ด้วยจิตสำนึกในการคืนสู่สังคมส่วนรวม กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทโคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด และบริษัทหาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) จัดทำกิจกรรมเพื่อสังคมในโครงการ “รักน้ำ” ผ่านมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย โดยร่วมมือกับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้นำเสนอตัวอย่างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพ ในระดับองค์กร ในพื้นที่รังสิต จนสามารถรอดพ้นจากผลกระทบด้านภัยแล้ง ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน รวมทั้งชุมชน โดยเป็นโมเดลที่ไม่ซับซ้อนแต่มีประสิทธิผลที่ยั่งยืน

ธงชัย ศิริธร ผู้บริหารไทยน้ำทิพย์ และมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ “รักน้ำ” ดำเนินการภายใต้กรอบการทำงาน 3 R’s คือ Reduce ลดปริมาณการใช้น้ำในโรงงานและการผลิตให้ได้ร้อยละ 25 ภายในปี 2563, Recycle บำบัดน้ำจากกระบวนการผลิตจนได้น้ำสะอาดในระดับที่สัตว์น้ำสามารถอาศัยอยู่ได้ และนำน้ำส่วนหนึ่งกลับมาใช้ในกิจกรรมอื่นๆ ในโรงงาน และ Replenish คืนน้ำสู่ชุมชนและธรรมชาติในปริมาณเทียบเท่ากับปริมาณที่ใช้ และในปีนี้ โรงงานไทยน้ำทิพย์ที่รังสิต ยังได้ริเริ่มโครงการปันน้ำให้กับชุมชนใกล้เคียง เพื่อช่วยบรรเทาความลำบากในช่วงภัยแล้ง โดยนำน้ำประปาที่โรงงานผลิตเองจากแหล่งน้ำผิวดิน มาเปิดให้ประชาชนในพื้นที่นำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค 6,000 ลิตรต่อวัน และได้ร่วมมือกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และองค์กรไม่แสวงผลกำไรอื่นๆ เข้าไปสนับสนุนชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ 9 แห่ง ใน 8 จังหวัด แก้ปัญหาน้ำที่แตกต่างออกไปในแต่ละพื้นที่ ทำให้เราสามารถคืนน้ำสู่ชุมชนและธรรมชาติเกินกว่าปริมาณที่ใช้ได้แล้ว และเร็วกว่าเป้าหมายที่ตั้ง

...

โอกาสนี้ ดร.รอยล จิตรดอน เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ กล่าวว่า รังสิตถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาด้านชลประทานของประเทศ แม้ในปีนี้สถานการณ์ภัยแล้งสร้างผลกระทบให้กับภาคการเกษตรและความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง แต่ชุมชนในพื้นที่รังสิตก็สามารถเดินหน้าอาชีพเกษตรกรรม และมีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค จากความร่วมมือของเกษตรกรที่ปรับการทำนามาเป็นเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำ เห็นได้ชัดว่า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ เป็นแนวคิดที่ทำได้ง่าย และชุมชนสามารถเริ่มต้นได้ทันที แต่ให้ผลลัพธ์ที่แก้ปัญหาในพื้นที่โดยตรงในระยะยาว จึงอยากให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชนอื่นๆ มองตัวอย่างการทำงานในรูปแบบนี้ ซึ่งหากชุมชนทั่วประเทศมีการแก้ปัญหาในพื้นที่ของตน ก็จะสามารถบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งในระดับประเทศได้.