ก็เพราะ “เพชรและอัญมณี” ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผู้หญิงทุกยุคทุกสมัย อัญมณีชั้นสูงอันเลอค่าจึงกลายเป็นตำนานเล่าขานคู่ความงดงามของอิสตรีโลกผู้ทรงอิทธิพลด้านแฟชั่นตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ดัชเชสแห่งวินเซอร์, เจ้าหญิงชาร์ลีนแห่งโมนาโก, เกรซ เคลลี่, เอลิซาเบธ เทเลอร์, มาร์ลีน ดีทริช, อาวาร์ การ์ดเนอร์, แอน แฮทธาเวย์ และมาร์กอต ร็อบบี้
...
หนึ่งในอัญมณีชั้นสูงของโลกที่อยู่คู่ตำนานมากว่าศตวรรษ ส่องประกายเจิดจรัสให้เหล่าสุภาพสตรีชั้นสูง ได้แก่ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” (Van Cleef & Arpels) จักรวรรดิแห่งอัญมณีจากประเทศฝรั่งเศสอายุเก่าแก่กว่า 110 ปี เรื่องราวการสร้างตำนานของเมซงแห่งนี้มีความโรแมนติกและพิถีพิถันอ่อนช้อยไม่แพ้ผลงานการสร้างสรรค์ โดยเรื่องราวเริ่มต้นจากความรักระหว่าง “เอสแต็ลล์ อาร์เปลส์” บุตรีนักธุรกิจค้ารัตนชาติเลอค่า กับ “อัลเฟร็ด แวนคลีฟ” บุตรชายช่างเจียระไนและนายหน้าค้าเพชร ซึ่งลั่นระฆังวิวาห์เมื่อปี 1895 จากนั้นในปี 1906 ทั้งคู่ตัดสินใจดำเนินธุรกิจร่วมกับพี่ชายทั้งสามของเอสแต็ลล์คือ ชาร์ลส์ม, จูเลียน และลูอิส ด้วยการเปิดบูติก “Van Cleef & Arpels” แห่งแรก ณ อาคารเลขที่ 22 จัตุรัสว็องโดม ทำเลความหรูหราสง่างามใจกลางปารีส
ชื่อเสียงแห่งเมซงผู้ผลิตเครื่องประดับอัญมณีแห่งนี้ ขจรขจายรวดเร็ว ผ่านการอุปถัมภ์ของลูกค้าในวงสังคมชั้นสูงทั่วโลก โดยผลงานสร้างสรรค์ของ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” เข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นิทรรศการวิจิตรศิลป์ Exposition internationale des Arts décoratifs et industriels modernes ซึ่งจัดขึ้นในกรุงปารีส เมื่อปี 1925 จากนั้นคนในตระกูลรุ่นที่สอง ก็เข้ามาสืบทอดกิจการในช่วงทศวรรษ 1930 ภายใต้การอำนวยการฝ่ายศิลป์ของ “เรอเน่ ปุยซังต์” ธิดาของเอสแต็ลล์กับอัลเฟร็ด ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ตั้งแต่ปี 1926 จนถึงปี 1942 สไตล์ต้นแบบทรงเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้จดจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ของเมซง ผ่านผลงานคอลเลกชั่นต่างๆ มากมาย โดยร่วมกับนักออกแบบชื่อก้อง “เรอเน่-แซ็ง ลากาซ”
...
ต่อมาบุตรชายทั้งสามของ “จูเลียน อาร์เปลส์” เข้ามากุมบังเหียนธุรกิจครอบครัว โดยจูเลียนรับผิดชอบกิจการในกรุงปารีสตั้งแต่ปี 1938 ขณะที่บุตรชายคนโตของนาง “โคลด” อาสาข้ามมหาสมุทรไปตั้งรกรากที่นิวยอร์ก และเปิดบูติก บนถนนฟิฟธ์อเวนิว เมื่อปี 1942 ส่วนน้องชายคนเล็ก “ปิแอร์” รับผิดชอบด้านออกแบบเครื่องประดับอัญมณี
ครึ่งแรกของศตวรรษ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” พัฒนาทักษะความชำนาญต่างๆจนกลายเป็นสัญลักษณ์สร้างชื่อเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคฝังเพชรขึ้นตัวเรือนแบบซ่อนหนามเตย “Mystery Set™” ใช้ลูกเล่นการฝังอัญมณีบดบังหนามเตยโลหะบนตัวเรือนเพื่ออวดความงามของรัตนชาติ หรือจะเป็นประดิษฐกรรมกระเป๋าเครื่องสำอางมิโนดิเยร์ ตลอดจนนวัตกรรม “Zip necklace” สร้อยคอทรงซิป ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงตัวกลัดสายซิป
...
