วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2558 เวียนมาบรรจบครบปีอีกครั้ง แม้ว่ามันจะไม่ใช่วันสำคัญโดยตรงกับครอบครัว แต่เชื่อแน่ว่า ใครหลายคนก็คงกำลังคิดวางแผนพาคุณแม่เที่ยว หรือเตรียมของขวัญเซอร์ไพรส์เล็กๆ น้อยๆ ให้คุณแม่กันอยู่ บ่อยครั้งที่ในวันแม่เรามักจะได้ยินความรู้สึกในใจของลูกๆ ถึงคุณแม่เสมอๆ ว่า เขารักท่านมากเพียงใด ความรักที่ให้ท่านนั้นไม่สามารถนับได้ หรือหาสิ่งใดมาทดแทนได้ หากแต่วันนี้เราจะมาแสดงความรักในด้านที่คุณแม่มีให้กับลูกๆ กันบ้าง ในมุมมองคุณแม่นักเต้นยังสาว 'ต้อย-วัลลภา ปัจฉิมสวัสดิ์' ที่ท่านบอกว่า … ลูกๆ คือที่สุดในชีวิต ! 

นอกจากเธอจะเป็นเจ้าของสถาบันบางกอกแดนซ์ และเป็นประธานมูลนิธิเพื่อศิลปะการเต้นอย่างที่เราคุ้นเคยกันแล้ว ในอีกบทบาทหนึ่งของเธอ เธอยังทำหน้าที่เป็นคุณแม่ที่คอยให้คำแนะนำ และซัพพอร์ตลูกๆ อยู่ข้างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ตลอดจนพาพวกเขาถึงฝั่งฝันคว้ารางวัลระดับโลกจากการเต้นมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน เธอผู้ที่มีความมุ่งมั่น คิดบวกกับทุกเรื่อง และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกๆ เสมอมา ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสยกหูคุยกับเธอแบบเปิดอก ล้วงลึกความรู้สึก-ความคิดเธอในมุมมองต่างๆ ของการเป็นคุณแม่ แล้วเรื่องราวความประทับใจต่างๆ ก็ได้เริ่มต้นแบบที่ซึ้งกินใจสุดๆ 

...

พาร์ต 1 : ส่งต่อความรู้สึกจากใจแม่...!

ความสนิทซี้ปึ้ก ผูกพันกันมากน้อยขนาดไหน ?

จริงๆ ตอบยากเหมือนกันเนอะ ความสนิทซี้กันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราอยู่ด้วยกันนานแค่ไหน หรือใช้เวลาเยอะแค่ไหน แต่ทว่ามันมาจากลูกๆ ไว้ใจในการที่จะเล่าเรื่องต่างๆ ของพวกเขาให้เราฟังได้มากแค่ไหนมากกว่า ซึ่งพวกเขาก็เล่าให้เราฟังหลายเรื่องนะ เยอะเหมือนกัน มีอะไรก็แชร์กันตลอด แล้วก็ตอนเด็กๆ ช่วงที่พวกเขาวัยรุ่น กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก็อาจจะมีทะเลาะกันบ้างตามประสา แต่ตอนนี้พอพ้นวัยรุ่นกันมาหมดแล้ว เรา 3 คน ก็เริ่มที่จะจูนติดเข้าหากันมากขึ้น

ทำไมถึงตั้งชื่อคนโตว่า 'หลอดไฟ' ล่ะ ?

(หัวเราะ) คนโตชื่อหลอดไฟ-นวินดา ปัจฉิมสวัสดิ์ อายุ 25 ปีนี้ จริงๆ แล้ว ชื่อนี้เริ่มต้นมาจากตอนนั้นเราท้องแก่มาก ประมาณ 6-7 เดือน แต่ก็ยังคิดชื่อลูกไม่ออก ตัดสินใจไม่ได้สักที อยู่มาวันหนึ่ง พอเราล้มตัวลงจะนอนแล้ว เราก็เห็นหลอดไฟอยู่บนเพดาน เราก็เลยคลิกเลยงั้นใช้ชื่อนี้ละกัน ชื่อหลอดไฟจะเป็นแสงสว่างให้กับตัวเขาเอง และครอบครัวต่อไป พอทีนี้น้องสาวเกิดมาก็เลยให้ชื่อนีออนตาม เป็นไฟต์บังคับเลย

วิธีแสดงความรักระหว่างคุณแม่กับลูกๆ ?

