ช้างซึ่งถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทยมาแต่โบราณกาล และยังเป็นสัตว์ที่ให้คุณประโยชน์เป็นอเนกอนันต์ นับตั้งแต่อดีต ช้างถูกนำมาใช้เป็นพาหนะในการออกศึก อีกทั้งใช้งานสารพัด ทั้งลากซุง เป็นพาหนะในการเดินป่า เป็นต้น แต่ใครจะคาดเดาได้ว่า ช้างซึ่งเป็นสัตว์ร่างใหญ่โต แต่มีความฉลาดเฉลียวไม่แพ้สัตว์เลี้ยงตามบ้าน สามารถได้รับการสอนสั่งให้ปฏิบัติตามคำสอนของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี จากแค่นักแสดง ซึ่งจะเห็นได้ตามปางช้าง ปัจจุบันเรายังได้เห็นช้างเป็นจิตรกร สามารถวาดรูปและเขียนหนังสือ นอกเหนือจากนั้น ช้างยังสามารถสวมบทเป็น "คุณหมอ" ช่วยบำบัดเด็กพิเศษที่มีปัญหาทางออทิสติกให้มีทักษะทางสังคมได้อีกด้วย

การบำบัดเด็กพิเศษ (ออทิสติก) ให้สามารถเข้าสู่สังคม ผ่านกิจกรรม ง่ายๆในรูปแบบของเกมสนุกสนานของโครงการ "หมอช้างช่วยน้อง" โดยมี "ช้าง" เป็นตัวเชื่อมให้เด็กออทิสติกรู้จักที่จะไว้ใจ รู้จักที่จะให้ และรู้จักการสื่อสารความรู้สึกของตัวเองให้สังคมรอบข้างได้รับรู้



จุดเริ่มของโครงการนี้ "ประสบ ทิพย์ประเสริฐ" ผู้จัดการโครงการและที่ปรึกษามูลนิธิช้างอนันตรา ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการ "หมอช้างช่วยน้อง" เล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากการเห็นช้างถูกนำมาเดินเร่ร่อนขอเงินตามท้องถนนในป่าคอนกรีตจึงมีความคิดอยากที่จะช่วยเหลือช้างเหล่านั้นให้กลับไปอยู่ในถิ่นที่ควรอยู่อย่างสมศักดิ์ศรี ทาง อนันตรา รีสอร์ตโกลเดน ไทรแองเกิล จังหวัดเชียงราย จึงจัดตั้งโครงการ "ช่วยเหลือช้างจากถนน" ขึ้น โดยอยู่ในความดูแลของมูลนิธิปางช้างอนันตรา ซึ่งจะชักชวนควาญช้างที่นำช้างออกมาเร่ร่อนให้เปลี่ยนใจนำช้างเข้าไปอยู่ในพื้นที่ป่าใจกลางดินแดนสามเหลี่ยมทองคำ พร้อมหาอาชีพให้ควาญช้างมีรายได้เลี้ยงตัว จนปัจจุบันโครงการนี้ได้ช่วยเหลือช้างถึง 34 เชือกด้วยกัน

แล้วโครงการหมอช้างช่วยน้องเกิดขึ้นได้อย่างไรคะ

"พอมีโครงการช่วยช้างเร่ร่อนแล้ว เราจึงนำช้างมาฝึกทำประโยชน์ และเคยเห็นช้างเหล่านี้ทำกิจกรรมร่วมกับเด็กๆด้อยโอกาสหรือเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีแล้ว จึงมีความคิดว่าช้างน่าจะช่วยเด็กพิเศษที่มีอาการออทิสติกได้ แต่เราไม่มีระบบทางวิชาการรับรอง จึงได้ร่วมกับ ดร.นันทนี เสถียรศักดิ์พงศ์ หัวหน้าคณะนักวิจัยโครงการช้างบำบัด ภาควิชากิจกรรมบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำการศึกษาวิจัยและจัดหลักสูตรกิจกรรมบำบัดให้แก่เด็กพิเศษเหล่านี้ ซึ่งทางโครงการช่วยเหลือช้างจากถนน ให้การสนับสนุน โดยสถาบันคชบาลแห่งชาติ จังหวัดลำปาง ทำการศึกษาวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดตั้งโครงการนี้ ทำการฝึกช้างพร้อมทั้งควาญช้างให้เป็นนักบำบัด เพื่อช่วยเหลือเยาวชนที่มีปัญหาทางออทิสติกในประเทศไทย"



โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่

"โครงการหมอช้างช่วยน้องเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในเดือนธันวาคม ปี 2549 ที่สถาบันคชบาลแห่งชาติ เราได้จัดคอร์สบำบัดอาการผู้มีปัญหาทางออทิสติกมาแล้ว 2 รุ่น ได้ผลและเสียงตอบรับเป็นที่น่าพอใจ เราเลยมีการนำโครงการนี้เข้าไปเสนอในการประชุมระดับสากลของสมาคมสิงคโปร์-มาเลเซีย เมื่อปี 2551 ภายใต้ชื่อ "ช้างไทย เพื่อช่วยเหลือโปรแกรมบำบัดผู้มีปัญหาทางออทิสติกเป็นรายบุคคลด้วย"