ความงามสง่าและความคิดริเริ่มประดิษฐกรรมในผลงานชิ้นต่างๆ หลอมรวมร่วมกับวัตถุดิบเลอค่า หนุนส่งให้ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ขึ้นแท่นเป็นขวัญใจเหล่าราชนิกุลชั้นสูง ตลอดจนบุคคลผู้มีชื่อเสียง ทั้งในวงสังคม และวงการภาพยนตร์ ซึ่งรู้ซึ้งถึงแก่นของคำว่ารสนิยม
...
กว่าหลายทศวรรษที่มาตรฐานความเป็นเลิศของเมซงผู้ผลิตเครื่องประดับอัญมณีได้สร้างชื่อเสียง และหยั่งรากลึกอย่างมั่นคงลงในหัวใจของสุภาพสตรีทั่วโลก โดยผลงานโดดเด่นที่ยังเป็นที่จดจารึกในความทรงจำ และเป็นสัญลักษณ์ของความโก้หรูระดับตำนาน มีตั้งแต่ “สร้อยคอยาวอัลลองบรา” สร้างสรรค์ขึ้นในปี 1968 ถ่ายทอดจิตวิญญาณมวลรัตนชาติได้น่าทึ่ง คอลเลกชั่น “ปิแอรส์ เดอ การากแตร์” นำเสนออัญมณีเลอเลิศก่อกำเนิดอารมณ์เฉพาะตัวจากความชำนาญของช่างมือทอง และ “แม็งส์ ดอคร์” ตัวแทนกลุ่มช่างฝีมือหัตถกรผู้ชำนาญประจำห้องผลิตผลงานของ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ซึ่งร่วมกันให้กำเนิดเครื่องประดับอัญมณีและนาฬิกาข้อมือหลากคอลเลกชั่น เพื่อรังสรรค์อาณาจักรแห่งมนตราความฝันให้พลันกลายเป็นบทจรรโลงใจในโลกความเป็นจริง
เพื่อถ่ายทอดความงามสง่าวิจิตรระดับตำนานของ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ให้แฟนๆเมืองไทยได้ตื่นตะลึง ได้มีการนำผลงานสร้างสรรค์ไฮจิวเวลรี่ 40 ชิ้นมาสเตอร์พีซ ซึ่งเป็นที่กล่าวขานมาจัดแสดงให้ได้ชมกันที่บูติก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” แห่งแรกในเมืองไทย ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. ถึง 2 มี.ค.นี้ โดยไฮไลต์ไม่น่าพลาดชม มีอาทิ กระเป๋าเครื่องสำอาง “มิโนดิเยร์” สร้างสรรค์ปี 1933 ได้แรงบันดาลใจจาก “ฟลอเรนซ์ เจย์ กูลด์” สุภาพสตรีชาวอเมริกัน ภรรยาของ “แฟรงค์ เจย์ กูลด์” ผู้ทรงอิทธิพลวงการรถไฟ โดยเธอโยนเครื่องประดับและข้าวของส่วนตัวลงในกระป๋องดีบุก ทำให้เกิดไอเดียพัฒนาเป็นกระเป๋าเครื่องสำอาง จนกลายเป็นเครื่องประดับติดตัวของสุภาพสตรีชั้นสูงในยุคนั้น อีกชิ้นเด่นระดับไอคอนคือ “Zip necklace” สร้อยคอซิป เป็นสุดยอดประดิษฐกรรม สร้างสรรค์เมื่อปลายทศวรรษ 1930 ช่วงเวลาที่ดัชเชสแห่งวินเซอร์ริเริ่มสวมเครื่องประดับ โดยได้แรงบันดาลใจจากตัวกลัดซิป สร้างความฮือฮามากในยุคนั้น และยังคงสืบทอดเทคนิคชั้นสูงมาถึงปัจจุบัน ส่วน “นางฟ้ากับนางระบำ” ก็เป็นเครื่องประดับรูปทรงตุ๊กตาสตรีรุ่นแรกของเมซง สร้างสรรค์ขึ้นในมหานครนิวยอร์ก ช่วงต้นทศวรรษ 1940 จากความรักความหลงใหลที่ “ลูอิส อาร์เปลส์” มีต่อศิลปะการเต้นรำ โดยเข็มกลัดบัลเลอริน่ากลายเป็นที่ใฝ่ฝันของนักสะสมทั่วโลก ขณะที่ “แหวนหว่างนิ้ว” Between the Finger Rings คือตัวแทนความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อย่างแท้จริง เสมือนมีดอกไม้ผลิกลีบแย้มบานทั่วเรียวนิ้ว
นี่คือตำนานความงดงามวิจิตรที่อยู่เหนือกาลเวลา และครองใจสุภาพสตรีชั้นสูงทั้งโลก.
ทีมข่าวหน้าสตรี