เป็นนักธุรกิจชาวอังกฤษที่ประสบความสำเร็จระดับตำนาน คนหนึ่งของโลก สำหรับ “เซอร์ ริชาร์ด ชาร์ลี นิโคลัส แบรนสัน” นอกจากจะร่ำรวยด้วยลำแข้งตัวเอง จนขึ้นแท่นเป็น 1 ใน 25 นักธุรกิจมั่งคั่งที่สุดของเมืองผู้ดีมาต่อเนื่องหลายปี เขายังเป็นต้นแบบของมหาเศรษฐีจอมแหกกฎที่คิดนอกกรอบแล้วรวย สร้างฐานะมาจากความมุ่งมั่น หัวใจนักผจญภัย ที่รักความเสี่ยง และความท้าทายทุกชนิด
ย้อนประวัติของ “เซอร์ ริชาร์ด” เป็นลูกคนโตจากพี่น้องทั้งหมด 3 คน เขาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 16 ปี และหันมาเปิดนิตยสารเล็กๆ ชื่อว่า “เดอะ สติวเด้นท์” ในปี 1968 ปรากฏว่ายอดขายถล่มทลายในชั่วข้ามคืน หลังจากนั้น “เซอร์ ริชาร์ด” ก็ต่อยอดธุรกิจเพิ่ม ด้วยการเปิดร้านจำหน่ายแผ่นเสียงในปี 1971 ชื่อว่า “เวอร์จิ้น เรคคอร์ดส์” พร้อมกับเริ่มทำธุรกิจห้องอัดเสียง และผลิตแผ่นเสียงในสังกัดของตัวเอง ปลุกปั้นศิลปินดังๆ มากมาย ตามมาด้วยการสยายปีกทำธุรกิจเกม ภาพยนตร์ และขยายเป็น “เวอร์จิ้น เมกะสโตร์” อาณาจักรเพื่อความบันเทิงที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก ธุรกิจของเวอร์จิ้น กรุ๊ป ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นชนิดยั้งไม่อยู่ เมื่อ “เซอร์ ริชาร์ด” ตัดสินใจเปิดธุรกิจสายการบินครั้งแรกในปี 1984 ภายใต้ชื่อ “เวอร์จิ้น แอตแลนติก” โดยเส้นทางแรกบินจากสนามบินแกตวิก ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ไปยังสนามบินนอว์ก มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ไฟแรงเว่อร์อย่างเซอร์ ริชาร์ด ยังขยายธุรกิจได้อีกเยอะ นอกจากจะยึดตลาดธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไว้ในมือ ทั้งเวอร์จิ้น โฮเทล, เวอร์จิ้น บอลลูนไฟลท์ และเวอร์จิ้น เทรน เขายังโชว์ความฟิตด้วยการเปิดธุรกิจฟิตเนสแนวใหม่ล้ำเทรนด์ ภายใต้ชื่อ “เวอร์จิ้น แอ็กทีฟ” ขยายไปยัง 8 ประเทศทั่วโลกภายในเวลารวดเร็ว โดยสาขาแรกในประเทศไทย เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อต้นปี 2014 ที่ตึกเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ สาทร เนื่องจากได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นคึกคัก จึงขยายสาขาเพิ่มทันอกทันใจ เปิดให้บริการสาขา 2 และ 3 ที่ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์ กับเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต
...
