มูลนิธิชัยพัฒนาเปิดตัว “น้ำมันเมล็ดชา” ผลผลิตจากแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวถึงที่มาของน้ำมันเมล็ดชาว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้วสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯได้พระราชทานเมล็ดพันธุ์อย่างหนึ่งลักษณะคล้ายเกาลัดมา 3-4 เม็ด และตรัสว่าเป็นของดีนะ ทำน้ำมันได้ เขาเรียกน้ำมันเมล็ดชา ให้เริ่มไปศึกษาว่า จะมีหนทางนำมาปลูกที่เมืองไทยได้อย่างไร

ดร.สุเมธ เล่าว่า ตอนนั้นด้วยความที่ไม่รู้จัก ก็นึกว่าเป็นเหมือนชาที่ใช้ชงดื่มทั่วไปแล้วก็บินไปยูนนาน ประเทศจีน ใช้เวลา 3 วันกว่าจะพบชาวจีนซึ่งเป็นผู้รู้และ พาไปโรงงานหีบน้ำมันชา ภาพต้นชาที่เห็นก็ไม่ได้เป็นไม้พุ่มอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นต้นไม้ใหญ่ สูงตั้งแต่ 5-10 เมตร และมีอายุยืนมาก ซึ่งแหล่งผลิตน้ำมันเมล็ดชาที่ใหญ่ที่สุดอยู่ทางเหนือขึ้นไป คือหนานหนิง เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวไต ซึ่งเป็นชาวไทยนั่นเอง ต้นน้ำมันเมล็ดชาที่เห็นเป็นต้นไม้ป่า และให้สัมปทานกับชาวบ้านไปเก็บมาขายได้ปีละหนึ่งครั้ง ชาวบ้านเวลาสกัดน้ำมัน เมล็ดชาก็จะนำไปผ่านความร้อน โดยนำไปคั่วแบบเมล็ดเกาลัด ก่อนจะนำไปอัดเพื่อหีบเป็นน้ำมันออกมา เมื่อได้ความรู้จากประเทศจีนแล้ว จึงมีการศึกษาและทดลองปลูกต้นชาน้ำมัน ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์และต้นอ่อนที่นำมาจากมณฑลกวางสี และมณฑลยูนนาน ต้องปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 500-1,300 เมตร และได้เริ่มดำเนินการขยายพันธุ์ในเขตพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจาก พระราชดำริเป็นแห่งแรก ก่อนจะขยายไปในพื้นที่บริเวณ ใกล้เคียงกว่า 3,600 ไร่ คิดเป็นต้นชาน้ำมันมากกว่า 950,000 ต้น ถือเป็นการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมและ เป็นการทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลาย ขณะเดียวกันสามารถสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ รวมถึงสร้างความตระหนัก รู้ถึงคุณประโยชน์ของการดูแลรักษาป่า และสามารถอยู่ร่วม กับป่าได้อย่างเข้าใจและพึ่งพิงกัน ซึ่งเป็นไปตามพระราชดำริ “คนอยู่ร่วมกับป่า” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันจะนำไปสู่วิถีแห่งความสุข ความสมดุล และความยั่งยืน ในที่สุด

...

โอกาสนี้ ขวัญจิรา สิวายะวิโรจน์ ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ได้กล่าวถึง ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ที่สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2554 เพื่อเป็นโรงงานผลิต น้ำมันจากเมล็ดชาและพืชน้ำมัน ซึ่งโรงงานนี้จะผลิตน้ำมันคุณภาพสูงสำหรับการบริโภคและทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอื่นๆ เช่น เครื่องสำอาง ฯลฯ ผอ.ขวัญจิรากล่าวถึงน้ำมันเมล็ดชาว่า มีประโยชน์มากมายจนได้ชื่อว่าเป็น น้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก เนื่องจากมีองค์ประกอบของไขมันที่ดีต่อร่างกายไม่ด้อยไปกว่าน้ำมันมะกอก และไม่มีกรดไขมันทรานส์ ซึ่งทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ น้ำมันเมล็ดชายังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน โรคอัมพาต โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ อุดมไปด้วย สารต้านอนุมูลอิสระและสารคาเทชิน ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานของน้ำมันให้นานขึ้น อีกทั้งน้ำมันเมล็ดชามีจุดเกิดควันมากกว่า 250 องศาเซลเซียส จึงทำให้สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทอด การผัด การหมัก หรือใช้เป็นส่วนผสมของน้ำสลัด น้ำมันเมล็ดชาถือเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพของคนทุกเพศทุกวัย ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา และมูลนิธิโรคหัวใจได้อนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ในสินค้าน้ำมันเมล็ดชา ภายใต้ตราสินค้าภัทรพัฒน์ อีกด้วย

ส่วน เกศกนก สุกแดง นักวิชาการโภชนาการและนักกำหนดอาหารของสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงคุณประโยชน์ของน้ำมันเมล็ดชาว่า มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งดีต่อสุขภาพทั้ง กรดโอเลอิก (โอเมก้า 9) สูงถึง 81-87% และยังมีกรดไลโนเลอิก (โอเมก้า 6) สูง 13-28% นอกจากนี้ ยังมีกรดแอลฟาไลโนเลอิก (โอเมก้า 3) 1-3% ซึ่งกรดไขมันไม่อิ่มตัวเหล่านี้จะช่วยลดระดับคอเลสเทอรอลชนิดไม่ดี และช่วยเพิ่มระดับคอเลสเทอรอลชนิดดี ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน รวมถึงผู้มีภาวะน้ำหนักเกิน และผู้สูงอายุ นอกจากนี้ น้ำมันเมล็ดชายังมีประโยชน์ต่อการดูแลผิวพรรณและความงามอีกด้วย

ทั้งนี้ ในวันเสาร์ที่ 31 ต.ค.นี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยาม บรมราชกุมารี องค์ประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา จะเสด็จฯเปิดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา” พร้อมกับได้พระราชทานสูตรอาหารที่มีน้ำมันเมล็ดชาเป็นส่วนประกอบ และทรงสาธิตการปรุงอาหารด้วยพระองค์เองด้วย ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน.