วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของปีนี้ นับว่าพิเศษกว่าปีอื่นๆ เป็นวันที่ตรงกับเทศกาลสำคัญของจีนคือ “วันตรุษจีน” และตรงกับเทศกาลสำคัญของฝรั่งคือ “วันวาเลนไทน์" หรือวันแห่งความรัก ถ้าตามความเชื่อของคนจีน ถือว่าเป็นวันมงคลคู่ คือเป็นวันดี มีความหมายที่ดีซ้อนกัน
เมื่อถึงวันเทศกาลตรุษจีนทีไร ในประเทศไทยก็จะมีลูกหลานชาวจีนทำพิธีเซ่นไหว้กันทุกครัวเรือน พิธีไหว้นั้นจะใหญ่บ้างหรือเล็กบ้างก็สุดแต่กำลังฐานะของแต่ละคน แต่ถ้ามีคนไทยที่ไม่ใช่ลูกหลานชาวจีนมาถามว่า วันตรุษจีนคืออะไร สำคัญอย่างไร ส่วนก็จะได้คำตอบในระดับหนึ่งว่า เป็นวันปีใหม่ ไหว้ตามประเพณี โดยเฉพาะคำกล่าวอวยพรเป็นภาษาจีนสำเนียงแต้จิ๋วว่า “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” ทุกๆ ปี ก็จะมีพิธีกรตามรายการโทรทัศน์ วิทยุ ถามลูกหลานชาวจีนเสมอๆ ว่า แปลว่าว่าอะไร ส่วนใหญ่ก็จะตอบกันไม่ค่อยได้ เพราะไม่ได้เรียนภาษาจีน ไม่รู้ความหมายนั่นเอง
ศาสตราจารย์ชะภิพร เกียรติคชาธาร อาจารย์คณะภาษาและวัฒนธรรมต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเฉิงตู (Faculty of Foreign Languages & Culture of Chengdu University) นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน อธิบายให้ ไทยรัฐออนไลน์ ฟังว่า สำหรับชาวจีนแล้ว เทศกาลที่เป็นประเพณีสืบทอดมาแต่โบราณที่สำคัญ ๆ มีอยู่ 4 เทศกาลด้วยกัน ได้แก่ เทศกาลตรุษจีน (
อ่านว่า ชุนเจี๋ย) เทศกาลเช็งเม้ง (
อ่านว่า ชิงหมิงเจี๋ย) เทศกาลตวนอู่ (คนไทยเชื้อสายจีนเรียกว่าวันไหว้บ๊ะจ่าง,
อ่านว่า ตวนอู่เจี๋ย) และสุดท้ายคือ เทศกาลไหว้พระจันทร์ (
อ่านว่า จงชิวเจี๋ย) ซึ่งในบรรดาเทศกาลสำคัญๆ เหล่านี้ เทศกาลตรุษจีนถือว่าสำคัญและครึกครื้นที่สุด
มีกิจกรรมต่างๆ ที่เห็นกันอย่างชินตา เช่น การไหว้เจ้า การจุดประทัด การเชิดสิงโต การทำความสะอาดบ้านเรือน การติดกระดาษสีแดง หรือการแต่งชุดสีแดงสดใส การได้รับเงินแต๊ะเอียของเด็กๆ การทำขนมเข่ง ฯลฯ
แต่คำถามมีอยู่ว่า กิจกรรมที่พบเห็นเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเทศกาลตรุษจีนอย่างไร และให้ความหมายอย่างไรบ้าง.....