ขั้นตอนบำบัดเริ่มจากอะไรคะ

"ก่อนที่เราจะทำโครงการ เราต้องเลือกช้างก่อนนะครับ ไม่ใช่ว่า ช้างทุกตัวจะทำได้ เราต้องฝึกช้างไม่ให้มีลักษณะก้าวร้าว และสอนให้รู้จักนั่ง ยืนทรงตัว และมีส่วนร่วมที่ดี ส่วนควาญช้างก็ต้องคัดเช่นกัน เพราะบุคลิกของควาญช้างจะถ่ายทอดมายังช้างด้วย หากควาญช้างเป็นคนสนุกสนาน ช้างก็จะขี้เล่นสนุกสนานตามไปด้วย อีกทั้งควาญช้างต้องรู้จักควบคุมช้างให้่ดี ให้เชื่อมั่นว่าปลอดภัย ควาญช้างจึงต้องใจเย็น ต้องเล่นเกมกับเด็กๆได้ ในขณะเดียวกัน เด็กที่จะเข้ามาบำบัดต้องคัดเช่นกัน ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีรายชื่ออยู่บ้างแล้ว เด็กที่เข้าบำบัดอายุต่ำสุดประมาณ 6 ขวบ จนถึง 14 ปี โดยเด็กพิเศษเหล่านี้ ขั้นต้นเขาต้องพอควบคุมตัวเองได้บ้าง เราไม่สามารถรับเด็กออทิสติกทุกระดับ เด็กที่เข้ามารับการบำบัดต้องสามารถอยู่คนเดียว โดยแยกกับผู้ปกครองได้ ดังนั้นเลยเป็นเด็กโตนิดหนึ่ง"

กิจกรรมทำอะไรบ้าง

"เด็กออทิสติกเขาจะขาดการสื่อสารกับสังคม ขาดทักษะทางสังคม ขาดสมาธิ และชอบทำอะไรซ้ำๆ ต้องช่วยเขาในเรื่องนี้ เราเริ่มต้นด้วยการเตรียมเด็กให้พร้อม เด็กๆต้องรู้จักแนะนำตัวเอง แนะนำพ่อแม่ บอก ได้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร พอเริ่มรู้จักกัน จากนั้นเราจะเล่าเรื่องช้างและควาญช้างให้เด็กๆฟัง ให้เขารู้จักช้างก่อนที่จะเจอตัวจริง แล้วเราจะฝึกให้เด็กรู้จักการทรงตัวบ้าง เพราะเขาจะทรงตัวไม่เป็น คือถ้าเราผลักเขา เขาก็จะไปตามแรงผลัก ไม่ฝืนเลย เราจะจำลองกระสอบทรายเป็นรูปตัวช้างแล้วให้ขึ้นไปนั่งเล่นสนุก เป็นการคุ้นเคยก่อนที่จะไปเจอของจริง จะได้ไม่ตื่นกลัว พอไปเจอช้างจะให้เขาได้เล่นกับช้าง โยนลูกบอลบ้าง หรือรับส่งของกับช้าง รวมทั้งได้สัมผัสตัวช้าง ซึ่งเด็ก 2 คนจะดูแลช้าง 1 เชือก ที่จริงอยากจะให้ 1 ต่อ 1 เพื่อให้เด็กมีความผูกพันกับช้าง ซึ่งจะเป็นการสร้างการสื่อสารทางสังคม"

ทำไมต้องเป็นช้างด้วยล่ะคะ เป็นสัตว์อื่นได้ไหม

"ที่เลือกช้างเพราะช้างมีสิ่งหนึ่งคือเป็นสัตว์หน้ายิ้ม ใครเห็นแล้วสบายใจ และเป็นสัตว์ที่ส่งผ่านความสนุกได้ เด็กๆเห็นแล้วรู้สึกรีแลกซ์ สบายใจ ไม่มีอาการตื่นกลัวเท่าไหร่ อีกทั้งช้างยังเป็นสัตว์ฉลาดที่ควบคุมได้ ให้ยืน ให้นั่ง อยู่นิ่งๆได้"



