ชีวิตนี้ไม่เคยฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการ และตั้งใจเป็นลูกจ้างไปตลอดด้วยซ้ำ เพราะเบื่อความวุ่นวายไม่รู้จบของระบบกงสี แต่ความเป็น “เสี่ยเล็ก” ของ “อนุพงษ์ อัศวโภคิน” ที่เติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจแท้ๆ ผลักดันให้เป็นหนึ่งไม่เป็นสองรองใครจนได้ เขาไม่เพียงแต่ จะปลุกปั้นธุรกิจอสังหาฯ “บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน)” จนขึ้นแท่นเป็นเจ้าแห่งพร็อพเพอร์ตี้อันดับสี่ของเมืองไทย และยืนหยัดมาได้ถึง 25 ปี แต่ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าประสบความสำเร็จได้ด้วยลำแข้งตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งร่มเงาของพี่ชายผู้ยิ่งใหญ่ “อนันต์ อัศวโภคิน” ผู้ก่อตั้งแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จนติดอันดับมหาเศรษฐีเบอร์ต้นๆของเมืองไทย
“ผมมีพี่น้อง 8 คน เป็นพี่น้องแม่เดียวกัน 4 คน พี่ชายคนโตดูแลธุรกิจโรงแรมแมนดาริน ส่วน “คุณอนันต์” เป็นพี่ชายคนที่สอง บุกเบิกธุรกิจอสังหาฯแลนด์แอนด์เฮ้าส์จนเติบโต โดยเป็นคนแรกในเมืองไทยที่นำธุรกิจอสังหาฯเข้าตลาดหลักทรัพย์ หลังเรียนจบวิศวะ จุฬาฯ และไปต่อโทเอ็มบีเอ ผมสมัครเข้าทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ฯ ทำอยู่ได้ 3 ปี และปักใจว่าอยากเป็นลูกจ้างอาชีพตลอดชีวิต ไม่อยากทำงานกับ พี่ชาย เพราะเห็นพี่กับแม่ทะเลาะกันเรื่องงานบนโต๊ะกินข้าวทุกวัน แต่สุดท้ายคุณแม่ทนไม่ได้ อยากให้เสี่ยเล็กออกมาทำธุรกิจของตัวเอง โดยคุณแม่ให้ผมออกมาช่วยดูไฟแนนซ์ ของโรงแรมแมนดาริน แต่ผมไม่สนุกเลย เหนื่อยมากกับการทำธุรกิจครอบครัว จะทำอะไรสักอย่างต้องคอนวินซ์หาพรรคพวก” คุณอนุพงษ์ บอกเล่าความทรงจำ
...
อะไรทำให้ “เสี่ยเล็ก” เปลี่ยนความคิด อยากสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง
ผมไม่ใช่คนโรงแรม และไม่ใช่คนแฟมิลี่บิสเนส ผมรักคุณแม่มาก แต่ทำงานอยู่ใกล้ๆเครียดสะบัดช่อ!! ตอนนั้นผมเพิ่งอายุ 30 นิดๆ ตัดสินใจคุยกับแม่ว่าอยากทำธุรกิจอสังหาฯของตัวเอง คุณแม่เลยแนะนำให้รู้จักกับ “คุณพิเชษฐ วิภวศุภกร” ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกบริษัทหลักทรัพย์เอกธำรง และดูแลพอร์ตให้ท่านมานาน คุณแม่การันตีว่าคนนี้ใช้ได้ ทั้งๆที่ผมไม่รู้จักเขามาก่อน แต่เราก็เป็นพาร์ตเนอร์กันตั้งแต่วันนั้น คุณแม่ให้เงินมาลงทุน 150 ล้านบาท ส่วนคุณพิเชษฐร่วมทุนประมาณ 100 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นแอสเซ็ต เราเริ่มต้นจากทุน 250 ล้านบาท โดยผมนั่งเป็นซีอีโอ ส่วนคุณพิเชษฐเป็นกรรมการผู้อำนวยการ ก่อตั้ง “เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้”
ทำยังไงถึงรักษาความเป็นพาร์ตเนอร์ให้ยั่งยืนได้ถึง 25 ปี
