เชื่อว่าหนึ่งในของขวัญของฝากยอดฮิตในช่วงข้ามปีมาแหม็บๆ แบบนี้ คงหนึไม่พ้น "ปฏิทิน" หรือ พูดง่ายๆ คือ เจ้าปึกกระดาษสี่เหลี่ยมหลากสี หนาไม่เกิน 15 แผ่น ที่เต็มไปด้วยรูปภาพและตารางตัวเลขกว่า 30 ตัวเรียงกันในรูปแบบต่างๆ จนเรียกได้ว่ากลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่คุ้นชินกันเป็นอย่างดีสำหรับทั้งผู้ให้และผู้รับ
น่าแปลกตรงที่ของขวัญราคาไม่กี่สตางค์ชิ้นนี้ กลับไม่อยู่ในท็อปลิสของขวัญของฝากที่เราจะเลือกซื้อหาในช่วงส่งท้ายปีเก่า เพราะส่วนใหญ่เลือกที่จะรอรับจากคนรู้จักหรือหน่วยงาน ห้างร้านต่างๆมากกว่า
และแม้จะไม่ใช่ของขวัญล้ำค่า ต้องใช้เงินถุงเงินถังหามา ทำให้หลายครั้ง “ปฏิทิน” กลายเป็นของขวัญนอกสายตา แต่อย่างน้อยมันก็ยังเป็นที่ต้องการ และเป็นของขวัญที่จะอยู่กับผู้รับได้นานไม่น้อยกว่าของขวัญล้ำค่าชิ้นอื่นๆ (เพราะอย่างน้อยมันก็มีอายุ 1 ปี) ที่สำคัญเจ้าของขวัญชิ้นนี้ยังสามารถหาให้กันได้เฉพาะในช่วงต้นปีเท่านั้น ต่างจากของขวัญชิ้นอื่นที่ให้กันเมื่อไหร่ก็ได้
นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเจ้าเครื่องบอกเวลาที่ไร้ชีวิตนี้ มีความพิเศษและความสำคัญกับมนุษย์เรามากขนาดไหน ลองจินตนาการดูว่าหากทุกวันนี้โลกของเรายังไม่มีการทำปฏิทินใช้ ยังต้องอาศัยการดูการขึ้น-ลงของดวงอาทิตย์ การโคจรของดวงจันทร์ และการปรากฏของหมู่ดาวต่างๆ ชีวิตของเราจะยุ่งยากเพียงใด นี่ยังไม่รวมถึงคุณค่าทางจิตใจของปฏิทิน และในฐานะตัวแทนส่งต่อและถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันยาวนานของมวลมนุษยชาติตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
กำเนิดปฏิทิน
นายสิทธิชัย จันทรศิลปิน หัวหน้าฝ่ายท้องฟ้าจำลอง ย้อนอดีตถึงการกำเนิดของปฏิทินเมื่อ 5,000 ปีก่อน ว่า เดิมมนุษย์ยังไม่รู้จักการใช้ปฏิทิน ยังชีวิตตามสัญชาตญาณ แต่ต่อมาเมื่อมนุษย์ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติต่างๆ ทำให้มนุษย์เริ่มหันมาสังเกตสิ่งรอบตัว รวมทั้งท้องฟ้า กระทั่งพบว่าการโคจรของดวงจันทร์ และการเคลื่อนไหวของหมู่ดาวบนท้องฟ้า ส่งผลต่อการดำรงชีวิต และสามารถเตือนภัยปรากฏการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าได้ มนุษย์จึงเริ่มบันทึกการเปลี่ยนแปลงลงบนผนังถ้ำ หรือหนังสัตว์ 
สิทธิชัย จันทรศิลปิน
