ปราชญ์ นิยมค้า, พลพัฒน์ อัศวะประภา, สุทธิรัตน์ แก้วอาภรณ์ ร่วมเสวนาการออกแบบเครื่องแต่งกายไทยร่วมสมัย.

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดงาน “ส่งเสริมการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย ก้าวไกลสู่อาเซียน” โดยเชิญกูรูด้านแฟชั่นมาพูดคุยเรื่องอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย การนำผลิตภัณฑ์ผ้าไทยมาประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน รวมทั้งเทคนิคการสร้างแบรนด์ไทยออกสู่ตลาดโลก ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา

ในงาน พลพัฒน์ อัศวะประภา ประธาน สมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพฯ กล่าวว่า แฟชั่นเสื้อผ้าไทยมีความเป็นสากลค่อนข้างสูง ซึ่งมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย จุดเด่นคือสามารถนำไปใช้ได้นาน ใส่ได้จริง แต่จุดด้อยอาจจะไม่ค่อยโดดเด่น นัก ถ้าเทียบกับแฟชั่นของญี่ปุ่นหรือเกาหลี และ ประเทศไทยก็ได้เปรียบที่เรามีทั้งนักออกแบบและการผลิตอยู่ในประเทศ อีกทั้งฝีมือการตัดเย็บก็ไม่ได้น้อยหน้าต่างชาติ แต่ว่าคนไทยกลับไม่ยอมจ่ายให้กับดีไซเนอร์ไทย ยอมจ่ายให้แบรนด์ต่างประเทศ ถ้าเราคิดแบบนี้ก็อย่าคิดว่าประเทศอื่นเขาจะมายอมจ่ายให้เรา ไม่อยากให้หลายคนมองว่ามาเมืองไทยต้องมาซื้อของถูกเท่านั้น อยากเปลี่ยนวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ ให้คิดว่าถ้าเราไม่ภูมิใจในอัตลักษณ์ของไทย ซึ่งมีกระบวนการผลิตงานที่มีคุณค่าในตัวเอง แล้วใครจะยอมรับเรา เราต้องมีสติกับสิ่งที่เราบริโภค

...

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาหัวข้อ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดย สุทธิรัตน์ แก้วอาภรณ์ ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ และเจ้าของกระเป๋าแบรนด์ Jo’s Bag กล่าวว่า จากการทำงาน ภัณฑารักษ์ ที่ต้องไปพบปะชาวบ้านที่ทอผ้า ทำให้เห็นว่าหน้าที่เราคือการเปิดโลกทัศน์ของชาวบ้านให้กว้างขึ้น เพราะเขามีภูมิปัญญาอยู่กับตัว เราไปสร้างรูปแบบใหม่ให้เขา ไม่ว่าจะเป็นลวดลายการดีไซน์ รวมทั้งสี ที่ต้องปรับให้นำมาใช้ได้ในชีวิตจริง สินค้าตัวเองก็ต้องมีเรื่องราว สร้างความน่าเชื่อถือ สร้างศรัทธาให้กับสินค้า เอาคอนเทนท์มาเป็นจุดขาย ให้สินค้าผ้าไทยไม่มีวันตาย ต้องรู้จักแปรรูปสร้างความร่วมสมัย ซึ่งเป็นความท้าทายของคนรุ่นใหม่

...

ปิดท้ายการเสวนาด้วยการชวน 3 ดีไซเนอร์แบรนด์ดังมาเผยความสำเร็จในการนำแบรนด์โกอินเตอร์ อย่าง พิมพ์ดาว สุขะหุต จาก Sretsis กล่าวว่า เริ่มทำแบรนด์ตอนปี 2003 เริ่มจากการทำแฟชั่นแนวที่เราอยากทำ พอเปิดตลาดที่เมืองไทย เราก็ออกสู่ตลาดอเมริกา เอาไปวางร้านที่เราพอรู้จัก ประมาณ 5 ปีตลาดอเมริกาเริ่มซบเซา ทำให้มาเริ่มตลาดที่ญี่ปุ่น ต้องบอกว่าเป็นตลาดที่ยากมาก ต้องมีความพร้อมและมีคุณภาพ และต้องอดทน อย่าคิดว่าออกงานแฟร์ครั้งแรกจะกอบโกยออเดอร์ ต้องไปให้เขาเห็น 3-4 ครั้ง เพราะบายเออร์ที่ไม่รู้จักเรา เขาจะไม่เสี่ยงกับเราเลย ส่วน ปฎิพัทธ์ ชัยภักดี เจ้าของแบรนด์ Dry Clean Only เล่าว่า สินค้าของตนไม่เหมือนคนอื่น จุดเด่นของแบรนด์คือ อยากทำแฟชั่นที่ไม่เหมือนคนอื่น เลยเอาเสื้อมือสองมารีเมคตกแต่งเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกลวิธีการสร้างงานของเรา ทำสิ่งที่ดีที่สุดให้เขาเห็น แล้วใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เขายอมรับ ด้าน ณัชชา เมฆรักษาวนิช เจ้าของกระเป๋าแบรนด์ Nasha Mekraksavanich กล่าวว่า เริ่มจากการมองว่าสินค้าเราน่าจะเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศมากกว่าในประเทศ ดึงดูดลูกค้าด้วยการใช้วัตถุดิบจากแหล่งที่ดีที่สุด นำมาผลิตเองด้วยความประณีต ไม่ใช่งานอุตสาหกรรม.

...