ก็จะเป็นการกอด การหอม อันนี้ทำทุกวันอยู่แล้ว เพราะเราเองก็เป็นคนชอบกอดด้วย แล้วก็ได้รับวัฒนธรรมการกอดอะไรแบบนี้มาจากคุณแม่อีกที (คุณยายของหลานๆ) คือมันได้แสดงอะไรแบบนี้อยู่ตลอดเวลา ถ้านอกจากการกอด-หอม ก็จะเป็นการให้คำแนะนำ การให้คำปลอบใจพวกเขาในช่วงที่พวกเขาต้องการเรา เด็กๆ อาจจะไปเจอเรื่องที่เขาเสียใจ หรือกระทบจิตใจเขา ของแบบนี้คือเราต้องอยู่กับเขาตลอด ทำหน้าที่เป็นทั้งคุณแม่ และเพื่อนคู่คิดให้กับเขา เราต้องอยู่ในช่วงที่สำคัญที่เขาต้องการ … อันนี้คือหน้าที่คุณแม่เลย

พูดให้กำลังใจลูกๆ ยังไงบ้าง ตอนที่เขารู้สึกท้อ เสียใจ ไม่ว่าจากเรื่องเรียนก็ดี หรือเรื่องเต้นก็ดี ?

เราอาจจะเป็นคุณแม่ที่เป็นคุณครูด้วย ก็เลยไม่ค่อยจะชมลูกสักเท่าไร แต่ว่าจะให้เหตุผลที่ถูกต้องกับเขาตอนที่กำลังเสียใจ หรือกำลังท้อมากกว่า ให้เขามองภาพในแง่บวกเสมอ อย่างเช่น การพลิกวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสไปเลย


คุณแม่เป็น บิ๊กบอสที่ออฟฟิศ และเป็นคุณครูสอนเต้น แบบนี้มีการตั้งกฎกับลูกๆ มากน้อยแค่ไหน ?

...

(หัวเราะ) มีนะ แต่ไม่มาก … มีกฎอยู่ 2 แบบที่ลูกๆ ต้องปฏิบัติตาม คือ 1. กฎตามร่างกาย คือห้ามเจาะ และห้ามสัก อย่างเจาะหู เราเป็นคนพาพวกเขาไปเจาะเอง เพราะเรามองว่ามันเป็นเรื่องปกติ โอเคถ้า 1-2 รู ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นรูที่ 3 ที่ 4 อันนี้คุณแม่ห้ามเลย ขอไว้เลย แล้วก็ 2. กฎเรื่องของที่บ้าน คือการพาเพื่อนมาที่บ้าน ถ้าเพื่อนเป็นผู้ชาย ห้ามพาขึ้นเกินโซนชั้นล่างเลย เพราะว่าโซนชั้น 2-3 คือห้องส่วนตัว โซนห้องนอน เด็กวัยรุ่นสมัยนี้เขาไม่ค่อยถือ เดี๋ยวก็ไปคุ้ยอะไรกันเต็มห้องนอนแบบนี้ เราก็เลยบอกว่าไม่ได้ เราไม่โอเคนะ อีกอย่างเรามีลูกสาวถึงจะอยู่ในบ้านตัวเองก็เถอะ แต่ใครก็อาจจะมองไม่ดีได้ เราโอเคพาเพื่อนๆ ผู้หญิงขึ้นไปเป็นกลุ่มได้ แต่ถ้าผู้ชายนี่ห้ามขึ้นเลย ถ้าจะคุยลงมาคุยกันข้างล่าง มันเป็นกฎเล็กๆ น้อยๆ ที่เรายังยึดกับสมัยเก่าอยู่

เป็นคุณแม่ที่ดุลูกๆ บ่อยไหม ส่วนมากจะเป็นเรื่องอะไร ?

