ทำลายสถิติกินเนสส์บุ๊กจนได้ เมื่อ “สมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่สองแห่งสหราชอาณาจักร” ทรงได้รับการบันทึกให้เป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของอังกฤษไปแล้ว โค่นสถิติเก่าที่สร้างไว้ 63 ปี 7 เดือน 2 วัน โดยแชมป์ตลอดกาลอย่าง “สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย” องค์พระประมุขผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สุดของสหราชอาณาจักร ซึ่งควีนองค์ปัจจุบันทรงมีราชศักดิ์เป็นลื่อ สืบทอดเชื้อสายมาทางพระราชบิดา “พระเจ้าจอร์จที่หก”
จะว่าไปแล้วความยิ่งใหญ่ของสหราชอาณาจักรในปัจจุบัน จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ ถ้าขาดซึ่งพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลของควีนวิกตอเรีย จักรวรรดิอังกฤษเจริญขึ้นถึงขีดสุดก็ในรัชสมัยของพระองค์นี่เอง โดยอังกฤษแผ่ขยายอิทธิพลครอบครองดินแดนไปทั่วถึง 1 ใน 5 ของโลก จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นดินแดนพระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน นอกจากนี้ ควีนวิกตอเรียยังถือเป็นพระประมุขสมัยใหม่พระองค์แรกของอังกฤษ ที่ทรงเข้ามามีบทบาทอย่างแท้จริงในการกำหนดนโยบายการปกครองบ้านเมือง ขณะเดียวกัน ก็ทรงแผ่อิทธิพลวางรากฐานไปทั่วยุโรปในรูปแบบของการดองเครือญาติ โดยส่งพระราชโอรสและพระราชธิดา ทั้ง 9 พระองค์ กระจายกำลังกันไปอภิเษกสมรสกับพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงของราชวงศ์สำคัญๆ
...
ในยุโรป ทั้งควีนเอลิซาเบธที่สอง รวมถึงพระประมุขหลายพระองค์ของราชวงศ์ยุโรป ทั้งนอร์เวย์, สวีเดน, เดนมาร์ก, สเปน, กรีซ และโรมาเนีย ต่างก็สืบเชื้อสายมาจากควีนวิกตอเรียทั้งสิ้น จึงกลายเป็นที่มาของฉายา “สมเด็จย่าแห่งยุโรป”
แม้ในยุคของ “ควีนเอลิซาเบธที่สอง” สถาบันกษัตริย์จะถูกลดบทบาทเป็นเพียงสัญลักษณ์ของประเทศ มากกว่าจะมีพระราชอำนาจแท้จริงในการบริหารปกครองบ้านเมือง แต่สมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่สอง ก็ทรงปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมิขาดตกบกพร่อง ทรงเป็นแบบอย่างของประมุขที่อุทิศพระองค์เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง จนได้รับการยกย่องให้เป็น “ประมุขผู้ครองใจปวงชนชาวอังกฤษ”
ย้อนกลับไปในยุคที่อังกฤษเพิ่งผ่านความบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่สองมาเกือบทศวรรษ “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” ต้องเสด็จขึ้นเสวยราชย์แทนพระราชบิดา “พระเจ้าจอร์จที่หก” ซึ่งเสด็จสวรรคตอย่างฉับพลันด้วยพระหทัยวาย ในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 6 ก.พ.1952 ทันทีที่ทราบข่าวร้าย “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” และพระสวามี ทรงรีบบินกลับจากประเทศเคนยา เพื่อมาร่วมพระราชพิธีพระบรมศพ
...
ขณะนั้น “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” เพิ่งจะมีพระชนมายุเพียง 25 พรรษา และยังไม่ทรงฉายแววใดๆว่าจะเป็นพระประมุขที่ดีในอนาคต เพราะทรงเป็นเด็กสาวขี้อาย, กิริยามารยาทสุภาพเรียบร้อย, ไม่ใคร่ชอบออกงานสังคม และรักม้าเป็นชีวิตจิตใจ กระนั้น ก็ทรงถอดแบบพระนิสัยหลายอย่างมาจากพระราชบิดา ไม่ว่าจะเป็นความเจ้าระเบียบ, ความช่างคิด และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ อีกทั้งยังทรงเข้มแข็งอดทนและสุขุมเยือกเย็น เหมือนพระราชมารดา
...
เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.1953 พระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ ถูกจัดขึ้นยิ่งใหญ่ภายในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ และจากเจ้าหญิงน้อยที่ไม่ทรงประสีประสาอะไร กาลเวลาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่สอง ทรงเป็นทรัพย์สินล้ำค่าของแผ่นดิน และยังทรงเป็นศูนย์กลางดวงใจของประชาชนทั้งชาติ แม้จะทรงถูกท้าทายพระราชอำนาจครั้งแล้วครั้งเล่าจากฝ่ายรัฐบาล ซึ่งพยายามลดบทบาทความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง
ภายใต้รัชสมัยการปกครองของควีนองค์ปัจจุบัน มีนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศและเก็บกระเป๋าออกจากบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิ่ง ถึง 12 คน ไล่ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีคนแรกคือ “เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์” มาจนถึงนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน “เดวิด คาเมรอน” ซึ่งเพิ่งชนะเลือกตั้งเป็นสมัยที่สอง
...
จนถึงขณะนี้ ควีนเอลิซาเบธที่สอง ทรงได้รับการบันทึกให้เป็นพระประมุขที่มีพระชนมพรรษา มากที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์อังกฤษ โดยปัจจุบันทรงเจริญพระชนมพรรษา 89 พรรษา นอกจากพระราชภารกิจหลัก ในฐานะองค์พระประมุข แห่งเครือจักรภพอังกฤษ, จอมทัพแห่งกองทัพสหราชอาณาจักร และประมุขสูงสุดแห่งคริสตจักรอังกฤษ ตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา สมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่สอง ยังทรงแสดงบทบาทอย่างโดดเด่น ในฐานะทูตสันถวไมตรีของเครือจักรภพอังกฤษและราชวงศ์วินด์เซอร์ พระองค์เสด็จเยือนประเทศต่างๆมาแล้วทั่วทุกมุมโลก โดยมีพระราชสวามี “เจ้าชายฟิลิป” ดยุคแห่งเอดินเบอระ ตามเสด็จเคียงข้างเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ตลอดจนช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจอันหนักอึ้ง
อย่างไรก็ดี เมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของอังกฤษต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์อย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกในยุคทศวรรษ 1980 สื่ออังกฤษกล้าขุดคุ้ยนำเรื่องราวชีวิตส่วนพระองค์ของพระราชวงศ์วินด์เซอร์ มาตีแผ่ต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง โดยพุ่งเป้าไปที่พระราชธิดา และพระราชโอรสทั้ง 3 พระองค์ ยิ่งในยุคทศวรรษ 1990 ความนิยมของสมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่สองดิ่งลงสู่จุดต่ำ
น่ากังวล ปลุกให้เกิดกระแสกดดันจากฝ่ายต่อต้านราชวงศ์ ที่ทวงถามความเท่าเทียมกันทางสังคม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้องค์ควีนตัดสินพระทัยเปิดพระราชวังบั๊กกิ้งแฮมให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมครั้งแรก และยังทรงถูกบีบให้จ่ายภาษีเงินได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่คะแนนนิยมของประมุขอังกฤษตกต่ำถึงขีดสุด เมื่อทรงแสดงท่าทีเย็นชาต่อการสิ้นพระชนม์ของอดีตพระสุณิสา “เจ้าหญิงไดอาน่า” สร้างความผิดหวังอย่างมากแก่ประชาชนทั่วโลก สถานการณ์ต่างๆเพิ่งจะฟื้นดีขึ้นไม่นานนี้ ก็ตอนที่พระราช นัดดา “เจ้าชายวิลเลี่ยม” ทรงเสกสมรสครั้งประวัติศาสตร์กับหญิงสามัญชนผู้เลอโฉม “เคท มิดเดิลตัน” เมื่อปี 2011 ท่ามกลางความชื่นชมของประชาชนทั่วโลก
นอกเหนือจากพระราชกรณียกิจหลักๆแล้วควีนเอลิซาเบธที่สอง ยังทรงเป็นผู้ริเริ่มวางรากฐานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังด้วย โดยได้รับ ฉายาว่า “เดอะ กรีน ควีน” ทรงสนพระทัยในสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และก่อนที่ผู้นำทั่วโลกจะลุกขึ้นถกเครียดเรื่องวิกฤติโลกร้อน เพียงแต่รูปแบบของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพิทักษ์โลกของพระองค์ที่ได้รับการปลูกฝังจากพระราชชนนี “ควีนมัม” จะเริ่มต้นขึ้นจากสิ่งใกล้ๆตัวในชีวิตประจำวัน โดยแสดงออกมาในแนวทางของความมัธยัสถ์ ประหยัดน้ำประหยัดไฟ และเซฟทุกอย่างที่ขวางหน้า จนเป็นธรรมเนียมที่รู้กันในหมู่ข้าราชบริพารว่าพระองค์โปรดจะรีไซเคิลของทุกอย่างที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้ง และไม่โปรดใครที่ทำตัวสุรุ่ยสุร่าย.
ทีมข่าวหน้าสตรี