เป็นจารีตของบิลเลียนแนร์ ที่มักจะมีบ้านหลังที่สองสามสี่อยู่ตามเมืองตากอากาศ สำหรับพักผ่อนคลายเครียดในยามว่างเว้นจากธุรกิจการงาน แต่ละหลังถือเป็นสุดยอดของสุดยอด...





ขึ้นชื่อว่าเป็นตระกูลอภิมหาเศรษฐีหลายหมื่นล้าน ของเมืองไทย นอกจากจะต้องมีคฤหาสน์หลังใหญ่ไว้พำนักให้สมกับฐานะ ยังเป็นจารีตของบิลเลียนแนร์ ที่มักจะมีบ้านหลังที่สองสามสี่อยู่ตามเมืองตากอากาศ สำหรับพักผ่อนคลายเครียดในยามว่างเว้นจากธุรกิจการงาน แต่ละหลังถือเป็นสุดยอดของสุดยอด ทั้งในแง่โลเกชั่น บรรยากาศ ทัศนียภาพ และความหรูเลิศทางรสนิยม อีกทั้งยังเป็นโลกส่วนตัวๆที่เหล่ามหาเศรษฐีหวงแหนนักหวงแหนหนา ไม่ยอมเปิดให้ใครชมง่ายๆ



บ้านอยู่วิทยา


กระนั้น เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับคุณผู้อ่านที่รักยิ่ง ทีมข่าวสตรีไทยรัฐ ได้พยายามงัดทุกกลยุทธ์ ออดอ้อนออเซาะ จนมหาเศรษฐี 4 ตระกูลใหญ่ระดับหัวกะทิ ของเมืองไทย ยอมใจอ่อนเปิดบ้านพักตากอากาศ มูลค่าหลายร้อยล้าน ให้ได้ชมกันทุกซอกทุกมุมเป็นครั้งแรก!! 

เปิดคฤหาสน์ตากอากาศหลังแรกมูลค่าประเมินไม่ได้ของ คุณเฉลิม อยู่วิทยา และ มาดามปุ๋ง-ดารณี อยู่วิทยา มหาเศรษฐีเรดบูล และสยาม ไวเนอรี่ คฤหาสน์ริมทะเลหลังนี้ มีเนื้อที่กว้างขวางกว่า 7 ไร่ ตั้งอยู่ริมชายหาดหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เดิมทีเดียว เป็นพระตำหนักชายทะเลหลังโปรดของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตร สุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระราชโอรสในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 และต้นราชสกุลบริพัตร สมัยนั้นตั้งชื่อไว้ว่า บ้านบ่จืด สื่อถึงความรักมิเคย จืดจาง เมื่อครอบครัวเรดบูลได้ครอบครอง เป็นเจ้าของ  ก็ได้ขออนุญาตเจ้าของเดิม คงชื่อเดิมว่า บ้านบ่จืด เพราะความหมายลึกซึ้งกินใจ สอดคล้องกับความ ตั้งใจของ "คุณเฉลิม" ที่ซื้อบ้านหลังนี้เพื่อเป็นของขวัญครบรอบแต่งงาน 25 ปี



บ้านอัมพุช








นอกจากบรรยากาศอันร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ ในสไตล์สวนสวยแบบ ผู้ดีอังกฤษ รูปแบบสถาปัตยกรรมของ "บ้านบ่จืด" ยุคใหม่ ยังคงได้รับ การอนุรักษ์ให้โก้หรูสง่างาม ไม่ต่างจากคฤหาสน์หลังเก่าในสมัย ร.5 แม้จะเนรมิตขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด เนื่องจากโครงสร้างเดิมผุพังตามกาลเวลา โดย "มาดามปุ๋ง" เล่าว่า การตกแต่งรักษาสไตล์โคโลเนียลแบบดั้งเดิมทุกกระเบียดนิ้ว ผสมผสานความเป็นฝรั่งกับเอเชียเข้าไว้ด้วยกัน โดยจะมี สวนอยู่กลางบ้าน มีการแบ่งพื้นที่อาคารหลังใหญ่เป็นสามโซนสำหรับลูกทั้งสามคน ปีกขวาเป็นของลูกชายคนกลาง "ปอร์เช่-วาริท" ส่วนปีกซ้าย เป็นของลูกชายคนเล็ก "บอส-วรยุทธ" และตรงกลางเป็นของลูกสาวคนโต "แชมเปญ-วรางคณา" โดยต้นแบบการสร้างมาจากบ้านหลังออริจินัล ริมทะเล ซึ่งบูรณะขึ้นใหม่จากโครงเดิม พวกเราในบ้านชอบมานั่งเล่นและนั่งทานอาหารที่บ้านรีโมเดลหลังเล็ก เพราะมองเห็นวิวทะเล เวลามาพักผ่อนที่หัวหินจะอยู่กันเป็นอาทิตย์ ชวนกันไปดู ไร่องุ่น ตื่นเช้าไปตลาด และซื้อต้นไม้มาลงกระถาง แค่นี้ก็มีความสุขได้รีแล็กซ์ เต็มที่แล้ว

ริมชายหาดหัวหิน ยังเป็นที่ตั้งของบ้านพักตากอากาศ ตระกูลภิรมย์ภักดี ของพระยาภิรมย์ภักดี ผู้ก่อตั้งบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด ครอบคลุมพื้นที่กว่า 21 ไร่ โดยปัจจุบันถูกแบ่งให้ลูกชาย ทั้ง 3 คน คือ คุณประจวบ, คุณวิทย์ และ คุณจำนงค์ ภิรมย์ภักดี ทีมข่าวสตรีไทยรัฐได้รับไฟเขียวจาก คุณนิดหน่อย-จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ลูกชายคนโตของ "คุณจำนงค์" เปิดบ้านพักริมทะเลของครอบครัว  ซึ่งตั้งชื่อว่า บ้านมะขามโทน บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ให้เยี่ยมชมด้วยความเต็มใจ ภายในบริเวณบ้านประกอบด้วย บ้านริมทะเลหลักๆสองหลัง โดยหลังหนึ่งเป็นของคุณพ่อ ส่วนอีกหลังเป็นของ "คุณนิดหน่อย" กับครอบครัว สร้างไว้ในรูปแบบบาหลี เพิ่มความโดดเด่นมีเอกลักษณ์ ด้วยการตกแต่งห้องนั่งเล่นเป็นสไตล์นอติเคิล โฮม แบบกะลาสีเรือ ในโทนสีฟ้าขาวสะอาดตา ยิ่งดูอบอุ่นน่าประทับใจ เมื่อได้สีสันจากรูปครอบครัว ที่ประดับประดาอยู่ทั่วทุกมุมบ้าน บ่งบอกถึงความรักความอบอุ่นมากล้นในแฟมิลี่ 



ในฐานะเจ้าของบ้าน "คุณนิดหน่อย" เผยว่า รู้สึกรักและผูกพันกับหัวหินมาตั้งแต่เด็กๆ จำได้ว่าทุกครั้งที่ปิดเทอมหน้าร้อน คุณพ่อคุณแม่ จะหอบหิ้วลูกๆมาพักผ่อนที่บ้านหลังนี้ และอยู่กันครั้งละ 2-3 เดือน กิจกรรมที่พวกเราชอบทำ คือ ขี่ม้า ขี่จักรยานบนหาดทราย และโต้คลื่นเล่นน้ำ ตั้งแต่เช้าจดค่ำ สมัยนั้นไม่มีน้ำประปา และไฟก็ไม่พอ ต้องเตรียมตะเกียงพายุติดบ้าน แต่ก็เป็นความทรงจำที่ประทับใจจนถึง ทุกวันนี้

นอกจากชายทะเลหัวหินแล้ว อีกหนึ่ง เมืองตากอากาศยอดนิยมในหมู่มหาเศรษฐี ยังรวมถึงอำเภอปากช่อง-เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา มีบิลเลียนแนร์ ตระกูลดังๆไปยึดหัวหาดสร้างอาณาจักร พักผ่อนนับไม่ถ้วน โดยหนึ่งในบ้านพักตากอากาศ มหาเศรษฐีที่โด่งดัง ต้องยกให้ บ้านอัมพุช ของ เจ้าสัวศุภชัย อัมพุช ผู้ก่อตั้งเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป เอ็มโพเรียม และสยามพารากอน 