อ.ชะภิพร เล่าว่า วันตรุษจีนก็คือ วันปีใหม่ของชาวจีน ซึ่งตามตำนานบอกเล่าของจีนเชื่อว่าเป็นประเพณีปฏิบัติกันสืบต่อมาตั้งแต่สมัยยุคหินใหม่ บ้างก็ว่ามีมาตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์ซาง มีตำนานเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลตรุษจีน โดยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "ซี" (
) คือ นานมาแล้วในอดีต มีสัตว์ประหลาดตนหนึ่ง ดุร้าย ร่างกายใหญ่โต มีสี่ขา มีเขาสี่เขา มีรังสีแห่งความดุร้าย เรียกว่า "ซี" อาศัยอยู่ในหุบเขา เมื่อพ้นฤดูหนาวย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ซี จะเข้ามาในหมู่บ้านในยามกลางคืน เข้ามาจับสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านกินเป็นอาหาร และทำร้ายผู้คนจนถึงบาดเจ็บล้มตาย เป็นที่หวาดกลัวต่อชาวบ้านยิ่งนัก ครั้นเมื่อย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ ชาวบ้านต่างต้องละทิ้งบ้านเรือน หนีเข้าไปหลบอยู่ในป่าไผ่ และอาศัยอยู่ในป่าจนกว่า ซี จะจากไป ซึ่งก็จะใช้เวลาราว 15 วัน โดยประมาณ เป็นอย่างนี้ในทุกครั้งที่ในคืนย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ (ชุนเทียน
)
ต่อมาเมื่อย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอีกครั้ง ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านต่างก็จัดเตรียมเก็บข้าวของเพื่ออพยพเข้าไปอยู่ในป่า ระหว่างนั้น มีนักพรตชราคนหนึ่งเดินทางผ่านหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างวุ่นวายกับการอพยพ มียายเฒ่าคนหนึ่งอาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้าน ได้นำอาหารมาให้กับนักพรต และเอ่ยปากชวนให้อพยพไปด้วยกัน เพราะคืนนี้จะเป็นเวลาที่ ซี จะเข้ามาในหมู่บ้าน เมื่อนักพรตทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว ก็ยิ้มอย่างสบายใจ ไม่ได้ตกใจกลัวแต่อย่างใด และกล่าวว่า
“ ข้ามีวิธีที่จะกำจัด ซี ให้พ้นไปจากหมู่บ้านของเจ้า ขอเพียงยายเฒ่าให้ข้าอาศัยอยู่ในบ้านของท่านเพียงคืนเดียวเท่านั้น”
ยายเฒ่าเห็นท่าทางของนักพรตยิ้มอย่างมีความเชื่อมั่น ก็เลยตกลงรับข้อเสนอให้นักพรตค้างอยู่ที่บ้านหนึ่งคืน
เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน ซี ได้เข้ามาในหมู่บ้าน แต่ครั้งนี้บรรยากาศไม่เหมือนกับทุกครั้ง เพราะทุกบ้านต่างร้างคนอยู่อาศัย ไม่มีแสงสว่าง แต่มีอยู่บ้านหนึ่งท้ายหมู่บ้าน ที่มีแสงสว่างลอดออกมา ซี จึงมุ่งหน้าไปที่บ้านหลังนั้น เมื่อเข้าไปใกล้ ซี เห็นหน้าบ้านติดกระดาษสีแดงผื่นใหญ่เอาไว้ ภายในบ้านก็จุดไฟสว่างจ้า ก็เกิดความกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้ ซี แม้จะกลัวสีแดงของกระดาษที่ติดไว้หน้าบ้าน แต่ก็พยายามจะบุกเข้าไปในบ้าน ทันใดนั้น ซี ก็ได้ยินเสียงระเบิดดัง ปัง! ปัง! ปัง! ติดต่อกัน ซี ตกใจกลัวยิ่งนัก ทันใดนั้น ลมได้พัดประตูบ้านเปิดออก ซี เห็นนักพรตสวมชุดคลุมสีแดงนั่งยิ้มอยู่ในบ้าน ซี จึงตกใจวิ่งเตลิดหนีหายไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ยายเฒ่าได้นำไปบอกเล่าให้คนที่อพยพในป่ารู้ในวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านจึงกลับมาที่หมู่บ้าน ไม่เกรงกลัว ซี อีกต่อไป และได้บอกต่อ ๆ กันไปว่า ซี กลัวสีแดง และกลัวเสียงดังของระเบิด 
ตั้งแต่นั้นมา เมื่อถึงวันย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ ชาวบ้านต่างก็เตรียมกระดาษสีแดง ประทัดไม้ไผ่ และสวมเสื้อสีแดง ไว้คอยไล่ ซี ในคืนวันก่อนฤดูใบไม้ผลิ แต่ปรากฏว่า หลังจากคืนที่ ซี ตกใจกลัวหนีไป ก็ไม่ปรากฏตัวเข้ามาในหมู่บ้านอีกต่อไป
ชาวจีนจึงถือวันเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิ เป็นวันปีใหม่ และมีการเฉลิมฉลองเป็นประเพณีต่อเนื่องมาทุกปี ในสมัยก่อนชาวจีนเรียกวันนี้ว่า วันขึ้นปีใหม่ ภาษาจีนเรียกว่า “หยวนตั้น” (
) ต่อมาในปี ค.ศ. 1911 ดร.ซุนยัดเซน ได้เปลี่ยนชื่อเรียกวันตรุษจีนเสียใหม่ โดยกำหนดให้ วันปีใหม่ เป็นวันที่ 1 มกราคม ตามปฏิทินสากล และให้ วันที่ 1 ของเดือนเจิ้งเยวี่ย(
) ตามปีปฏิทินชาวนาจีน ( ปฏิทินจันทรคติจีน) เป็นวันตรุษจีน ภาษาจีนเรียกว่า “ชุนเจี๋ย” (
)( แปลตามตัวอักษรว่า เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ)
ในฐานะที่ทำงานอยู่ที่ประเทศจีนมานานหลายปี อ.ชะภิพร เล่าว่า กิจกรรมของวันตรุษจีนของชาวจีนในประเทศจีน จะแตกต่างจากชาวจีนในประเทศไทย ซึ่งประเทศจีนแม้เคยผ่านวิกฤติทางวัฒนธรรม ถูกทำลายวัฒนธรรมและประเพณีโบราณมากมาย กินเวลายาวนานถึง 14-15 ปี แต่เทศกาลตรุษจีน และกิจกรรมที่มีความหมายในวันดังกล่าว หาได้สูญหายไปจากวิถีชีวิตของชาวจีนในประเทศจีนไม่
การเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน เป็นกิจกรรมในครอบครัวเป็นหลัก ชาวจีนให้ความสำคัญของคืนวันก่อนวันตรุษจีน คนจีนเรียกว่า วัน “ฉูซี” (
)หรือวันส่งท้ายปีเก่ามากกว่าวันขึ้นปีใหม่ (คำว่า ฉูซี ตามความหมายแปลว่า วันกำจัด “ซี” แปลเป็นไทยเทียบความหมายว่า วันส่งท้ายปีเก่า) เมื่อถึงวันฉูซี สมาชิกทุกคนในครอบครัว ต่างก็มารวมตัวกันที่บ้าน และทานข้าวร่วมกัน การทานข้าวนั้นจะดึกหน่อย (ตามประเพณีดั้งเดิมต้องทานข้าวตอนเที่ยงคืน) เมื่อทานข้าวเสร็จแล้ว ก็จะนั่งคุยกัน จนกว่าจะพ้นเที่ยงคืน เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนแล้วก็จะเริ่มจุดประทัด