นับเป็นโอกาสดีของทีมข่าวสตรีไทยรัฐ ที่ได้กระทบไหล่พูดคุยใกล้ชิดกับมหาเศรษฐีต้นแบบแห่งความสำเร็จอย่าง “เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน” เป็นครั้งแรก ระหว่างที่ท่านเซอร์เดินทางมาเยี่ยมชมกิจการเวอร์จิ้น แอ็กทีฟ สาขาดิเอ็มควอเทียร์ พร้อมร่วมแถลงข่าวเปิดตัวฟิตเนสสาขา 4 คือ สยามดิสคัฟเวอรี่ ซึ่งจะพร้อมเปิดให้บริการต้นปีหน้า
มาเยือนประเทศไทยครั้งนี้ มีภารกิจอะไรพิเศษ
ผมมาครั้งนี้มีจุดประสงค์หลายอย่าง อย่างแรกคือมาดูความก้าวหน้าของธุรกิจในเครือเวอร์จิ้น รวมถึง “เวอร์จิ้น แอ็กทีฟ” ที่ประสบความสำเร็จมาก เราตั้งเป้าจะเปิดให้ได้ 10 สาขา ใน 3 ปี ผมใช้เวลากับการพัฒนาธุรกิจฟิตเนสอย่างยาวนาน เพื่อสร้างฟิตเนสดีที่สุดในโลก ตระเวนไปตามฟิตเนส ต่างๆ ลองหลายๆคลาส จนมั่นใจว่าเราสามารถเปิดธุรกิจฟิตเนสเจ๋งที่สุดในโลกได้ จึงเปิดสาขาแรกในเมืองเปรสตัน ประเทศอังกฤษ แต่จุดที่ทำให้ธุรกิจขยายตัวเร็วมาจากความบังเอิญ เมื่อพบกับ “อดีตประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา” ระหว่างไปดูงานที่แอฟริกาใต้ และได้พูดคุยกัน แมนเดลาพูดถึงธุรกิจฟิตเนสแบรนด์หนึ่งว่ากำลังมีปัญหาถึงขั้นใกล้ล้มละลาย และจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้ ผมเลยยื่นมือเข้าไปช่วยอุ้ม โดยใช้แบรนด์เวอร์จิ้น แอ็กทีฟ ปลุกปั้นจนธุรกิจนี้ขยายไปทั่วโลก และกลายเป็นธุรกิจทำเงินอันดับ 6 ของเครือเวอร์จิ้นไปแล้ว
เห็นโอกาสการลงทุนอะไรใหม่ๆในเมืองไทยไหม?
ผมกำลังดูความเป็นไปได้ที่จะเปิดสายการบินเวอร์จิ้น แอตแลนติก โดยเส้นทางแรกจะบินจากออสเตรเลียมา ยังประเทศไทย ส่วนอีกหนึ่งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในอเมริกา และมีโอกาสจะเปิดในเมืองไทยคือธุรกิจ โรงแรมเวอร์จิ้น โฮเทล
...
ย้อนกลับไปมอง อดีต อะไรทำให้ ประสบความสำเร็จมาไกลถึงวันนี้ได้
การที่ผมใช้ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญ ผมเรียนไม่จบ ซึ่งทำให้ไม่ถูกตีกรอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าการเรียนไม่สำคัญ ปริญญาเป็นเพียงหลัก ประกันในชีวิต หรือเป็นระบบป้องกันความล้มเหลว การเรียนมหาวิทยาลัยอาจสำคัญสำหรับวิชาชีพบางสาขา เช่น แพทย์ วิศวะ สถาปัตย์ หรือนักบิน แต่สำหรับนักธุรกิจและผู้ประกอบการ ประสบการณ์การลงมือทำในชีวิตจริงและการฝึกฝน สำคัญที่สุด ยิ่งเริ่มได้เร็วเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จมากเท่านั้น ผมเริ่มทำตั้งแต่อายุ 16 ปี อยากทำอะไรก็ทำ กล้าทำ ไม่กลัวความล้มเหลว ยังไม่มีภาระอะไรในชีวิต ต่างจากคนที่เริ่มธุรกิจหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย อาจมีภาระหลายอย่าง ทำให้ไม่กล้าเสี่ยง ไม่กล้าคิดแตกต่าง ซึ่งในที่สุดก็จะไม่สามารถหลุดจากกรอบความคิดเดิมๆ
ช่วยแบ่งปันเคล็ดลับความสำเร็จสไตล์ท่านเซอร์หน่อย?
ปัจจัยที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จ คือการที่ถูกล้อมรอบด้วยคนที่เก่งกว่า ช่วยสร้างความสมดุลในชีวิตให้ผม และการที่ผมให้อิสระแก่คนเหล่านั้นในการสรรค์สร้างสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ผมยกตัวอย่างนะครับก่อน ที่จะมาเป็นเวอร์จิ้น แอ็กทีฟ สาขาแรกที่เมืองเปรสตัน ประเทศอังกฤษ ผมได้พบกับ “แมทธิว บัคแนล” ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับเฮลท์คลับกว่า 20 ปี สิ่งแรกที่ผมบอกคือ เขาควรเตรียมตัวเดินทางรอบโลก เพื่อไปชมเฮลท์คลับดีที่สุดในโลก เพื่อดึงจุดเด่นในแต่ละคลับนำมาพัฒนาเป็นธุรกิจใหม่ให้เวอร์จิ้น กรุ๊ป ซึ่งผมให้อิสระการทำงานกับเขาอย่างเต็มที่ ทุกวันนี้เรามี “เวอร์จิ้น แอ็กทีฟ” มากกว่า 270 สาขาทั่วโลกแล้ว เคล็ดลับที่สองคือการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุด กระตุ้นให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง เพื่อสร้างแรงผลักดันให้นำเสนอสิ่งดีที่สุดสู่สาธารณชน
...