บ้านภิรมย์ภักดี








ในฐานะลูกสาวคนโปรด ที่ดูแลคุณพ่อใกล้ชิด "คุณแป๊ก-กฤษณา อัมพุช" เล่าว่า บ้านหลังนี้ เกิดจากความตั้งใจของลูกๆที่อยากสร้างบ้านพักตากอากาศให้คุณพ่อได้พักฟื้น เพราะระยะหลังท่านมีปัญหาเรื่องสุขภาพปอด เลยไม่อยากให้ขึ้นเครื่องบินไปถึงเกาะสมุย ตอนต้นปี 2547 "พี่สุรัตน์" มาเจอที่ดินผืนนี้ มีคนจะขาย 32 ไร่ เดิมเป็นที่ดินของชาวบ้านไว้สร้างอาณานิคมสร้างตัวเอง พอชวนคุณพ่อดูทำเล ปรากฏว่าท่านชอบมาก แต่มีเงื่อนไขว่า ถ้าจะให้มาอยู่ต้องสร้างคอกม้าแข่งด้วย เพราะเป็นกีฬาโปรดของคุณพ่อ   พวกเราเลยตามใจท่าน   และต้องเร่งสร้างให้เสร็จเร็ว ที่สุด ใช้เวลาสร้างแค่ 8 เดือนเท่านั้น ลงทุนไป 100 กว่าล้านบาท ตอนหลัง ซื้อที่ดินเพิ่มอีกรวมเป็น 48 ไร่ โดยคุณพ่อเป็นคนวางเลย์เอาต์เองหมด เสียดายที่คุณพ่อมีโอกาสใช้บ้านหลังนี้ไม่ถึงปี ก็ต้องจากพวกเราไป!! ด้วย 

ความที่คุณพ่อชอบสไตล์ที่โมเดิร์น ดูโปร่งโล่งสบาย ตัวอาคารบ้านจึงสร้างเป็นแบบอาคารยาวชั้นเดียว ติดกระจกรอบด้าน ภาย ในตกแต่งสไตล์ ร่วมสมัย มีคอลเลกชั่นเกี่ยวกับม้าประดับประดาทั่วทุกมุม ส่วนด้านหลังบ้าน เป็นมุมโปรดของครอบครัว โดยเฉพาะคุณพ่อ เพราะมีสระว่ายน้ำใหญ่ โอบล้อมด้วยขุนเขา และต้นไม้เขียวขจี มองเห็นทิวทัศน์แบบพาโนรามา สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ คุณพ่อจะต้องว่ายน้ำทุกเช้า และนั่งทานอาหารด้วยกันพร้อมหน้าที่ริมสระว่ายน้ำ ถึงแม้ท่านจะจากพวกเราไปหลายปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่มาพักผ่อนที่นี่จะคิดถึงคุณพ่อเสมอ

บ้านบุณยะจินดา









อีกหนึ่งบ้านพักตากอากาศของตระกูลดัง ที่ไม่เคยเปิดให้ใครชมมาก่อน เพราะหวงแหนความเป็นส่วนตัว ก็คือ บ้านบุณยะจินดา ที่ จ.เชียงใหม่ ของอดีตอธิบดีกรมตำรวจ พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา และ คุณหญิงกอแก้ว เป็นคฤหาสน์ตากอากาศที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย ตั้งอยู่บนดอยสะเก็ด มองเห็นทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ อย่างกว้างขวาง ตัวบ้านสร้างในสไตล์ล้านนาประยุกต์ ประดับกาแลดูงามสง่า ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์ มีลำธารไหลผ่าน 

โดย "คุณดาว-พอฤทัย ณรงค์เดช" ลูกสาวคนโตของบ้าน  เล่าว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านในฝันของคุณแม่ ท่านอยากมีบ้านที่มีลำธารไหลผ่าน และมีต้นไม้เยอะๆ พื้นที่เกินครึ่งของบ้าน จึงร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ มีสวนหลากหลายสไตล์ ทั้งสวนไทย สวนบาหลี สวนญี่ปุ่น และสวนผักผลไม้ เพราะคุณแม่ชอบทำสวนมาก ท่านจะลงต้นไม้ และดูแลรดน้ำด้วยตัวเองตั้งแต่จำความได้ จะเป็นธรรมเนียมทุกปีของครอบครัวเรา ที่ต้องเดินทางมาฉลองปีใหม่ ด้วยกันที่บ้านหลังนี้ โดยมุมโปรดของแฟมิลี่ที่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเยอะที่สุด คือ ห้องจีน บริเวณชั้นใต้ดิน จะตกแต่งไว้ในสไตล์บลู แอนด์ ไวท์แบบจีนประยุกต์ เป็นทั้งห้องนั่งเล่น ทานข้าว และสังสรรค์ของครอบครัว จากห้องนี้ยังมีทางเชื่อมไปถึงสะพานข้ามลำธาร พวกเราจะชอบไปนั่งฟังเสียงลำธาร นั่งคุยนั่งเล่นกัน มีความสุขและสงบมากๆ 

ขึ้นชื่อว่า "บ้าน" ไม่ว่ารวยหรือจน ขอให้เป็นบ้านที่อบอุ่น อยู่แล้วสุขเหลือล้น ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว!!

...