็นมา
"อย่าง การเคลื่อนไหวของ 14 ต.ค.เกิดจากนิสิตนักศึกษา และประชาชนส่วนหนึ่ง ส่วนพฤษภาทมิฬขับเคลื่อนโดยคนชั้นกลาง ม็อบเสื้อเหลืองก็เช่นกัน โดยมีคนจากต่างจังหวัด มาร่วมส่วนหนึ่ง โดยการประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงในครั้งนั้นเราจะเห็นชัดว่าคนชนบทแท้ๆ ถ้าเราตามดูแม้แต่ทำนองเพลงเขาเป็นลูกทุ่งหมด สอดคล้องกับวัฒนธรรมในชนบทครั้งนี้มันเป็นการใช้วัฒนธรรมการสื่อสารที่ ชัดเจนมาก ทั้งนี้ เขาก็พยายามชี้ให้เห็นว่าเขาเป็นคนซึ่งจน คนรับใช้ เป็นไพล่ ซึ่งคนชั้นกลางในเมืองมองพวกเขาเป็นคนใช้ มาขายตัว"
จริงๆ การเข้ามาของเสื้อแดงในครั้งนี้ อาจารย์จากจุฬาฯ บอกว่า พวกเขาเข้ามาเพื่อประกาศปัญหาให้คนกุรงเทพฯ ได้รู้และไม่ให้เห็นพวกเขาเป็นคนอื่น
"ประเด็นตรงนี้สำคัญ เขาเข้ามาเพื่อเรียกร้องสิทธิที่เพิ่งจะได้ของพวกเขา และแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเงินทองที่พวกเขาได้รับมาแล้วหลายคนตราหน้าเขาว่าเป็นม็อบรับจ้างนักการเมืองนั้น ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะในการชุมนุมทุกๆ ชนิดมันจะต้องมีการจัดการเรื่องค่ารถ-น้ำมันให้ ซึ่งครั้งนี้เราพบชัดเจนว่ามีเครือข่ายนักการเมือง ช่วยสนับสนุนค่ารถเป็นคันๆ ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้ก็เกิดในกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นประเด็นเดียวกับการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน หรือเกษตรกรรายย่อย ที่จะมีคนชั้นกลางไปช่วยบ้าง เพื่อให้คนจน ซึ่งไม่สามารถดูแลค่าจ่ายในส่วนนี้ได้"
อาจารย์ประภาส บอกอีกว่า แต่ประเด็นหลักอยู่ที่ว่าเรา ต้องเข้าใจว่าสังคมเปลี่ยนไปมากคนชนบทไม่ได้มีลักษณะที่จะถูกจูงเป็นวัวเป็นควายแบบที่คนเมืองมอง
"คนในเมืองมองว่าคนในชนบทเป็นวัวเป็นควาย เราต้องเข้าใจว่าชีวิตการทำมาหากิน การเดือดร้อนของผู้คน ปัจจุบันมันจะอยู่ได้หรือไม่ได้มันต้องเข้ามาเกี่ยวข้องของเรื่องการเมือง อยู่ตลอดเวลา เกี่ยวกับนโยบาย เพราะว่ามันคือการจัดสรรของทรัพยากร ให้คนในสังคม ในแง่นี้ผมผู้คนในชนบท เข้ามาเกี่ยวข้องกับคนเมืองก่อนจะมีเหลือง-แดง พวกเขามีความตื่นตัวไปร่วมกันในลักษณะกลุ่มต่างๆ ที่มีการส่งเสริมเอ็นจีโอ ทำให้ผู้คนสามารถใช้กลุ่มประชาชนเข้ามาต่อรองเช่น เรื่องหนี้สิ้นมันจึงไม่สามารถบอกได้ว่า คนพวกนี้ไม่ตื่นตัวและเป็นวัวเป็นควาย จะจูงไปไหนมาไหนได้ง่ายๆ อีกแล้ว"
ดังนั้น สิ่งข้อสรุปที่หลายคนสรุปเอาเองว่า คนชนบท เป็นไพล่ และถูกคนกรุงเทพฯ มองว่ามีการจัดตั้งแบบวัวแบบควายมาประท้วงนั้น ต้องเลิกเพราะมันทำให้เกิดอคติ
"ผมอยากให้เขาคิดว่าชัยชนะไม่ควร คิดว่ามันจะเกิดขึ้น ภายใต้การเคลื่อนไหวครั้งเดียว การประกาศสงครามครั้งสุดท้ายมันต้องการทำความเข้าใจกับสังคม ถ้าเราคิดว่าเราคือกระบวนการทางสังคม ผมคิดว่าเราต้องคิดว่าหัวใจของมันก็คือการอธิบายต่อผู้คนในสังคมให้มาเห็นด้วยเห็นประเด็นปัญหา เห็นอกเห็นใจต้องใช้เวลา เพราะอย่างนั้นมันจะนำไปสู่ความกดดัน มันก็จะมีทางเดียว อย่างที่พันธมิตรฯทำก็คือยกระดับการเคลื่อนไหวไปจนถึงสูงสุด ที่ทำอะไรก็ได้ ให้มันเกิดการป่วนจลาจล ให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ แบบนั้นผมคิดว่ามันเปลี่ยนได้ แต่ข้างหน้าผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมันไม่ยั่งยืน มรดกของการใช้วิธีการแบบนี้มันทำให้เกิดการเมืองแบบปัจจุบัน"
ทั้งนี้ สังคมก็จะช่วยกันสรุปบทเรียนพวกนี้ด้วยต้องตรวจสอบทั้ง 2 ฝ่ายไม่ว่าใครจะใช้วิธีการแบบนี้
