เตรียมเฮกันสนั่นทั้งวงการค้าปลีกทีเดียว เมื่อมีข่าวดีรับปีใหม่ว่ากระทรวงการท่องเที่ยวจับมือกระทรวงการคลัง จัดตั้งคณะทำงานศึกษาข้อดีข้อเสียของการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าแบรนด์เนม 0% เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และกระตุ้นการใช้จ่ายของกลุ่มนักช็อปที่มีกำลังซื้อสูงปรี๊ด ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดยเชื่อมั่นว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคักเป็นม้าดีดกะโหลก แถมยังช่วยสร้างงาน และกระจายรายได้ทุกทิศทุกทาง
...
เจ้าของไอเดียสุดบรรเจิด “กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” รัฐมนตรีหญิงคนเก่งแห่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บอกเล่าแนวคิดว่า ถ้าสามารถลดภาษีนำเข้าแบรนด์เนม 0% ได้จริง จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันราคาสินค้ากับประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชียได้สบายๆ ช่วยจูงใจให้คนไทยที่ช็อปปิ้งแบรนด์เนมในต่างประเทศกลับมาซื้อสินค้าในเมืองไทย ที่สำคัญยังดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง เช่น จีน, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และรัสเซีย ให้เดินทางมาช็อปปิ้งที่เมืองไทยคึกคักขึ้น และจับจ่ายใช้สอยด้านอื่นๆเยอะขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการศึกษารูปแบบการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยว ที่เข้ามาใช้จ่ายในประเทศได้ทันทีที่ซื้อสินค้า โดยไม่ต้องเสียเวลาทำแท็กซ์รีฟันด์ ในลักษณะเดียวกับการคืนภาษีของญี่ปุ่น โดยปัจจุบัน มีสินค้าฟุ่มเฟือย 17 ประเภท ที่ต้องเสียภาษีนำเข้าถึง 30% บวกกับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% จุดขายทั้งหมดนี้จะช่วยผลักดันให้เมืองไทยเป็น “ช็อปปิ้งพาราไดซ์” สวรรค์ของนักช็อปที่โดดเด่นที่สุดในอาเซียน กระนั้น เจ้ากระทรวงการท่องเที่ยวฯย้ำว่า ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ทอดทิ้งสินค้าแบรนด์ไทยคุณภาพที่ผลิตจากท้องถิ่น ต้องสร้างช่องทางการขายสินค้าเหล่านี้ให้หลากหลายมากขึ้น
เหล่าผู้ประกอบการค้าขายสินค้าหรูแบรนด์เนมจะขานรับฮือฮากันอย่างไรบ้าง และยังมีอุปสรรคอะไรที่กังวลต้องลองไปแชร์ไอเดียกัน เริ่มจากเอ็มดีสาวไฟแรงแห่ง PP GROUP Thailand “ปิ่น-สุวดี พึ่งบุญพระ” ดิสทริบิวเตอร์เจ้าใหญ่ผู้นำเข้าสินค้าแบรนด์เนมระดับท็อปของเมืองไทย ที่มีแบรนด์ดังๆอยู่ในมือเพียบ ทั้ง Emilio Pucci, Celine, Givenchy, LOEWE, Tory Burch, Longchamp และ Roger Vivier แสดงทัศนะว่า นโยบายนี้จะดีกับเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งหมด ไม่เฉพาะแต่ผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าแบรนด์เนมจะได้ประโยชน์อย่างเดียว แต่มันยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลเข้ามาเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับคนไทยทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ด้านการท่องเที่ยว, การบริการ, โรงแรม, ธุรกิจอาหาร หรือธุรกิจค้าปลีก การลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย 30% ทำให้เรามีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียมากขึ้น ปิ่นหวังว่ามันจะเกิดขึ้นจริง เพราะในระยะยาวเราจะได้ประโยชน์ทั้งระบบเศรษฐกิจ ทุกวันนี้เราเสียเปรียบประเทศอื่นๆในเอเชีย โดยเฉพาะฮ่องกง และสิงคโปร์ ลูกค้าคนไทยมักจะคิดว่าสินค้าในเมืองไทยราคาแพง แต่จริงๆแล้วในวงการธุรกิจของเราพยายามปรับตัวมาก เพื่อสู้ราคากับต่างประเทศได้ ในประเทศเอเชีย สินค้าในไทยราคาถูกเป็นอันดับสามรองจากฮ่องกงและสิงคโปร์แล้ว แต่ก็ยังแพงกว่าราคาในประเทศแม่เกือบ 40%
...