การทำงานกับคนไม่รู้จักมาก่อน ดีกว่าทำงานกับคนคุ้นเคย เพราะจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์จะมาจากความเกรงใจ เราสองคนนิสัยคนละขั้ว เขาเป็นขาลุยใจกล้า มีความเป็นผู้ประกอบการสุดๆ เวลาจะทำอะไรนับหนึ่งสองไป แต่ผมเวลาจะทำอะไรต้องนับถึงห้า คนทั่วไปตอนลำบากรักกันจังเลย แต่พอมีสตางค์ทะเลาะกัน ผมกับคุณพิเชษฐทำงานกัน 25 ปี พาร์ตเนอร์เกือบจะพัง 3 รอบ แต่เรามีความเกรงใจกัน วันแรกเป็นยังไง วันนี้ก็เป็นแบบนั้น ผมถือคติยอมเสียเปรียบนิดหน่อย เพื่อให้พาร์ตเนอร์รู้สึกว่ามันแฟร์ ทุกครั้งที่ปะทะกันหนักๆ ต่างจะยอมถอยคนละก้าว
ตั้งเป้าอยากให้เอพีโดดเด่น หรือแตกต่างจากแลนด์แอนด์เฮ้าส์ขนาดไหน
เอาจริงๆผมคิดแค่ว่าทำธุรกิจต้องทำให้ดีที่สุด พยายามทำอะไรที่ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายไม่ทำกัน เราเริ่มจากการทำทาวน์เฮาส์ราคาถูกแถวบางบัวทอง และทำคอนโดฯ ช่วง 7 ปีแรกของการทำเอพี คิดแค่ว่าทำยังไงให้ธุรกิจรันไปได้ไม่ขาดทุน ไม่ได้คิดฝันอะไรใหญ่โตเหมือนทุกวันนี้ และคอยหาช่องว่างในตลาดทำ เราทำโครงการปทุมวันรีสอร์ต ซื้อโรงหนัง เอเธนส์มาทำ ตอนนั้นใจกล้ามาก บริษัทมียอดขายปีละ 600-700 ล้านบาท แต่โครงการนี้มูลค่า 1,500 ล้านบาท มากกว่านั้นอีก ตึกสร้างเสร็จไม่นานก็เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 1997 ลูกค้ายกเลิกการโอนหมด ยอมให้ยึดเงินดาวน์
เจอวิกฤติต้มยำกุ้งสาหัส เอพีฝ่ามรสุมเอาตัวรอดมาได้ยังไง
หนักขนาดว่าเรามีแอสเซ็ตไม่ถึงพันล้าน แต่เป็นหนี้สองพัน ล้านบาท!! ผมกับคุณพิเชษฐใช้กลยุทธ์ทุบหม้อข้าวหม้อแกงแบบสมเด็จพระเจ้าตากสิน คือเทหมดหน้าตัก ถ้าไม่เจ๊งก็ต้องรอด ไม่งั้นตาย ถ้าแบงก์ไม่เอาเราก็ตาย เงินทุกบาททุกสตางค์ผมจ่ายดอกเบี้ยแบงก์หมด ใครจะชักดาบยังไงก็ช่าง ใช้เวลา 3 ปีเต็ม ถึงจะก่อหนี้ใหม่ได้ เรากัดฟันเอาเงินที่มีไปสร้างบ้าน พอขายได้ก็เก็บเงินขึ้นมา แล้วเอาไปจ่ายแบงก์ แทนที่จะขายที่ดินแปลงใหญ่ เราก็สร้างบ้านแปลงเล็ก ขายแบบไม่มีกำไร เพื่อเก็บเงินสดขึ้นมาให้ได้มากที่สุด ค่อยๆเก็บเล็กผสมน้อย โชคดีคุณแม่ช่วยเซ็นค้ำประกัน และให้เงินกู้แบบคิดดอกเบี้ย ผมกับคุณพิเชษฐไม่มีเวลาให้ท้อ ก้มหน้าก้มตาทำเพื่อใช้หนี้ลูกเดียว
ยุคใหม่ของเอพี เริ่มเห็นแสงสว่างตอนไหน
พิเชษฐ : ก่อนหน้าจะเกิดวิกฤติ ธุรกิจอสังหาฯบูมมาก บูมขนาดที่ว่าคนธรรมดายังกู้เงินแบงก์เก็งกำไรซื้อที่ดิน ยุคนั้นที่ดินในเมืองแพงหูฉี่ พร็อพเพอร์ตี้ทั่วไปต้องไปซื้อที่ดินย่านนอกเมือง แต่หลังจากเกิดฟองสบู่แตก เกิดปรากฏการณ์ราคาที่ดินในเมืองร่วงเกินครึ่ง เพราะถูกปล่อยถล่มขาย โครงสร้างของราคาที่ดินในเมืองเปลี่ยน ผมเห็นโอกาสว่าเอพีควรกว้านซื้อที่ดินในเมือง แทนที่จะไล่ซื้อโครงการเจ๊งมาทำใหม่ ทำเลแรกที่ซื้อคือ ที่ดินแปลงใหญ่ในหมู่บ้านเสรี ปรส.เอามาประมูลเราประมูลได้ถูกเกินครึ่ง แล้วลงทุนสร้างโครงการทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น “บ้านกลางเมือง”
...
