กำลังท็อปฟอร์มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ นักเขียนและผู้กำกับที่เคยพาเราท่องไปในโลกของรูปถ่ายอนาล็อกอย่าง 36 ต่อด้วยหนังสุดติ่งที่เด็กฮิปสเตอร์ต่างเวรี่แฮปปี้ใน
Mary is Happy, Mary is Happy จนถึงหนังสารคดีย้อนยุคตามหาพี่แว่นในตำนานกับ The Master วันนี้เขาก้าวขึ้นมาจับงานที่ใหญ่ขึ้นกว่าที่เคยกับหนังเรื่องฟรีแลนซ์... ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ภายใต้บริษัทที่ทำแต่หนังโคตรน่าดูอย่าง GTH
ได้ยินมาว่าโครงเรื่องของฟรีแลนซ์... ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ มาจากชีวิตของคุณเอง
ผมเคยเป็นฟรีแลนซ์มาก่อน ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ (หัวเราะ) และตัวเองก็ทำงานหนักจนถึงขั้นล้มป่วย อีกอย่างคือ สองสามปีที่ผ่านมา หนังของผมเป็นหนังวัยรุ่นมาประมาณหนึ่งแล้ว ก็อยากขยับเนื้อหาที่โตขึ้น จึงเลือกเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุดคือ เรื่องของคนวัยสามสิบที่ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ ซึ่งเวลาเจ็บป่วยก็ต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐ และพอเข้าไปก็จะรู้สึกเหมือนอยู่อีกโลก จะเจอแต่หมอที่มีอายุ ถ้าเราได้เจอหมอที่มีอายุใกล้ๆ กันคงเป็นเรื่องที่น่าสนุก เลยวางโครงเรื่องไว้ว่าเป็นเรื่องของคนทำอาชีพฟรีแลนซ์กับโลกของโรงพยาบาลรัฐ
จากที่เคยทำแต่หนังเล็กๆ ต้องปรับตัวแค่ไหนเมื่อเข้ามาทำหนังกับค่ายใหญ่อย่าง GTH
ตอนที่ได้รับการติดต่อ เขาก็บอกว่าแต่ก่อนผมเคยทำหนังอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น ความกดดันในการทำงานจึงไม่มี อันที่จริงหนังเรื่องก่อนๆ ของผมก็ไม่ได้ดูยากมากมายอะไร เพียงแต่มีการทดลองอะไรลงไปในหนังบ้าง แต่ก็ยังดูรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) ก็เลยแทบไม่ต้องปรับตัวอะไร
เรื่องนี้จะมีการทดลองอะไรลงไปในหนังบ้างไหม
ยังคงมีอยู่ แต่ไม่ได้เป็นในเรื่องฟอร์แมตของหนัง จะเป็นเรื่องของการทำงานกับนักแสดงมากกว่า เพราะหนังเรื่องนี้ผมวางไว้เป็นหนังรักที่ถ่ายทำแบบสารคดี คนดูน่าจะไม่เคยเห็นการแสดงของซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ในแบบนี้ หรือแม้กระทั่งการแสดงของ ใหม่-ดาวิกา ผมจับเธอมาเล่นในโหมดที่อยากได้ มีการพูดแบบลองเทค พูดแบบไหลไปเรื่อย หรือพูดสวนกันไปมากับซันนี่ เธอก็ทำให้เราทึ่งมากเพราะเธอมีความสามารถนี้อยู่ แต่ยังไม่มีใครเอามาใช้ ที่สำคัญคือเรื่องนี้ผมไม่ได้ถ่ายทำอะไรที่หวือหวา หรือถ่ายภาพกลับหัวอะไรเลย (หัวเราะ)
...
ต้องมีคนแซวแน่ๆ ว่าเต๋อ-นวพลกำลังเข้าสู่ระบบของการทำหนังแมส
ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการเข้าถึงคนดูมากกว่า หนังจะไม่มีทางเป็นกลุ่มใหญ่ได้เลย ถ้าเราเข้าถึงคนดูได้แค่ 15 หรือ 20 คน ผมอาจจะทำงานที่ค่อนข้างสุดโต่ง เอาทวิตเตอร์มาทำ Mary is Happy, Mary is Happy ก็จริง แต่งานที่เน้นเรื่องราว เน้นการสื่อสารกับคนดูผมก็ทำ เช่น มิวสิกวิดีโอเพลง “นักเลงคีย์บอร์ด” ของแสตมป์ (อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข) ผมก็ทำ ถ้าจะมีการปรับตัวก็คงเป็นแค่เรื่องของการทำแต่ละฉากให้สื่อสารกับคนดูมากขึ้น แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่มานั่งพูดกับตัวเองว่า หูย! นี่เป็นการปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่เหลือเกินนะ
ความสำเร็จที่ผ่านมาของ GTH ทำให้ใครๆ ก็มองว่าหนังจากค่ายนี้เป็นแพทเทิร์นเดียวกันหมด
