หลังจากไปหาประสบการณ์ในการทำธุรกิจของตัวเองมาพักใหญ่ สายทิพย์ โรจน์รุ่งรังสี ทายาทรอยัล เจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ก็ต้องกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัวในฐานะพี่ใหญ่ พร้อมทั้งสานฝันในการสร้างแบรนด์จิวเวลรี่ของตัวเอง
ทิพย์-สายทิพย์ ลูกสาวคนโตของ รังสี-นิสา โรจน์รุ่งรังสี เจ้าของ “รอยัล เจมส์ พาวิลเลี่ยน” ศูนย์จัดแสดงจิวเวลรี่และอัญมณีใหญ่ที่สุดในภูเก็ตและในประเทศไทย เล่าว่า ทิพย์ เพิ่งเข้ามาช่วยงานที่บ้านอย่างเต็มตัวได้ 2 ปี ก่อนหน้านี้พอจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) อยากหาประสบการณ์ทำงานนอกบ้าน เลยไปทำงานที่บริษัทเอสโซ่ ทำทางด้านบุคคล ทำอยู่ปีหนึ่งที่บ้านเห็นว่าเราเริ่มทำงานสนุกกลัวว่าจะไม่ไปเรียนต่อ เลยให้ออกไปเรียนต่อปริญญาโท ด้านผู้ประกอบการ ที่ University of Essex ประเทศอังกฤษ คราวนี้ก็ กลับมาช่วยงานบ้านที่ บริษัทรอยัล เจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ดูเรื่องการตลาด ซึ่งเราขายสินค้าทั้งจิวเวลรี่ เครื่องหนัง ของกินของฝากให้แก่คนไทยและนักท่องเที่ยว ทำงานช่วงแรกด้วยความที่ ทิพย์ ยังไม่แข็งพอ เลยรับมือลูกค้าไม่ได้ดีนัก แล้วตอนนั้นมีเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ร้านเราต้องปิด 1 อาทิตย์ ทั้งที่ร้านเราไม่เคยปิดเลย ทำให้คิดว่าธุรกิจของเราอิงการท่องเที่ยวร้อยเปอร์เซ็นต์ และถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก เราจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นเราต้องทำการตลาดคนไทยในประเทศด้วย พอดีช่วงนั้นได้รู้จักนักธุรกิจชาวฮ่องกง ทำให้ลองนำเข้าเครื่องสำอาง The Balm ของอเมริกา ทำได้ 4 ปี ที่สุดไม่มีเวลาจนต้องเลิกทั้งที่ไปด้วยดีทีเดียว
“ช่วงที่ทำเครื่องสำอาง ทิพย์ ได้เรียนรู้งานมากทีเดียว ทั้งการเปิดช็อป การนำของเข้าห้าง การเลือกพนักงาน ขออนุญาตทาง อย. ถูกคนหลอกบ้าง เพราะเราไม่ได้รู้จักใครเลย ใช้การถามเขาไปเรื่อยๆว่าทำอย่างไร ทิพย์ ขอป๊าทำ 1 ปี ธุรกิจไปได้ดีทีเดียว ทำอยู่ 4 ปี จนป๊าบอกไม่ได้แล้วต้องเข้ามาช่วยงานที่บ้าน เลยถามเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนว่าจะเอาอย่างไร เขาบอก ทิพย์ ไม่ทำ เขาก็ไม่ทำ เราเลยเลิก ตอนนี้เลยเข้ามาช่วยงานที่บ้านเต็มตัว นอกจากการจัดซื้อ ซึ่งกิจการเราเหมือนห้าง ที่ต้องติดต่อคนให้คนเข้ามาขายของแล้ว ตอนนี้เรากำลังสร้างแบรนด์จิวเวลรี่ของตัวเองด้วย ทิพย์ ก็มีหน้าที่ประสานไอเดียของทุกคน มาคอยเสริมงานของน้องๆ”
...
เมื่อถามถึงการทำงานในธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสาวคนนี้บอกว่า ตอนนี้เหมือนเราเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ทั้งจากป๊า ซึ่งเขาเป็นคนมีวิสัยทัศน์เวลาทำงานเขาจะมองเป็นสเต็ป 1-10 แล้ว เขาจะทำใหญ่ไว้ก่อน แล้วคิดเร็วมาก ส่วนม้าจะเป็นเหมือนหลังบ้าน คอยเก็บตกมีช่องโหว่อะไร แต่ทั้งคู่ก็ให้โอกาสลูกๆได้เรียนรู้ โดยเขาจะปล่อยให้พวกเราทำ บางครั้งมีเสียหายบ้าง เพื่อให้พวกเราได้เรียนรู้ ส่วนความสำเร็จในการทำงานนั้น เธอบอกว่า “การทำงานเราต้องทำเป็นทีม ความสำเร็จของเราก็คือการที่ลูกน้องสามารถทำงานแทนตัวเราเองได้หมด ถ้าเขาสามารถโตได้ขนาดนั้น ถือว่าเป็นความสำเร็จ ของคนที่เป็นหัวหน้าค่ะ”.