พวกเขาไม่ค่อยที่จะทำผิดกันเท่าไหร่นะ จะเป็นนานๆ ที แต่ก็มีอยู่ครั้งหนึ่ง คือ น้องคนเล็กไปโรงเรียนสาย เราก็บอกเขาว่า ไปสายได้ต้องไม่เกินกี่วันๆ ถ้ายังสายอยู่ หรือเลยกำหนดที่เราตกลงกันไว้ คุณแม่จะไม่อนุญาตให้ไปเที่ยว ไม่ให้เจอเพื่อน 1-2 อาทิตย์ก็ว่ากันไป เป็นมาตรการคุมเข้มเลย วิธีการทำโทษลูกๆ ของเราจะเป็นการติ และการบอกกล่าวเขามากกว่า จะไม่ได้เป็นในรูปแบบของการตี หรือดุด่าอะไรเขาแรงๆ มันจะเป็นการทำโทษอีกแบบหนึ่งเลย

...

คุณแม่คิดว่าตัวเองเป็นคนยังไง และลูกๆ มองคุณแม่เป็นคนแบบไหน ?

เราคิดว่าตัวเองเป็นคนที่เปิดกว้างพอสมควรนะ แล้วก็ชอบทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น กรอบที่เราตีให้ลูกๆ มันค่อนข้างกว้าง อย่างการเลือกเรียน การเลือกที่จะมีแฟน หรืออะไรก็ตามแต่ เราจะไม่เข้าไปเกี่ยวกับเขาเลย ปล่อยให้เขาเป็นคนตัดสินใจเอง นั่นเพราะเราเชื่ออยู่เสมอว่า ไม่ว่าเราจะตัดสินใจอะไรก็ตาม เราจะต้องอยู่กับสิ่งๆ นั้นตลอด และเราไม่ได้เป็นคนที่อยู่กับพวกเขาไปตลอด ฉะนั้นเราจะให้เขาเลือกเรียนอะไรก็ตามที่ตัวเขาเองชอบ อย่างลูกคนโตชอบเรียนเต้น เราก็จะคอยสนับสนุนเขา และเขาจะทำสิ่งนั้นออกมาได้ดีที่สุด เราไปปิดกั้นเขาไม่ได้ในสิ่งที่เขาชอบ และมันไม่ควรจะเป็นแบบนั้น เขาจะอยู่กับสิ่งนั้นที่เขาเลือกไปเรื่อยๆ จนแก่ เขาจะสัมผัสได้เองว่ามันดี หรือไม่ดี เขาชอบมันจริงๆ รึเปล่า เราทำหน้าที่ได้แค่คอยสนับสนุน และบอกเขาอยู่เสมอว่า ถ้าทางที่เขาเลือกจะมีสิ่งแวดล้อมอะไรเกิดขึ้นบ้าง

ความภูมิใจกับลูกคนโตที่เดินตามรอยเรา ชอบการเต้นเหมือนๆ กับเรา ?

...

ทุกคนคิดว่าเราภูมิใจแบบนั้น ที่เขาเป็นลูกไม้หล่นใต้ต้น แต่จริงๆ แล้วที่เรารู้สึกดีใจ และภูมิใจก็คือ เขาได้อยู่ใกล้กับศิลปะ และได้อยู่กับสิ่งที่เขารัก เขารักการเต้นเองโดยที่เราไม่ได้บังคับ อีกทั้งพอเขาจบแล้วก็ไปได้ดีมากในเส้นทางสายนั้นของเขา แต่เขาเลือกที่จะกลับมาที่บ้านเรา ที่ประเทศไทย ซึ่งวงการด้านนี้ในไทยอาจจะยังเล็ก เขาก็เลือกที่จะกลับมาเพื่อแบ่งปัน เผยแพร่ มาทำให้วงการนี้มันโตขึ้นกว่าเดิม อันนี้คือสิ่งที่เราภูมิใจในตัวเขามากที่สุด

คิดว่าตอนนี้เป็นคุณแม่ที่สมบูรณ์แบบแล้วรึยัง ?