ทำอะไรมาร้อยแปดพันเก้าแล้ว ยังมีความฝันอะไรคั่งค้างไหม?
ถ้าถามผมว่ามาถึงจุดนี้แล้ว ความฝันของผมคืออะไร และอีก 10 ปีข้างหน้า ผมอยากประสบความสำเร็จอย่างไร ผมตอบได้เลยว่าอยากเป็นนักบินอวกาศ!! นั่นเป็นหนึ่งในโครงการที่ผมคิดค้นขึ้น เพื่อต้องการพาคนทั่วไปชมบรรยากาศนอกโลก ผมจะทำทุกวิธีทางเพื่อเข็นโปรเจกต์นี้ให้ประสบความสำเร็จ
ทำยังไงถึงไฟแรงไม่มีตก?
...
ผมอาศัยอยู่ที่เกาะเวอร์จิ้น และเดินทาง 6 เดือนต่อปี ซึ่งจากที่เห็นน่าจะคาดเดาได้ว่างานผมหนักขนาดไหน แต่ผมต้องรักษาสภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพราะอายุเริ่มมากแล้ว ทุกวันนี้อายุ 65 ปี แต่ผมไม่เคยคิดที่หยุดทำธุรกิจ หรือเกษียณ เพราะเหมือนกับว่าเราอุตส่าห์เรียนรู้มาทั้งชีวิต ก็ควรจะเรียนรู้ต่อไปจนกว่าสภาพร่างกายไม่อำนวย ผมหวังว่าจะสามารถทำงานได้จนอายุ 90 ปี จึงต้องรักษาความฟิตตลอดเวลา ฉะนั้นนอกเหนือเวลางานผมจึงต้องเล่นยิมฯอย่างสม่ำเสมอ เป็นกิจวัตรไม่เคยขาด ผมชอบเล่นกีฬาทุกอย่าง รวมถึงกีฬาโลดโผนทั้งหลายอย่างปีที่แล้วผมมีทริปออกกำลังกายกับลูกชายข้ามทวีปยุโรป โดยผนวกกิจ-กรรมต่างๆ เข้าไปด้วยกัน ตั้งแต่เดิน, วิ่ง, ไคท์เซิร์ฟ ข้ามช่องแคบระหว่างประเทศ, ปีนเขา และปั่นจักรยาน ซึ่งผมและลูกชายปั่นได้ 140 ไมล์ ในเส้นทางแอฟริกาใต้
เป้าหมายใหม่ที่ท้าทายของเวอร์จิ้น กรุ๊ป คืออะไร
ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา ผมตั้งเป้าหมายท้าทายต่างๆ แต่ปัจจุบันความท้าทายที่ว่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการช่วยเหลือสังคมมากกว่า!! โปรแกรมที่ผมผลักดันมากที่สุดคือ เรื่องของปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะการผลักดันปัญหายาเสพติดให้เป็นเรื่องของสุขภาพ ไม่ใช่เรื่องอาชญากรรม ตัวผมเองเป็นประธาน Global drug commission ผมพยายามผลักดันมาหลายประเทศ ทั้งอังกฤษ, ออสเตรเลีย และไอร์แลนด์ รณรงค์ให้ผู้ติดยาสามารถนำเข็มเก่ามาแลกเข็มสะอาดเพื่อป้องกันโรคติดต่อ ต่างๆ ผมมองว่าเวอร์จิ้นเพียบพร้อมด้วยกำลังทรัพย์ ที่จะช่วยผลักดันโครงการเพื่อสังคมต่างๆให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงการแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆทั่วโลกด้วย
มีอะไรฝากถึงนักธุรกิจไทยไหมคะ
เมื่อธุรกิจหรือองค์กรที่เราดูแลอยู่ดำเนินไปได้ด้วยดี เราควรหยิบยื่นโอกาสให้คนอื่นด้วย มันสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขาได้ ซึ่งผมถือว่าเป็นหน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้ที่ดำเนินธุรกิจแล้วประสบความสำเร็จ อย่าเพิกเฉยเหมือนไม่ใช่หน้าที่ความรับผิดชอบของเรา ทุกวันนี้หลากหลายปัญหาในโลกไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ผมเชื่อว่าถ้านักธุรกิจและผู้ประกอบการรวมตัวกัน ใช้ทักษะในการบริหารจัดการ โลกนี้จะต้องน่าอยู่ขึ้น!!
ทีมข่าวหน้าสตรี