อีกหนึ่งปัญหาที่เผชิญคือ การหิ้วของมาขายตามออนไลน์ หรือไอจี ทำให้เราเสียส่วนแบ่งตลาดไป โดยเฉพาะลูกค้าคนไทย อายุ 30-40 ปี ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องราคาเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นลูกค้าวีไอพีไม่ค่อยกังวลปัญหานี้ เพราะไม่สนใจเรื่องราคาเท่าบริการ ปิ่นเสียดายนะอยากจะดึงส่วนแบ่งตลาดนี้กลับมาให้ได้ การที่คุณซื้อจากร้านหิ้ว บอกเลยว่ามีความเสี่ยงหลายอย่าง เพราะไม่รู้ว่าเป็นของจริงหรือเปล่า แม่ค้าพวกนี้ยังไวมาก สินค้าบางไอเท็มมีขายทางไอจีก่อนจะวางในช็อปซะอีก ปิ่นประชุมกับสมาคมผู้ค้าปลีก ได้ข้อมูลว่าร้านหิ้วใหญ่ๆเค้าไม่ได้ซื้อจากหน้าร้านจริง แต่ซื้อจากโฮลเซลมัลติแบรนด์ในฮ่องกง ซึ่งยิ่งสั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก ก็มีสิทธิ์รับส่วนลดมากขึ้น ทำให้ขายได้ถูกลง ปิ่นเชื่อว่าถ้าบริษัทแม่รู้ว่ามีการทำแบบนี้ ก็มีสิทธิ์ยกเลิกการขายให้โฮลเซลกลุ่มนี้
...
ด้านเจ้าพ่อแบรนด์เนม “เอ-ดนัย สรไกรกิติกูล” เอ็มดีใหญ่ผู้ก่อตั้งบริษัท เอ-ลิส คอร์ปอเรท จำกัด ผู้นำเข้าจิมมี่ ชู, โคลเอ้ และวาเลนติโน บุกเบิกตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน กระทั่งตลาดแบรนด์เนมในเมืองไทยเฟื่องฟู ร่วมแบ่งปันไอเดียว่า เราคุยกันอยู่ว่าจะลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยแบบไหน จะลดเป็นช่วงๆ หรือลดเลยระยะยาว ผมว่าลดเป็นช่วงๆคงไม่เวิร์กอยู่แล้ว เพราะเราเทรดสินค้าทั้งปี แต่พอบอกว่าจะลดภาษีระยะยาวก็มีคนติงว่ากลัวจะกระทบอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่เอบอกเลยว่าไม่กระทบแน่นอน เพราะกลุ่มคนซื้อคนละกลุ่ม อย่างเครือของเราก็มีแบรนด์ที่ผลิตในไทยหลายแบรนด์ แต่เอจะบอกทุกคนเสมอว่า ถ้าเราไม่สามารถสร้างแบรนด์ไทยของเราให้สตรองได้ เราอยู่ได้ด้วยการโพรเทคของรัฐบาล ก็ไม่ควรจะทำแล้วล่ะ เอมองว่าการที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเมืองไทยมากขึ้น มันจะดีกับทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าโอท็อป, อาหารการกิน, โรงแรม, การท่องเที่ยว หรือแม้แต่แบรนด์เนมในเมืองไทย
...