ไม่นะ ไม่เลย มันไม่มีทางจะมีคำว่าสมบูรณ์แบบได้ เพราะว่าลูกเราโตขึ้นเรื่อยๆ เราก็ต้องมีการเปลี่ยนแผนไปเรื่อยๆ มันเหมือนศิลปะที่เราจะต้องสับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และทำให้ถูกต้องกับสถานการณ์มากกว่า อย่างตอนที่เขาซ้อมหนัก เรารู้สึกอย่างไรในฐานะคนเป็นแม่ แน่นอนว่าเราเป็นห่วงเขาโดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ แต่ทว่าเราจะไปพูดให้เขาซ้อมน้อยลง มันเป็นไปไม่ได้ เราก็มีหน้าที่ทำได้แค่มองดูเขาอยู่ห่างๆ แล้วก็พร้อมที่จะกระโดดเข้าไปช่วย และซัพพอร์ตเขา ไม่ว่าจะในแง่ของปฏิบัติ หรือจิตใจก็ตาม เราไม่มีทางที่จะเป็นคุณแม่ได้สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ เราทำได้แค่คอยดูแลเขาไปเรื่อยๆ แบบนี้ล่ะ

ลูกๆ เริ่มโตกันหมดแล้ว ยังมีอะไรเป็นห่วงลูกๆ อยู่บ้างไหม ?

ก็เป็นห่วงต่อๆ ไป เป็นห่วงอยู่ตลอด ตั้งแต่เป็นเด็กเราก็ห่วงเรื่องสุขภาพ พอโตขึ้นเป็นวัยรุ่นเราก็ห่วงเรื่องเรียน เรื่องเพศตรงข้าม พอโตขึ้นมาอีกหน่อยคราวนี้ก็เป็นห่วงเรื่องอนาคต การทำงาน จนถึงตอนนี้โตแล้วก็ยังห่วงเรื่องเพศตรงข้าม มันไม่มีคำว่า 'ไม่เป็นห่วงอีกตลอดชีวิต' เราคงห่วงเขาไปเรื่อยๆ จนเราแก่ แม้กระทั่งเขาสร้างครอบครัวแล้ว เราก็ยังเป็นห่วงเขาอยู่ดี เพราะเขาคือลูกของเรา แต่ว่าเราโชคดีนะที่ลูกทั้ง 2 คน ไม่ถึงกับดื้อมาก ปัญหามีก็ค่อยๆ แก้กันไปทีละเปลาะ

สอนลูกในการใช้ชีวิตข้างนอกบ้านยังไงบ้าง ?

ก็จะบอกเขาว่า โลกสมัยนี้เป็นอะไรที่น่ากลัวมาก เทคโนโลยีมันก็ไปเร็วมากเช่นกัน เราไม่มีทางให้ความรู้ทั้งหมดกับลูกๆ ได้ แต่เราจะสอนให้เขาคิดเป็นมากกว่า ทุกๆ ครั้งที่เจอปัญหา ทุกๆ ครั้งที่ต้องตัดสินใจ สิ่งที่จะช่วยเราได้มากที่สุดก็คือ ความคิดที่ถูกต้อง ทัศนคติที่ถูกต้อง และเหตุผลที่เราต้องนำเอามาพิจารณาประกอบ เราทำได้-แนะนำได้แค่นั้นในจุดนี้ พูดแล้วมันอาจฟังดูเหมือนง่าย แต่สำหรับลูกๆ ไม่ใช่ว่าจะง่าย เราได้แต่หวังว่าในทุกๆ เหตุการณ์ที่เข้ามากระทบกับพวกเขา เรื่องต่างๆ ที่เขากำลังเผชิญ หรือเมื่อไหร่ที่เขาเดินไป สะดุดหินล้ม พวกเขาจะต้องลุกขึ้นมาเองได้ ด้วยการใช้ความคิดที่ถูกต้อง ทัศนคติคิดบวกกับเหตุการณ์นั้นๆ

พาร์ต 2 : เชื่อมความอบอุ่นในหัวใจ...!

วันแม่ปีนี้ แม่-ลูกวางแพลนไปเที่ยวไหนกันบ้าง ?

สำหรับลูกคนโตที่อยู่ที่เมืองไทย เรามีแพลนจะพาคุณแม่ (คุณยาย) ไปทานข้าวด้วยกัน คือมันเป็นประเพณีของบ้านเราอยู่แล้ว อย่างวันสงกรานต์ เราก็ต้องรดน้ำคุณแม่ (คุณยาย) ให้ลูกรดน้ำคุณแม่ รดน้ำคุณยายตลอด แล้วก็จะเป็นการทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาด้วยกัน มันคงไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าการใช้เวลาอยู่ด้วยกันแล้วล่ะ

ของขวัญสุดเซอร์ไพรส์จากลูกๆ ?