อนุพงษ์ : ผมเป็นคนเจ้าไอเดีย เราจะสร้างบ้านในเมืองก็ต้องให้คน จดจำ เลยใช้ชื่อ “บ้านกลางเมือง” ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนของเอพี เราเริ่มค้นหาตัวเองเจอ และมีเอกลักษณ์แตกต่างชัดเจน ทั้งในแง่วิธีการ แนวคิด ดีไซน์ ทำให้เป็นที่จดจำตั้งแต่วันนั้น จากนั้นก็ทำโครงการ “บ้านกลางกรุง” ก่อนจะขาย 2 วัน ลูกน้องขอแจกบัตรคิว เรานึกจะบ้าอะไร ปรากฏว่าเที่ยงคืนคนมารับบัตรคิวล่วงหน้าเพียบ
อะไรทำให้โครงการบ้านกลางเมืองและบ้านกลางกรุง ประสบความสำเร็จถล่มทลาย
สมัยก่อนคนทำบ้านจัดสรรจะงกๆ ชอบเอาสาธารณูปโภคและสโมสรไปไว้ตูดโครงการ แต่เราเอาสิ่งเหล่านี้มาไว้ข้างหน้าหมู่บ้าน ทำให้มีความโก้ตั้งแต่เข้าประตู คนขายยุคนั้นจะขายข้างหลังถูกกว่าข้างหน้า แต่โครงการเราข้างหน้าถูกกว่าข้างหลัง ใครมาก่อนได้บัตรคิวก่อนก็ต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด ขายแค่ 2 อาทิตย์ หมดเกลี้ยงทั้ง 200 หลัง ราคาหลังละ 2 ล้านบาท ผมโทร.หาเจ้าหน้าที่แบงก์ให้มาถ่ายวีดิโอรายงานบอร์ดสินเชื่อ ตั้งแต่วันนั้นไม่มีปัญหาเรื่องขอเงินกู้อีกเลย จุดเปลี่ยนที่สองคือ เราทำแบ็คดอร์ลิสซิ่งเอาบริษัทเข้าตลาด หลักทรัพย์ ส่วนจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราดังสุดๆ คือ ปี 2001 เราได้ที่ดินผืนงามย่านทองหล่อ มูลค่าเกือบ 400 ล้านบาท ตอนนั้นซ่าส์มาก ยอดขายบริษัทปีละ 700-800 ล้านบาท คือถ้าเจ๊งก็เจ๊งไปเลย ผมบอกต้องทำของแพง ไฮเอนด์ไปเลย เอาสถาปนิกเก่งๆสร้างคอนเซปต์ใหม่ เนรมิต “บ้านกลางกรุง ทองหล่อ” ให้เป็นบริติชทาวน์ วิธีดีไซน์ต้องต่างจริงๆ เราเปิดตัวแบบละครบรอดเวย์ฮือฮาทั้งเมือง ปรากฏว่าขายหมดในพริบตา หลังละ 10 ล้านบาท ทำ 99 หลัง จากนั้นยอดขายโตขึ้นเรื่อยๆปีละ 20-30% บริษัทใหญ่ขึ้นจากพันกว่าล้าน เป็น 3-4 พันล้านบาท ในปี 2005-2006 พอค่ายอื่นมาทำทาวน์เฮาส์ เราก็หนีไปทางอื่น
...
