ดร.พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ สวมบทบาทภริยาผู้นำ ประเทศที่ก้าวออกมาให้ความสำคัญกับวันสตรีสากล โดยเป็นประธานเปิดงานเสวนา "สิทธิโอกาสที่เสมอภาค เป็นปัจจัยให้โลกก้าวหน้า"...
ในโอกาสครบรอบ 100 ปีของวันสตรีสากล ซึ่งกลุ่มองค์กรสตรีนำโดยสภาสตรีแห่งชาติฯ, สำนักงานกิจการสตรีและสถาบัน ครอบครัว ก.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ, สหพันธ์สมาคมไว ดับเบิ้ลยู ซี เอ แห่งประเทศไทย, สโมสร ซอนต้าประเทศไทย, สมาคมสตรีอินเดีย และสหพันธ์ สมาคมสตรีสัมพันธ์ ร่วมกันจัดขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (5 มี.ค.) ณ โรงแรมเจ ดับบลิว แมริออท
คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสภา สตรีแห่งชาติฯ และ ดร.พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ ร่วมกันตัดเค้กฉลอง 100 ปีวันสตรีสากล.
งานนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดย คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ กล่าวว่า ต้องการส่งเสริมความเข้าใจ ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้สิทธิโอกาสเสมอภาคระหว่างหญิงชาย รวมถึงตระหนักในผลดีที่ประเทศชาติได้รับ เมื่อมีการลดช่องว่างและลดการเลือกปฏิบัติระหว่างหญิงชาย โดยมุ่งให้ทุกภาคส่วนของสังคมเห็นความสำคัญของสตรีและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสตรี
โอกาสนี้ ดร.พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ ในฐานะภริยานายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของภริยาผู้นำประเทศ ที่ให้ความสำคัญ กับการส่งเสริมและการมีส่วนร่วมของสตรี โดยกล่าวเปิดงานเป็นภาษาอังกฤษอย่างยาวมากเป็นครั้งแรก ซึ่งมีใจความว่า ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา สตรีได้สร้างความ ก้าวหน้าทั้งต่อสถานภาพทางสังคมและความเป็นอยู่ของตน จากบทบาทของสตรีในสมัยก่อน ซึ่งมีหน้าที่หลัก คือ การเป็นภริยา มารดา ที่ต้องดูแลครอบครัว ปัจจุบันสตรีสามารถทำงานนอกบ้านเคียงข้างบุรุษได้ และสตรีในปัจจุบันสามารถยืนหยัดและเลี้ยงดูตนเองได้ สตรีบางคนเป็นผู้นำของสังคมในหลายแขนง อาทิ การแพทย์ การศึกษา วิทยาศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ ฯลฯ ซึ่งตนเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะยังคงเกิดขึ้นต่อไป ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ทั่วโลกด้วย
ดร.พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ นำทีมผู้แทนองค์กรสตรี เขียนข้อความติดบน บอร์ด "ศตวรรษของเสียงสตรี".
อย่างไรก็ดี มิใช่สตรีทุกคนจะได้รับโอกาสเท่าเทียมบุรุษ และการเปลี่ยนผ่านนี้อาจไม่รุดหน้าหรือรวดเร็วเท่าที่ควร จึงทำให้ประเด็นเรื่อง "ความเสมอภาคทางเพศ" กลายเป็นประเด็นสำคัญในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งความหมายของ "ความเสมอภาคทางเพศ" คือการที่สตรีและบุรุษต้องได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน ซึ่งในระดับนานาประเทศ เป็นที่ตระหนักกันดีว่าการลดช่องว่างระหว่าง เพศ สามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศได้ทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ โดยผลจากการศึกษาของคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก แห่งสหประชาชาติ (UNESCAP) ได้ประมาณการไว้ว่า ภูมิภาคของเราสูญเสียรายได้ 42-47 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี เพราะการกีดกันการทำงานของสตรี ดังนั้นหาก สตรีได้รับโอกาสในการทำงานเช่นเดียวกับบุรุษและได้รับการยอมรับจากสังคม ประเทศจะมีศักยภาพและขีดความแข่งขันมากขึ้น
ดร.พิมพ์เพ็ญได้กล่าวด้วยว่า ในฐานะสตรีที่ต้อง ทำงานเป็นทั้งภริยาและมารดาในเวลาเดียวกัน ตนตระหนักดีถึงความท้าทายที่เกิดขึ้นในโลกยุคโลกาภิวัตน์ และยุคแห่งการแข่งขัน แต่ถ้าเราทำงานร่วมกันเป็นทีม ตนเชื่อว่าเราจะมีความเข้มแข็งและประสบความสำเร็จได้ และหากผู้หญิงและผู้ชายทุกคนทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ กัน แน่ใจได้เลยว่าจะไม่มีสังคมใดที่ถูกทอดทิ้งให้ล้าหลัง
ทันทีที่ ดร.พิมพ์เพ็ญกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานจบลง เสียงปรบมือในห้องประชุมก็ดังขึ้นอย่างกึกก้อง ด้วยความประทับใจในคำกล่าวของภริยานายกรัฐมนตรี โอกาสนี้ ดร.พิมพ์เพ็ญยังได้นำข้อคิดของตนมาติดบนบอร์ด "A Century of Women's Voices" (ศตวรรษของเสียงสตรี) ซึ่งผู้จัดงานได้จัดเตรียมไว้สำหรับผู้เข้าร่วมงานทุกคน โดย ดร.พิมพ์เพ็ญได้เขียนข้อความว่า "A woman's success is a combination of the success in her life, her family and her career" (ผู้หญิงจะถือว่าตนเองประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อเธอประสบความสำเร็จทั้งในชีวิต ครอบครัว และ อาชีพ) อีกทั้งยังร่วมตัดเค้กฉลองครบรอบ 100 ปีวันสตรีสากลด้วย.
...