ส่วนใหญ่เขาจะให้เป็นการ์ดทำด้วยมือนะ ไม่ได้ไปหาซื้อของขวัญอะไรที่มีมูลค่าราคาสูง เขาจะเป็นเด็กที่ชอบทำอะไรพวกนี้เอง เพราะเขารู้สึกว่ามันมีค่ามากกว่าการซื้อของขวัญให้กัน มันเป็นความตั้งใจของเขาที่จะทำให้เรา แล้วเขียนสิ่งที่เขาคิด-รู้สึกลงไปในนั้น

รู้สึกภูมิใจอะไรในตัวลูกๆ บ้าง ?

ลูกแต่ละคนมีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน แต่ที่เราภูมิใจมากที่สุดก็คือ การที่เห็นเด็กผู้หญิงทั้งคู่เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ไม่ทำภาระ ไม่เป็นภาระให้กับคุณพ่อคุณแม่ ให้กับสังคม และกับประเทศ ไม่ใช่ว่าการเลี้ยงลูกคนหนึ่งให้โตขึ้นมาเป็นคนดีจะง่ายนะ มันไม่ง่ายเลย เราเลี้ยงพวกเขามาโดยที่เรามองภาพใหญ่ คืออยากให้เขาเป็นคนดีในสังคมก็เพียงพอแล้ว ซึ่งไม่ใช่มองแค่เป็นลูกที่ดีของบ้านเท่านั้น แต่ต่อไปเขาต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ดีด้วย

ตอนนี้ยังคาดหวังอะไรในตัวลูกๆ แต่ละคนอยู่ไหม ?

สำหรับลูกคนโตไม่คาดหวังอะไรแล้วนะ เพราะเขาโตแล้ว นั่นคือชีวิตเขา ซึ่งเราจะไม่เข้าไปก้าวก่าย เขาทำได้จนมาถึงจุดนี้ก็พอแล้ว เราภูมิใจในตัวเขามากแล้ว เราก็ได้แต่หวัง และอวยพรให้เขาเจอแต่สิ่งดีๆ ในอนาคต ได้ทำในสิ่งที่เขารัก ได้งานที่ดี ได้เพื่อนที่ดี … ส่วนลูกคนเล็ก เราคาดหวังอย่างเดียวตอนนี้ก็คือ ขอให้เรียนจบ ที่เหลือเราไม่ได้คิดว่าเขาจะต้องทำงานอะไร แล้วแต่ความชอบของเขาเลย

สุดท้าย คำจำกัดความนิยามความเป็นแม่ … ?!

ความเป็นแม่คือ 'ผู้ให้' ในฐานะที่เราเป็นแม่คน และเป็นลูกของคุณยายด้วย คุณยายมักพูดอยู่เสมอว่า ความรักมันเหมือนสายน้ำ มันจะวนลงล่างตลอด-ไม่มีวันทวนขึ้น เราได้รับสิ่งดีๆ ได้รับการดูแลที่ดี ได้รับการสั่งสอนที่ดีจากคุณยาย ความปรารถนาดีนั้นๆ ทั้งหมด เราก็ส่งต่อให้หลานๆ นั่นก็คือลูกๆ เรา มันก็เหมือนน้ำไหลลง แต่แน่นอนมันไม่หมายถึง เราไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ กลับให้คุณยายได้ เราเองรักคุณแม่มากเหมือนกัน และหวังว่าสิ่งที่เราทำทั้งหมด ทั้งการพูด การปฏิบัติตัว น้ำเสียงที่ใช้ต่างๆ ทุกอย่างที่ทำให้คุณยาย ต่อไปลูกๆ จะเห็นและนำไปใช้กับลูกๆ ของพวกเขาเองเหมือนกัน เหมือนเป็นสายน้ำที่ไหลไปเรื่อยๆ พวกเขาเป็นลูกที่ดีของเรา แล้วก็จะเป็นคุณแม่ที่ดีในอนาคตกับลูกๆ ของเขาต่อไปเช่นกัน มันคือการให้ที่ไม่มีวันจบ เราได้รับมาอย่างไรก็ส่งต่อให้มันดีที่สุด และอาจจะดีขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกันลูกๆ ก็ได้รับสิ่งที่ดี แล้วก็ส่งต่อไปอีกกันเป็นทอดๆ…