"หลายคนถามว่าวันนี้การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงก้าวพ้นคุณทักษิณแล้วหรือยัง ผมคิดว่าชาวบ้านส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง มีญาติมีนักการเมือง ในระดับชาวบ้านเขาก็นิยมคุณทักษิณได้ว่าเขาชื่นชอบคุณทักษิณมาก่อน แต่ผมเชื่อว่าชาวบ้านก็ไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อให้คุณทักษิณกลับมาในประเทศ แต่ว่าเขาคิดว่ารัฐบาลที่เขาได้ประโยชน์มากกว่าทักษิณเป็นส่วนหนึ่งที่เป็น ประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งที่เขาคิดว่าเขาได้ประโยชน์มันไม่สามารถแยกกันได้เด็ดขาด ถ้าจะไปประณามว่าพวกเขาเคลื่อนเพื่อให้คุณทักษิณได้เอาทรัพย์สมบัติคืน ตรรกะเหล่านี้ไม่น่าจะใช้"
สุดท้าย อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครองคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ได้เสนอทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้ง 2 คู่ขัดแย้งด้วยว่า
"ผมเสนอให้ยุบสภาฯ แต่ประเด็นก็คือต้องมาตกลงรวมกันก่อน ตั้งแต่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ปรับเรื่องที่เห็นไม่เหมือนกันก่อนไม่ควรจะใช้เวลามาก ควรต้องยอมรับกันว่าทุกๆ ฝ่ายสังคมเข้ามาตรวจสอบกำกับ ทุกฝ่ายต้องยอมรับ ผมว่าถึงจะพอไปได้ ผมคิดว่ามันจะลดความรุนแรงไปได้ ถามว่าการเมืองไทยจะพลิกโฉมหน้าใหม่อีกเมื่อไหร่ ตามประวัติศาสตร์สังคมไทยก็ผ่านเรื่องแบบนี้ น่าจะนำไปสู่สิ่งที่ดี แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือเรื่องแนวทาง ไม่ให้ขัดแย้งกัน เราก็น่าจะเห็นแนวโน้มที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการจัดการต่อผู้ชุมนุม เมื่อก่อนทหารจะตีประชาชนอย่างเดียว ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ไม่สร้างความชัดเจน สร้างความเกลียดชัง ลักษณะมองอีกฝ่ายไม่ใช่คน ตรงนี้เราต้องช่วยกันกำกับพวกเขาด้วยว่าไม่ควรจะสร้างเรื่องไม่ดีแบบนี้เป็น มรดกในระยะยาว" อาจารย์ประภาสกล่าว
ถ้าแดงจะแรงฤทธิ์ ต้องก้าวพ้น 'ทักษิณ'
ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันว่า นอกจากจะเป็นห่วงเรื่องความรุนแรงแล้ว สิ่งที่ไม่อาจจะมองข้ามไปได้ก็คือ ผลกระทบทางเศรษฐกิจมากมายที่เป็นผลพวงมาจากการประท้วงของกลุ่มเสื้อแดง
"ประเด็นนี้ชัดว่าหากยังมีการชุมนุมอย่างเช่นวันนี้ มันจะส่งกระทบทางเศรษฐกิจทางลบมากกว่าทางบวก ซึ่งหากการประท้วงยิ่งยืดเยื้อเรื่องการท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่จะเสียหายมากที่สุด โดยเฉพาะประชาชนที่ขายของและทำมาหาเช้ากินค่ำทั่วๆ ไป ดังนั้นแม้จะมีความสงบยังไง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันส่งผลกระทบลบๆ มากมาย แต่ไม่ใช่ การชุมนุมจะไม่มีข้อดี"
ศ.ดร.สมบัติ พูดถึงองค์ประกอบของม็อบที่ดีและไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากมายมาด้วยว่า ม็อบนั้นเกิดจากวิกฤติรัฐบาลที่มีการคอร์รัปชัน และประชาชนก็เป็นแกนกลางในการเรียกร้อง เพื่อตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งแม้จะมีการสูญเสียบางอย่างเพราะม็อบก็เป็นการเสียสละที่คุ้มค่า