การบำบัดสอดแทรกในกิจกรรมอะไรบ้างคะ

"เกือบทุกกิจกรรม เราจะสอดแทรกการสื่อสารทางสังคมตลอด เช่น การยื่นอ้อยหรือผลไม้ให้ช้าง จะสอนให้เด็กเริ่มรู้จักการให้ สอนให้รู้จักว่าให้แล้วมีความสุข จะทำให้เขาอยากให้อีก ส่วนการที่เด็กได้สัมผัสตัวช้าง ซึ่งเราให้แตะอย่างพอดีพอประมาณ เพราะบางทีเด็กพิเศษนี้จะมีปฏิกิริยาไม่กล้าสัมผัสสิ่งแปลกปลอม บางคนเกลียดอะไรที่เหนียวเหนอะ เปียกปอนหน่อยไม่ได้ เขาก็จะได้รู้จักสัมผัสสิ่งที่เขาไม่เคยแตะ ได้อาบน้ำช้าง ทำให้เขารู้สึกรีแลกซ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว นอกจากนี้ เรายังมีกิจกรรมให้เด็กคิดว่าช้างชอบกินอะไร ให้เขาคิดเองแล้วให้เขาเขียนเอง ซึ่งเขาจะเขียนกล้วยและอ้อย เราจะให้เขาไปขอสตางค์คุณแม่ไปซื้อของที่เป็นอาหารของช้างมาให้ช้างกิน พร้อมกับสอนให้เขารู้จักการทอนเงิน โดยเราจะจำลองร้านเป็นตลาดเล็กๆ ให้เด็กๆได้รู้จักซื้อของ เด็กๆจะได้คำนวณเงินค่าใช้จ่าย เพราะ บางคนซื้ออ้อยเพียงอย่างเดียวจนเงินหมด แต่พอ เห็นเพื่อนๆมีกล้วยด้วย เขาจะได้คิดว่า เขาต้องเหลือเงินไปซื้อกล้วยด้วย กิจกรรมนี้เด็กๆจะรู้สึกสนุกและเล่นได้ทั้งวัน เพราะช้างเองก็กินได้ทั้งวันเช่นกัน"

หลักสูตรมีกี่แบบคะ

"หลักสูตรที่เราทำมี 2 แบบคือ Intensive ให้เวลา 4 วันต่อสัปดาห์ ที่ผู้ปกครองต้องมาร่วมด้วย และแบบคลินิกเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ 2 วัน กิจกรรมที่ทำจะซ้ำ แต่จะเปลี่ยนรูปแบบไปบ้าง เช่น อาจจะบำบัดด้วยงานศิลป์ วาดรูป ส่วนเกมที่เล่นกับช้างเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม เช่น เล่นชักเย่อ, โยนบอล, วิ่งไปมา แต่กิจกรรมหลักๆ เราจะเน้นบำบัดในส่วนที่เด็กเหล่านี้ขาดคือ การสื่อสารทางสังคม"

หลังจากการบำบัด เด็กๆมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างคะ

"หลังจากการบำบัดแล้ว เรามีการประเมินทุกราย ซึ่งทุกคนที่เข้าบำบัดก็ผ่านทุกรายนะครับ โดยเฉพาะทักษะทางสังคม การทรงตัว ทุกคนดีขึ้นหลายสิบเท่า วิธีการเช็กนี้หลายวิธี เช่น ให้เด็กมายืนขาเดียว กางแขนออก จากที่เคยยืนได้ 3-6 วินาที พอเข้ามาบำบัด ผลออกมา เขายืนได้นานขึ้นเป็นนาที ดีขึ้นมาก แล้วลองให้เขาเดินตามแนวเส้นตรง เขาเดินได้ยาวขึ้น หรือบางคนพอกลับไปเรียนหนังสือ เขาสามารถนั่งเรียนได้จนจบชั่วโมงเรียน แล้วมีเด็กบางคนไม่กล้าขึ้นลิฟต์ พอได้บำบัดกลับไป ก็สามารถขึ้นลิฟต์ได้"



เห็นผลกลับมาแบบนี้ รู้สึกอย่างไรคะ

"ดีใจที่กิจกรรมนี้ช่วยเด็กๆเหล่านี้ได้บ้าง แต่ที่ประทับใจมีอยู่กรณีหนึ่งคือ ในรายของเด็กอายุ 17 ปี คุณพ่อคุณแม่พามารับการบำบัด พอกลับไปเขาเข้าไปกอดคุณพ่อเป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งเมื่อก่อนเขาไม่เคยทำเลย พ่อเขามาเล่าให้ฟังว่า ดีใจมาก ทำให้เรารู้ว่าช้างมีความพิเศษ เด็กและช้างมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้เขารู้สึกที่จะรักคนอื่น รู้จักที่จะสัมผัสกับสิ่งที่เขารู้สึกดีด้วย ทำให้เรารู้สึกปลื้มใจที่กิจกรรมที่ทำช่วยให้เด็กๆเหล่านี้มีอาการที่ดีขึ้น แม้บางครั้งจะเป็นเพียงเล็กน้อยก็ตาม"

นี่เป็นเพียงกิจกรรมเล็กๆของสัตว์ตัวโตที่ช่วยให้หัวใจของหลากหลายคนพองโตและเบิกบาน.

ทีมข่าวหน้าสตรี

...