สงกรานต์ปีนี้ ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤติภัยแล้งในหลายพื้นที่ เกษตรกรขาดน้ำในการทำเกษตร เพื่อรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ในการเผชิญปัญหาร่วมกัน หลายภาคส่วนจึงออกมารณรงค์ให้เล่นน้ำกันแบบรู้คุณค่า ไม่เล่นสาดน้ำกันแบบฟุ่มเฟือย ไร้ประโยชน์ในแบบเดิมๆ อย่างที่เคยทำมาทุกปี กระแสการเล่นสงกรานต์ตามแบบฉบับของวัฒนธรรมไทยจึงถูกปลุกขึ้นมา เพื่อรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่ร่วมใจฉลองปีใหม่ไทยตามประเพณีดั้งเดิมที่งดงาม ผู้ใหญ่ที่ดูแลในเรื่องนี้จึงประสานเสียงกันแนะนำคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจและเข้าถึงประเพณีฉลองปีใหม่ไทยอันงดงาม และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ชาวต่างชาติด้วย

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เจ้ากระทรวงที่รับผิดชอบด้านวัฒนธรรม กล่าวว่า เทศกาลสงกรานต์เป็นเทศกาลที่สะท้อนปรัชญาชีวิตของคนไทยที่เราสั่งสอนกันมาตั้งแต่อดีต ให้รู้จักบุญบาปและรู้คุณ รวมทั้งเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อันเป็นพื้นฐานของคนไทย กิจกรรมในวันสงกรานต์ปีนี้ค่อนข้างมีการประสานเสียงในเรื่องกระแสวัฒนธรรมให้ทุกคนกลับมามองคุณค่าวัฒนธรรมประเพณีของวันสงกรานต์ จึงอยากให้วันสงกรานต์นี้เป็นวันที่ก่อให้เกิดความรักความสามัคคีกันทั้งในครอบครัวและชุมชน ผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งการทำบุญตักบาตร และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษ การไปรดน้ำขอพรพ่อแม่และผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ซึ่งผู้ใหญ่จะได้อวยชัยให้พรให้อยู่เย็นเป็นสุข และได้ข้อคิดเตือนใจ เพื่อเริ่มต้นปีใหม่อย่างไม่ประมาท ส่วนถ้าจะเล่นรดน้ำ ก็รดกันอย่างสุภาพเบาๆ และในเทศกาลสงกรานต์นี้ก็ถือเป็นวันครอบครัวด้วย จึงขอให้ใช้โอกาสวันครอบครัว สร้างความรักความอบอุ่นกันในครอบครัว โดยขอให้ถือหลัก 5 อ. คือ อภัย, เอื้อเฟื้อ, อารมณ์ขัน, อดกลั้น อดทน อดออม ถ้าเราทำมาทั้งหมดนี้ เราก็จะได้ อ.สุดท้าย คือ อบอุ่น

...

ด้าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตเจ้าเมืองเชียงใหม่ กล่าวว่า ตอนนี้มีกระแสทางวัฒนธรรมหลายอย่าง ทั้งการแต่งไทย แล้วก็ถ่ายรูปทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งหนุ่มสาวรุ่นใหม่เองก็ให้ความร่วมมือ ก็อยากให้วิถีไทยที่งดงามกลับมาสู่คนไทย อย่างเทศกาลสงกรานต์นี้ ไม่ได้ห้ามเล่นน้ำ เพียงไม่อยากให้เล่นน้ำแบบฟุ่มเฟือย กลับมาเล่นน้ำตามประเพณี สาดกันพองาม อย่าไปประแป้งใส่หน้า ใส่รถยนต์ วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญ เราต้องดำรงรักษา และวัฒนธรรมทำให้เราดำรงเป็นปึกแผ่นเป็นประเทศ สำหรับธรรมเนียมปฏิบัติของตนในทุกช่วงสงกรานต์ ก็จะไปทำบุญบรรพบุรุษ พ่อแม่ที่จากไป เป็นวันที่ได้ระลึกถึงพระคุณของท่าน และถือโอกาสไปรับประทานข้าวร่วมกันกับครอบครัว ซึ่งอาหารไม่ต้องวิเศษ เพราะความสำคัญอยู่ที่การที่คนในครอบครัวเราได้ใช้เวลาร่วมกันมากกว่า.