เรื่องนี้ก็พูดยาก เพราะเท่าที่รู้จักพี่ๆ ใน GTH ผมเห็นว่าผู้กำกับคนนั้นเขาก็เป็นแบบหนังเรื่องนั้น ผมไม่เคยรู้สึกว่าเขากำลังทำหนังให้แมสขึ้น เข้าถึงคนดูมากขึ้น อย่างพี่เมษ-ธราธร เขาก็เป็นคนแบบ ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ อยู่แล้ว เขาก็ทำหนังแบบนั้น พี่โต้ง (บรรจง ปิสัญธนะกูล) ก็เป็นคนแบบ พี่มาก...พระโขนง เขาก็ทำหนังแบบนั้น เพียงแต่ว่าแต่ละคนมีรสนิยมใกล้เคียงกัน ผมก็มีรสนิยมของผมเอง หนังของผมก็คงออกมาไม่เหมือน
คิดอย่างไรที่เราเห็นๆ กันว่า หนังไทยถ้าไม่มีโลโก้ GTH ปะหัว มักจะล้มเหลวทางด้านรายได้กันหมด
หนังของผมอาจจะเจ๊งก็ได้ (หัวเราะ) เป็นเรื่องที่ตอบยาก เพราะผมเองก็ไม่เคยทำงานกับสตูดิโออื่น และการเป็น GTH ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าหนังจะประสบความสำเร็จเสมอไป ดีไม่ดีหนังของผมอาจจะกลายเป็นหนังที่ทำรายได้น้อยที่สุดของ GTH ก็ได้ แต่ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้า ทีมงานของ GTH เขี้ยวมากกว่าจะปล่อยให้ผ่านได้แต่ละฉาก แต่ข้อดี คือ ความยากที่เกิดขึ้นเป็นไปตามหลักการของภาพยนตร์ เขาไม่เคยมาสั่งให้ผมทำหนังแมส แต่ถ้าผมจะถ่ายหนังแบบนี้ มีเสียง Voice Over ของตัวละคร ภาพแค่นี้ยังสื่อสารไม่พอ ต้องทำเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งเป็นความเคร่งครัดของการทำภาพยนตร์แต่ทำเพื่อให้คนดูเข้าใจ
หนังที่ใครๆ ก็ว่าห่วยแตก สำหรับคุณคิดว่ายังมีความสำคัญอะไรกับโลกนี้อยู่
หนังที่แย่สำหรับคนคนหนึ่ง อาจจะดีสำหรับอีกคนก็ได้ เหมือนเวลาเราเปิดเจอรายการตลกโปกฮาในทีวี เราก็แบบทำไมมันตลกโฉ่งฉ่างแบบนี้ แต่วันหนึ่งเรากลับบ้านมาด้วยอาการเหนื่อย เครียด พอได้นั่งดูรายการตลกที่ว่านี้ใหม่ เรากลับฮา เรากลับชอบ แบบว่าตอนนี้กูไม่ต้องการสาระอะไรทั้งนั้นแล้ว (หัวเราะ) สำหรับผมหนังดีหรือไม่ดี มันเลื่อนไหลไปได้ตามเวลาและสถานที่
อะไรคือปัญหาที่หนังอินดี้ยังถูกมองข้ามอยู่บ่อยๆ
คงเป็นความเชื่อเก่าๆ ผิดๆ ที่ฝังมานาน แต่ตอนนี้ทุกอย่างค่อยๆ ดีขึ้นมาก มีคนไปดู Boyhood ดู Birdman หรือ Whiplash กันเยอะ แค่ไม่ได้เป็นปริมาณที่เราร้องโอ้โห! เท่านั้น เราเห็นว่าดีขึ้นเพราะเราเป็นคนที่อยู่ในสภาพของหนังอินดี้เมื่อสิบปีก่อน เรารู้ว่าตอนนั้นบรรยากาศรอบข้างของหนังอินดี้เป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้คนดูเปิดใจมากขึ้น มีโรงภาพยนตร์ที่ฉายหนังนอกกระแสมากขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนกว่าจะได้ดูหนังอินดี้ก็ต้องรอดูจากเทศกาลภาพยนตร์ที่เขาจัดขึ้นมาเท่านั้น
มีวิธีช่วยให้วงการหนังอินดี้เติบโตขึ้นได้เร็วขึ้นบ้างไหม
คงต้องลบภาพให้ได้ก่อนว่าหนังอินดี้ดูยาก สมัยก่อนคนอาจจะไปดูหนังของนักศึกษา หรือหนังทดลองเสียเยอะ ซึ่งหนังพวกนี้มีการลองผิดลองถูก แล้วก็ไปจำว่าหนังอินดี้คือแบบนี้ ตอนที่ผมทำเรื่อง 36 ผมก็คิดว่าตัวเองกำลังทำหนังเรื่องหนึ่ง ไม่ได้คิดว่าเป็นหนังนอกกระแส คุณสมบัติในการทำหนังสมมุติว่ามี 5 ข้อ ผมก็ทำตามนี้ คุณว่างก็มาดูกัน ไม่ว่างก็ไม่เป็นไร ดูแล้วไม่ชอบก็ไม่เป็นไร ด่าผมได้ (หัวเราะ) เวลาดูหนังอินดี้คนมักจะกลัวถ้าบอกว่าไม่ชอบหรือดูไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวเขาจะหาว่าโง่ แต่ถ้าผมดูหนังแล้วไม่ชอบก็บอกเลยว่าไม่ชอบ ไม่กลัวว่าใครจะบอกว่าไม่เท่
...
ถ้าหนังเรื่องนี้เกิดได้ร้อยล้านขึ้นมา คุณจะกลับไปทำหนังอินดี้อีกหรือเปล่า
ต่อให้ไม่ได้ร้อยล้านผมก็ยังทำงานแบบนี้ของตัวเองอยู่ ใช่ว่าถ้าประสบความสำเร็จฉันจะไม่ทำหนังอินดี้แล้ว เพราะจบงานนี้ผมมีโปรเจกต์ทำหนังสั้นให้กับประเทศสิงคโปร์ และยังมีงานเล็กๆ น้อยๆ ที่เรามีความสุขกับมันรออยู่ ส่วนหนังยาวยังไม่แน่ใจ เพราะบางเรื่องมันก็เหมาะไปอยู่ในหนังสเกลเล็กๆ แบบ 36 แต่ถ้า GTH อยากให้ผมทำงานด้วยต่อไป ผมก็ทำนะ (หัวเราะ)
ที่มา : GQ Thailand