และเล่นพลุกัน พอถึงวันรุ่งขึ้นก็จะไปเยี่ยมเยือนตามบ้านญาติพี่น้อง เหล่านี้เป็นกิจกรรมหลักๆ ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ซึ่งจะให้ความหมายของความกลมเกลียวภายในครอบครัว และการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ทำกิจกรรมร่วมกัน เหมือนกับตำนานของ ซี ที่ชาวบ้านจะไม่หลับนอน คอยเฝ้าระวังขับไล่ ซี นั่งกินอาหารร่วมกันในยามค่ำคืน เมื่อถึงเที่ยงคืนก็จุดประทัด และเฝ้าคอยให้ค่ำคืนของวันกำจัด ซี ผ่านพ้นไป
"ปัจจุบันนี้ชาวจีนในประเทศจีน ในคืนวันฉูซี จะอยู่กับบ้าน ไม่ออกไปไหน หลังทานอาหารรอบดึกแล้ว ก็จะเฝ้ารอชมรายการโทรทัศน์แห่งชาติจีน ถ่ายทอดรายการบันเทิงต่างๆ ไปจนถึงเที่ยงคืน ซึ่งคนจีนเกือบทุกครัวเรือน จะเฝ้ารอคอยชมรายการแสดงที่สุดอลังการ ดาราคนไหนที่มีโอกาสได้ขึ้นเวทีแสดงในค่ำคืนนี้ ก็จะดังเป็นพลุแตกเหมือนพลุวันตรุษจีนเลยทีเดียว พอหลังเที่ยงคืนก็ไม่ต้องหลับนอนกัน เพราะจะได้ยินเสียงพลุ เสียงประทัด ดังสนั่นหวั่นไหวไปจนถึงเกือบสว่าง หนุ่มสาวถ้าจะออกไปเที่ยวตามแหล่งบันเทิงยามราตรี ก็ออกจากบ้านหลังเที่ยงคืนนี่แหละ พอถึงวันรุ่งขึ้นก็จะออกไปเยี่ยมญาติ มอบของขวัญให้ญาติผู้ใหญ่ และท่องเที่ยวร่วมกันกับคนในครอบครัว"
ศ.ชะภิพร เห็นว่า สิ่งที่แตกต่างในการฉลองตรุษจีนของคนไทยเชื้อสายจีน และคนจีนเแท้ๆ คือ คนไทยเชื้อสายจีนจะเน้นเรื่องการไหว้เจ้าเป็นหลัก แต่ไม่ค่อยมีกิจกรรมที่ให้ความหมายของความกลมเกลียวในครอบครัวเท่าใดนัก ขณะที่ปัจจุบันในประเทศจีนส่วนใหญ่ไม่มีการไหว้เจ้าในบ้าน กิจกรรมต่างๆ ในวันตรุษจีนที่ได้เห็นได้สัมผัส ล้วนมีความหมายทั้งสิ้น อย่างเช่น การติดกระดาษสีแดงหน้าบ้านและมีคำกลอนมงคล ก็ให้ความหมายถึงการป้องกันสิ่งชั่วร้ายให้ผ่านพ้นไป การจุดประทัดเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้าย การให้เงินแต๊ะเอียกับเด็กๆ เป็นเครื่องรางป้องกันปีศาจอย่างหนึ่ง การกินขนมเทียนหมายถึงให้มีเงินและทอง การกินขนมเข่งให้ความหมายถึงความเจริญก้าวหน้า การแต่งชุดสีแดงหมายถึงความรุ่งเรืองของชีวิตและขับไล่สิ่งชั่วร้าย การเชิดสิงโตเป็นการปัดเป่าขับไล่ภูตผีปีศาจ การกล่าวคำอวยพรให้พรแก่กัน ชาวจีนในประเทศไทย นิยมอวยพรเป็นภาษาจีนสำเนียงแต้จิ๋ว “ ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” แปลเป็นภาษาไทยว่า ปีใหม่นี้ขอให้สมหวัง ตลอดปีนี้ขอให้ร่ำรวย 