"แต่เท่าที่ผมดูข้อเรียกร้องของเสื้อแดงยากที่จะบอกได้ว่าเป็นการชุมนุมที่อิสระ และปราศจากคุณทักษิณ ซึ่งข้อเรียกร้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยุบสภาฯ ซึ่งถ้าสำเร็จคุณทักษิณและพวกจะได้รับประโยชน์เต็มๆ กลับกันถ้าไม่สำเร็จก็คือคนทั้งประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากผลดังกล่าวทุกภาคส่วน ทำให้ปัจจุบันประเด็นที่เขาเสนอมันไม่สามารถทำให้คนเข้าถึงได้เพราะหากพวก เขามาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมว่าคนเมืองก็ไม่ได้รังเกียจคนชนบทอะไร เพราะว่าเราต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งหากชนบทที่ยังล้าหลังก็ต้องไปแก้ไข เพื่อให้เขามีคุณภาพที่ดีขึ้น"
ฉะนั้น กลุ่มเสื้อแดงต้องก้าวผ่านข้อเรียกร้องส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ การให้ความรู้และข้อเท็จจริงที่ ศ.ดร.สมบัติกล่าวเหล่านี้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องให้ความรู้แก่ประชาชนทุกๆ คนทั้งประเทศ
ศ.ดร.สมบัติ ยังได้แนะนำทางออกให้กับทั้ง 2 คู่ขัดแย้งในปัจจุบันนี้ด้วยว่า "วันนี้ทางด้านแกนนำเสื้อแดงต้องประกาศให้ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมให้ชัดเจนเลย ว่ามาครั้งนี้เราอาจจะไม่ชนะทันที ในเส้นทางารต่อสู้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานรัฐบาลฟังแล้วก็ไปแก้ไขข้อผิดพลาด ที่เขาเสนอมาที่สำคัญข้อเรียกร้องนั้นต้องเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่ใช่ทำเพื่อ ใครคนใดคนหนึ่ง ต้องเป็นขอเรียกร้องของส่วนรวมมันจะมีพลัง"
การเมือง ความรุนแรงบนถนน จบบนโต๊ะเจรจา
สุดท้ายมาฟังผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล นายโคทม อารียา กล่าววิธีการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างคนเมืองกับม็อบชนบทเอาไว้ว่า เราต้องไม่ด่าเขา กลับกันต้องเข้าใจพวกเขา เพราะเขาไม่ใช่ศัตรู
"นี่คือปัญหาใหญ่ ดังนั้นเมื่อคนเมืองที่เป็นเจ้าบ้านโปรดอย่าไปดูถูกดูแคลนคนชนบท เพราะภาพที่เรามักจะคุ้นชินก็คือคนเมืองมันสร้างภาพว่าตัวเองเป็นคนดี แต่กลับมองคนชนบทพวกเขามีศักดิ์ศรีต่ำกว่า ตาสีตาสาไม่มีความรู้ ไม่เก่ง ซึ่งไม่ดี คนเมืองต้องแก้นิสัย ไม่ใช่ไปด่าเขาว่า พอเห็นเขามาเคลื่อนไหวก็บอกว่าคนชนบทมันซื้อได้ มุมมองแบบนนี้ส่งผลให้พวกเขายิ่งโกรธไปกันใหญ่ ดังนั้นอยากให้มองการเดินทางมาของม็อบคนชนบทในครั้งนี้ว่าเป็นการทำความเข้าใจกันระหว่าง 2 ฝ่าย เป็นการสอนคนเมืองหลวง เป็นทำความเข้าใจกับคนต่างจังหวัดด้วย ดังนั้นคนเมืองหลวงต้องเป็นเจ้าภาพที่ดี ซึ่งถ้าคิดแบบนั้นมันก็วิเศษและไร้ความรุนแรง"
สำหรับวิธีการผ่าทางตันในครั้งนี้ นายโคทม บอกว่า อยากจะให้ทุกภาคส่วนรับฟังเขา ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาที่เขากล่าวมาเราก็จะยอมรับว่ามันมีปัญหาหลายอย่างที่เขาพูด ซึ่งซุกอยู่ใต้พรม ดังนั้นควรจะก็ต้องรีบดูแลแก้ไข อย่าไปเมินเฉย ถ้าแก้ไขได้สังคมเมืองไทยก็เดินหน้าได้ แต่ถ้าแก้ไม่ได้ มันก็หมักหมม
"เรื่องทั้งหมดเรามองว่าที่สุดแล้วมันก็ต้องมีการเจรจาเอาปัญหามากางบนโต๊ะ แล้วก็ทำโรดแมป ว่าถ้าเป้าหมายของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มันคือการเลือกตั้ง ที่ชอบธรรมแล้วทุกฝ่ายยอมรับผลเนี่ยก็เอามาเป็นโจทย์อันหนึ่งว่าเราสมควรทำอย่างไร จะใช้เวลาเตรียมการสักเท่าไหร่ หรืออย่างโจทย์ของฝ่ายเสื้อแดง ที่ต้องการความเป็นธรรมก็ทำให้เขา ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดที่ต้องรีบแก้ไข แต่ต้องค่อยทำอย่างมีระบบ”
อย่างไรก็ดี สิ่งที่คนทั้งประเทศคำนึงก็คือไม่มีใครได้อะไรอย่างใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นควรใจเย็นๆ และไม่แสดงออกด้วยความรุนแรง.
...