คราวนี้เอพีสยายปีกธุรกิจไปทิศทางไหน ถึงยิ่งใหญ่เป็นอย่างทุกวันนี้
ตอนนั้นในตลาดยังไม่ค่อยมีคนทำคอนโดฯ คุณพิเชษฐบอกเอางี้ทำคอนโดฯติดรถไฟฟ้าเลยไหม ยังไม่มีใครทำ รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีสายแรกเปิดให้บริการในปี 2004 มันทะลุทะลวงเข้าไปแถวลาดพร้าวและรัชดาฯ เราเป็นคนแรกที่ทำคอนโดฯหนึ่งห้องนอน 35 ตารางเมตร ขณะที่ยุคนั้นคนยังทำคอนโดฯขนาด 50-70 ตารางเมตร ตรงนี้เป็นจุดแข็งของเราคือ การใช้พื้นที่ใช้สอยให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เราใช้เวลาเรื่องของดีไซน์เยอะมาก ปฏิวัติวิธีคิดคอนโดฯใหม่ ซัดเงินไปกับล็อบบี้มโหฬาร ส่วนกลางและสระว่ายน้ำ ก็ยกไปไว้ชั้นบนสุด เพื่อให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดีที่สุด
ทำยังไงให้บริษัทเก่าแก่อย่างเอพีไม่ตกยุค แต่ยังล้ำเทรนด์ถึงปัจจุบัน
ตลาดอสังหาฯเปลี่ยนเร็วมาก เราต้องใช้สตาฟฟ์รุ่นใหม่เป็นคนสร้าง โดยคนรุ่นเรามีหน้าที่ติดอาวุธให้พวกเขา ผมเริ่มหันมาบ้าเรื่องคน สร้างอะคาเดมี่เพื่อเทรนนิ่งพนักงานเมื่อไม่กี่ปีนี้ บริษัทเราโตเร็วมาก ทำให้มีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาทำงานเยอะ แต่ขาดการเทรนนิ่ง พอออกไปเจอลูกค้าก็เอ๋อใส่ ผมเลยทุบโต๊ะว่าไม่ได้แล้ว เราต้องสร้างระบบเทรนนิ่งให้เป็นเรื่องเป็นราว จากนั้น ก็เปิดเป็นโรงเรียนสอน ในช่วง 3-4 ปีนี้ ผมหมดไป 200 กว่าล้านบาท ลงทุนฟาซิลิตี้เรื่องเทรนนิ่งพนักงาน มันจุดประกายให้ผมมาก การจะทำบ้านให้ได้มาตรฐาน ต้องทำให้คนได้มาตรฐานก่อน
...
ถึงวันนี้ เอพีประสบความสำเร็จอย่างที่ฝันไว้หรือยัง
ภายใน 10 ปีมานี้ เราทำคอนโดฯไปแล้ว 2 ล้านตารางเมตร จุดแข็งของเรายังอยู่ที่ทาวน์โฮมในเมือง แต่ผมเอานิสัยไม่ดีของแม่มา ผมไม่รู้จักว่าประสบความสำเร็จคืออะไร ลูกน้องเกลียดผมนะ ผมถือว่าเราแค่ทำงานเสร็จไปงานหนึ่ง แล้วมีงานใหม่มา บริษัทเรา 2 หมื่นล้านบาท แต่ถ้าเทียบในเอเชียอาคเนย์ ยูเป็นแค่ขี้ตา!! เป้าของผมคือสร้างเอพีให้เติบโตไปเรื่อยๆ ผมต้องการเป็นท็อปทรีพร็อพเพอร์ตี้เดเวลอปเปอร์ของเมืองไทย ถ้าเราไม่ใหญ่เราจะไม่มีที่ยืน วันนี้เราคือเบอร์สี่ ต้อง ไปอยู่ 1 ใน 3 ให้ได้ อย่ามาถ่อมตัว อย่าใช้คำว่าสำเร็จ เพราะคิดว่าสำเร็จเมื่อไหร่จะอีโก้ พออีโก้ก็จะเป็นไอ้โง่!!
ทีมข่าวหน้าสตรี