กระทั่งเข้าสู่ยุคโรมัน ซึ่งเป็นยุคแห่งการพัฒนาและเป็นยุคของการถือกำเนิดต้นแบบของปฏิทินที่ใช้ในปัจจุบัน ได้มีการจัดระบบของปฏิทิน โดยในช่วงแรกนั้นกำหนดให้มีเพียง 10 เดือน (ซึ่งคาดว่าที่เป็นเช่นนี้ เพราะอิงตามหลักเลขฐาน 10) และเริ่มนับเดือน March เป็นเดือนเริ่มต้น เพื่อให้เกียรติแก่เทพ Mars หรือ เทพแห่งสงคราม โดยเดือน จะประกอบด้วย 30-31 วันสลับกันไป รวมแล้ว 1 ปี จะมี 304 วัน ต่อมาในยุคของ กษัตริย์จูเลียส ซีซาร์ ได้เปลี่ยนแปลงให้มีการเพิ่มอีก 2 เดือน ระหว่างเดือนสุดท้ายคือ December และ March เป็น 12 เดือน พร้อมเปลี่ยนให้เดือน January เป็นเดือนเริ่มต้น
ปฏิทินกับสังคมไทย
สำหรับประเทศไทยนั้น หัวหน้าฝ่ายท้องฟ้าจำลอง เล่าว่าเดิมใช้ปฏิทินแบบจันทรคติ ตามที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดูและวัฒนธรรมอินเดีย กระทั่งเริ่มมีการตีพิมพ์ปฏิทินขึ้นครั้งแรกในปลายสมัยรัชกาลที่ 3 แม้จะไม่มีการระบุว่าใครเป็นผู้พิมพ์ แต่คาดว่าน่าจะเป็น หมอบรัดเลย์ เพราะเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ และมีผลงานการพิมพ์หนังสือมากมาย กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 6 มีการพิมพ์ปฏิทินพกเล่มเล็กๆ ซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดให้พิมพ์เป็นของชำร่วยสำหรับแจกพระราชทานแก่ขุนนางที่ลงนามถวายพระพรในวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งปฏิทินพกแบบนี้ยังมีแจกมาถึงปัจจุบัน บุคคลธรรมดาก็สามารถไปลงนามถวายพระพรและรับปฏิทินหลวงได้
ทำไมต้อง Calendar
ปฏิทิน หรือ Calendar เป็นคำที่มาจากภาษาโรมันซึ่งนำมาจากคำพูดของชาวกรีกโบราณ คำว่า “Kalend” ที่ในภาษาอังกฤษหมายถีง I cry ทั้งนี้ เพราะในสมัยโบราณจะมีคนคอยร้องบอกชาวเมือง เพื่อบอกเล่าเหตุการณ์
ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า รวมถึงวันขึ้นเดือนใหม่ เพื่อให้ลูกหนี้ตามจ่ายเงินที่คั่งค้าง ต่อมาสังคมเริ่มสลับซับซ้อนมากขึ้น ปฏิทินจึงได้ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อแทนคนร้องบอกข่าว เป็นสิ่งบอกเวลา และกลายเป็นสิ่งสำคัญในวิถีชีวิตประจำวันไปในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเรามากขึ้น ทำให้ปฏิทินที่เคยเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทรงคุณค่าเริ่มถูกลดความสำคัญ ดร.พจน์ ใจชาญสุขกิจ นายกสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส่วนหนึ่งเพราะคนหันมาใช้ปฏิทินที่มีอยู่ในคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ในปี 2553 พบว่ามีตัวเลขอัตราการพิมพ์ปฏิทินลดลงถึง 30-40% และกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ซึ่งที่ผ่านมาทางสมาคมก็พยายามรรรงค์และส่งเสริมการผลิตปฏิทินที่มีคุณค่าต่อประชาชนและต่อสังคม โดยมีการจัดโครงการเพื่อมอบรางวัลปฏิทินดีเด่น สุริยศศิธร ขึ้น เป็นประจำทุกปีต่อเนื่องเป็นปีที่ 30 โดยหวังยกระดับมาตรฐานการผลิตปฏิทินในประเทศไทย.
...