ที่สำคัญถ้านโยบายนี้เกิดขึ้นจริงจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้เมืองไทยกลายเป็นช็อปปิ้งพาราไดซ์ อยากให้คนเปลี่ยนความคิดว่ามาเมืองไทยช็อปปิ้งในห้างไม่ได้เพราะแพง มันไม่จริง!! นโยบายนี้จะเพิ่มโอกาสมากขึ้น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่าไปกลัวเลย ประเทศเรามีเสน่ห์จะตาย เรามีบริการที่ดีมาก อาหารก็อร่อย โรงแรมเราคุณภาพดีมาก ราคาถูกกว่าฮ่องกงและสิงคโปร์ ใครมาก็ต้องติดใจถ้ายิ่งได้ช็อปปิ้งของแบรนด์เนมราคาดี ก็ยิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ปัจจุบันสินค้าของเครือเราราคาแพงกว่าฮ่องกงแค่ 8% เท่านั้น ยิ่งเป็นลูกค้าคนไทยที่เป็นเมมเบอร์ซื้อของกับเราได้ราคาถูกกว่าฮ่องกงซะอีก มันเป็นเรื่องความเคยชินผิดๆว่าซื้อของเมืองนอกราคาถูกกว่า หลายแบรนด์ใหญ่บริษัทแม่จะเป็นคนเซ็ตราคามาเลย โดยมองว่าฮ่องกงเป็นเซ็นเตอร์ของเอเชีย ฉะนั้นต้องกำหนดให้ฮ่องกงมีราคาถูกที่สุด แต่ผมเป็นดิสทริบิวเตอร์ก็มีอำนาจในการต่อรองธุรกิจมากกว่า และเชื่อมั่นว่าเมื่อประเทศไทยลดกำแพงภาษี เราจะสามารถทำให้ราคาสินค้าของเราถูกลงได้ จนอาจถึงจุดที่ราคาถูกกว่าฮ่องกง
แต่ที่น่ากลัวคือพวกหิ้วของมาขายต่อ ไม่ต้องจ่ายภาษีสักบาท มันกระทบทุกคนหมดเลย เราไม่ได้ห่วงยอดขายนะครับ แต่ห่วงเรื่องอิมเมจของประเทศมากกว่า ผมไม่เข้าใจลูกค้าหลายคนไม่ยอมซื้อของที่ร้าน แต่ไปซื้อทางไอจี แล้วรับของทางกล่องอีเอ็มเอส พวกคุณไม่เข้าใจคอนเซปต์ของลักชัวรี่แบรนด์สักนิด การซื้อของที่ช็อปจะได้ประสบการณ์ที่ต่างกันมากนะ มันเป็นเสน่ห์ของลักชัวรี่ มันเป็นรางวัลของชีวิต ทำไมต้องไปซื้ออะไรที่เสี่ยง บางทีราคาถูกกว่าไม่กี่พัน เทียบไม่ได้เลยกับบริการในช็อปที่พิถีพิถันมากๆ ผมเชื่อว่าปัญหานี้จะหมดไป ถ้าลดภาษีนำเข้าจริงๆ อย่างน้อยราคาของเราต้องเท่ากับฮ่องกงและสิงคโปร์ อยากให้มีผลบังคับใช้พรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ
สำหรับสองสามีภรรยาผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มบริษัท แปซิฟิกา จำกัด “โอภาส และโศภนา เลวิจันทร์” ซึ่งมียอดขายปีละหลักพันล้านบาท จากการนำเข้าแบรนด์ดังสัญชาติมะกัน อาทิ COACH, เคนเนธ โคล และแคมเปอร์ ให้ข้อมูลเจาะลึกว่า แต่ละแบรนด์มีระบบการกำหนดราคาของแต่ละประเทศตามมาตรฐาน อย่างตอนนี้ประเทศจีนจะมีราคาสูงสุด เพราะบริษัทแม่มองว่าเป็นตลาดใหญ่ และลูกค้ามีอำนาจซื้อสูง ในเอเชียเขาจะตั้งฮ่องกงกับสิงคโปร์ราคาถูกสุด ส่วนประเทศ ไทยอาจมีภาษีนำเข้าสูง แต่เป็นตลาดมีศักยภาพ บริษัทแม่ก็จะช่วยซัพพอร์ตเราด้านอื่น เพื่อให้สามารถแข่งขันราคาได้ เช่น ถ้าเราทำยอดขายได้เยอะ ก็จะได้รับส่วนลดเพิ่ม ตลาดเมืองไทยเราขายนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 50% ถ้าของเราราคาสูงกว่าเพื่อนบ้านแล้วจะไปขายใครได้ กระนั้น ถึงภาษีนำเข้าจะลดลง แต่ไม่ใช่ราคาสินค้าจะลดไปเลย 30% เพราะการกำหนดราคายังต้องขึ้นกับบริษัทแม่ เต็มที่ก็คงใกล้เคียงกับฮ่องกงและสิงคโปร์ สำหรับกลุ่มธุรกิจรีเทล สถานการณ์จะต้องดีขึ้นมาก และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะต้องคึกคักขึ้น เวลาไปเที่ยวคนจะมีอารมณ์อยากจับจ่ายใช้เงินอยู่แล้ว ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิต คนมาเที่ยวหลายครั้งต่อปี จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยแน่นอน สิ่งที่เป็นอุปสรรคอีกอย่างคือ การบูมของธุรกิจออนไลน์ โดยเฉพาะแบรนด์โค้ช มีแม่ค้าหิ้วของมาขายจากเอาต์เล็ตเต็มไปหมด ไม่ได้ซื้อจากช็อป ทำให้กระทบภาพลักษณ์ของแบรนด์ เราทำธุรกิจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าคนหิ้วกระเป๋ามาขาย แถมยังสร้างเศรษฐกิจ, สร้างแรงงาน, สร้างรายได้ และสร้างอิมเมจให้ประเทศ
ฟากผู้บริหารน้องใหม่ค่ายพีเอที ลักชัวรี่ กรุ๊ป จำกัด “อาม-พรเดช จันทวานิช” และ “แตง-วิกันดา พัฒนบำรุง” ผู้นำเข้าสินค้าแบรนด์ดังจากนิวยอร์ก เช่น เคท สเปด, แจ๊ค สเปด, DVF ไดแอน วอน เฟอร์สเตนเบิร์ก และฮาลส์ตัน เฮอริเทจ ร่วมแชร์ประสบการณ์ว่า กำแพงภาษีนำเข้าทำให้เราเสียโอกาสในการขายสินค้าแบรนด์เนม เพราะนักท่องเที่ยวหนีไปช็อปปิ้งที่ฮ่องกงและสิงคโปร์กันหมด แถมเรายังโดนพวกแม่ค้าที่หิ้วของมาขายทางออนไลน์หรือไอจี แย่งส่วนแบ่งตลาด ตรงนี้ได้รับผลกระทบมาก เราเสียเปรียบค่อนข้างเยอะ ทำให้ยอดขายหายไปพอควร โดยเฉพาะสินค้าชิ้นเด็ดๆที่เป็นลิมิเต็ด เอดิชั่น บางทีไปโผล่ทางไอจีก่อน ทำให้เราเสียโอกาสในการขาย คนทำตามช่องทางถูกต้องอย่างเราต้องแบกภาษี แต่คนที่ไม่เสียภาษีแอบหิ้วเข้ามากลับทำมาหากินสบาย อันนี้ก็ไม่แฟร์ เราพยายามประสานกับบริษัทแม่ให้ช่วยดำเนินการกลุ่มแม่ค้าพวกนี้ แต่กฎหมายก็เอาผิดไม่ได้ อยากบอกลูกค้าว่าอย่าเสี่ยงเลย มีเคสที่ได้ของปลอมเยอะมาก
การเดินหน้าทลายกำแพงภาษีแบรนด์เนม อาจเป็นฮีโร่ช่วยเร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเรามีศักยภาพเต็มเปี่ยมที่จะเป็น “ช็อปปิ้งพาราไดซ์แห่งเอเชีย”.
ทีมข่าวหน้าสตรี