การเข้ามารับไม้ต่อธุรกิจครอบครัว ถือเป็นบทพิสูจน์ฝีมือของหนุ่มไฟแรงที่ชื่อ “นริศ วิทยาวรากรณ์” ในฐานะทายาทยินตัน เม็ดอมดับกลิ่นปาก ที่มีมากว่า 60 ปี ซึ่งปัจจุบันได้สานต่อธุรกิจครอบครัวอย่างเต็มตัว ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทไทยยินตัน จำกัด ที่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว

นริศ หรือ ริศ ลูกชายคนที่ 2 ของ ชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ไทยยินตัน จำกัด ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เม็ดอมดับกลิ่นปากคอลลาเจน และอาหารเสริมจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้แบรนด์ “ไทยยินตัน” เล่าว่า ตนเกิดในครอบครัวคนจีน ที่เดิมมีฐานะยากจน ไม่ได้สุขสบายบนกองเงินกองทอง แต่โชคดีที่ได้มีโอกาสไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น เลยได้ฝึกความอดทน การรู้จักเอาตัวรอด จนกระทั่งจบปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัย Kwansei Gakuin และช่วงที่อยู่ญี่ปุ่นได้มีโอกาสไปทำงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษด้วย ทำให้ได้เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่น ในเรื่องของความมีวินัย การตรงต่อเวลา และทำงานที่เป็นระเบียบมาก เป็นสิ่งที่ดีที่ได้นำมาปรับใช้กับตัวเองจนทุกวันนี้

“หลังจากเรียนจบปริญญาโท ผมก็กลับมาช่วยธุรกิจที่บ้านอย่างเต็มตัว ซึ่งการเข้ามารับช่วงธุรกิจที่ดำเนินมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ผมก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้และปรับตัวกับการบริหารงานรูปแบบเก่า เพื่อจะให้เข้ากับความรู้ใหม่ที่เราได้เรียนรู้มา ทั้งในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ระบบการบริหารขององค์กร จากระบบเถ้าแก่ให้ผสมผสานกับการ บริหารจัดการในรูปแบบใหม่ ยิ่งแบรนด์ยินตันเป็นแบรนด์เก่าแก่ ถ้าเราจะขยายกลุ่มเป้าหมายให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ยิ่งต้องปรับตัว ผมต้องสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์ “ไทยยินตัน” และแบรนด์ “ยินตัน นู้ด” ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งล่าสุดเราได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ยาสีฟันน้ำ “ยินตัน นู้ด” นวัตกรรมใหม่ที่จะให้คนไทยได้รู้จัก” ริศเล่าถึง การปรับตัวของเขา เมื่อต้องเข้ามารับช่วงบริหารกิจการ

...

ผู้บริหารหนุ่มวัย 30 ปี กล่าวต่อว่า แม้การบริหารจะต้องมีการผสมผสานระหว่างรูปแบบเก่าและใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ยึดแน่นเสมอมาคือ คำสอนของพ่อ ที่สอนลูกๆเสมอว่า ต้องมีความซื่อสัตย์ในการทำงาน จะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมและจริยธรรม และจะต้องรู้จักรักษาคำพูด เพราะเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำธุรกิจ อีกสิ่งที่สำคัญคือ จะต้องมีความเป็นผู้นำ ขยัน และอดทน ห้ามมีคำว่า “เดี๋ยวก่อน” หรือผัดวันประกันพรุ่งเด็ดขาด ในส่วนของการทำงานที่เป็นผู้นำนั้น ตนมองว่า เราต้องอยู่บนพื้นฐานความคิดในแง่บวก ต้องรู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่ทำและจะต้องมีเป้าหมายให้ชัดเจน และสามารถวัดผลได้

“การบริหารคนก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุด พนักงานทุกคนเปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัว เราต้องทำงานเป็น ทีม เพราะงานทุกอย่างทุกขั้นตอนนั้น ไม่สามารถสำเร็จลุล่วงได้โดยใครเพียงคนใดคนหนึ่ง นอกจากนี้กำลังใจจากคนในครอบครัวก็สำคัญที่ทำให้ผมสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ จนสามารถก้าวข้ามผ่านปัญหามาได้ทุกครั้ง”......กำลังใจที่เข้มแข็ง จะนำพาความสำเร็จมาสู่ผู้บริหารหนุ่มคนนี้อย่างแน่นอน.