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตรุษจีนปี 2010 นี้ มีความพิเศษเพราะว่าเป็นวันที่ตรงกับวันวาเลนไทน์ มีการสำรวจความเห็นของวัยรุ่นมากมายในประเทศจีนว่า ระหว่างวันตรุษจีน กับวันวาเลนไทน์ วัยรุ่นชาวจีนจะให้ความสำคัญของวันไหนมากกว่ากัน คำตอบรวมๆ ที่ได้ก็คือ วัยรุ่นจีนให้ความสำคัญของวันตรุษจีนมากกว่าวันวาเลนไทน์ โดยนำกิจกรรมของวันตรุษจีนมาผสมผสานกันกับวันแห่งความรัก โดยคืนวันส่งท้ายปีเก่า (คืนฉูซี) วัยรุ่นจีนส่วนใหญ่ก็จะอยู่กับบ้านของตนเอง อยู่กับครอบครัว ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า (คืนวันที่13 ก.พ.) และจะไปเที่ยวกับแฟนในวันปีใหม่ (เช้าวันที่ 14 ก.พ.) บางคนก็วางแผนไว้ว่า จะถือโอกาสพาคนรักไปเยี่ยมพ่อแม่และทานอาหารร่วมกันในวันตรุษจีนถือเป็นการฉลองวาเลนไทน์ไปทีเดียวเลย โดยได้มีการทำสำรวจความเห็นของวัยรุ่นจีนว่าจะใช้เวลาฉลองตรุษจีนอย่างไร พบว่า มีตัวเลขถึง 35% ที่วัยรุ่นจีนจะใช้เวลาร่วมกันระหว่างครอบครัวและคนรัก
ส่วนการที่เทศกาลตรุษจีนปีนี้ประเทศไทย รณรงค์ให้ใส่สีชมพู แทนสีแดง เพื่อถวายพระพรในหลวง มีข้อสงสัยว่า สีชมพู สามารถมาแทนสีแดงในความหมายของวันตรุษจีนได้หรือไม่นั้น ศ.ชะภิพร เห็นว่าประเด็นนี้ ต้องเข้าใจเรื่องความหมายของสีแดง และสีชมพูในทัศนะคติของคนจีนกันก่อน รวมถึงความหมายของการใช้สีแดงในวันตรุษจีนด้วย
โดยคนจีนเชื่อว่า สีแดง เป็นสีมงคล คำว่า สีมงคล นั้น มีความหมายลึกซึ้งมากและหลากหลาย สีแดงเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของชาวจีน ขณะเดียวกัน คนจีนเชื่อว่าสีชมพูเป็นสีของความอบอุ่น ความงดงาม เป็นตัวแทนของหญิงงาม 
ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า (วันฉูซี 13 ก.พ.) การแต่งชุดสีแดงก็จะให้ความหมายที่ตรงกับความหมายของวันตรุษจีน คือขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ผ่านพ้นไป แต่ในวันปีใหม่ (วันที่ 14 ก.พ.) การแต่งชุดสีแดงจะให้ความหมายต่างออกไป ในวันปีใหม่การแต่งชุดสีแดงหมายถึงความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งเป็นความหมายที่มงคล
การที่ประชาชนไทยจะแต่งชุดสีชมพูในวันปีใหม่จีน ก็ไม่ได้ผิดไปจากความหมายของวันตรุษจีนแต่อย่างใด โดยอาจให้ความหมายถึงความอบอุ่นในครอบครัว เป็นการเริ่มต้นของปีใหม่ด้วยความอบอุ่น ด้วยความรัก ด้วยความงดงาม และสีชมพูในทัศนคติของคนไทยก็หมายถึงอายุยืนนาน สุขภาพแข็งแรง
"ก็อยู่ที่ความเชื่อส่วนบุคคลว่า ในวันเริ่มต้นแห่งปี จะให้ความหมายแก่ตนเองอย่างไร หากชาวจีนเชื้อสายไทยสวมใส่เสื้อสีชมพูในวันตรุษจีนแล้วส่งผลให้ในหลวงท่านทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น ก็เห็นว่าเป็นเรื่องมงคล ไม่ผิดไปจากความหมายของวันตรุษจีนที่เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งมงคลของชีวิตแต่อย่างใด".
...