ความสำเร็จของลูกทุกคน ย่อมมีเงาของแม่อยู่เบื้องหลังเสมอ เหมือนอย่าง 3 คู่แม่ลูกคนดัง ที่มีความรักความผูกพันกันมาแต่อ้อนแต่ออก และสนิทสนมใกล้ชิดกัน จนกลายเป็นแม่ลูกปาท่องโก๋ ที่ถอดแบบนิสัยใจคอและบุคลิกกันมาจนยากจะแยกออกได้ ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ ขอพาไปรู้จักกับหลากรูปแบบของคู่แม่ลูกคนดังแถวหน้าของเมืองไทย ที่มีสีสันน่าสนใจแตกต่างกันไป

นำขบวนโดย คู่แม่ลูกสุภาพสตรีสุดเนี้ยบ “คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา” และ “ดาว-พอฤทัย ณรงค์เดช” มีสไตล์การเลี้ยงลูกแบบตระกูลผู้ดีเก่า จะเฮี้ยบจัด และเน้นความเป็นระเบียบ เพื่อฟูมฟักให้เติบโตเป็นสุภาพสตรีไทยแท้ๆ

ลูกสาวคนเก่งเล่าว่า “คุณแม่ค่อนข้างเฮี้ยบ และเจ้าระเบียบค่ะ แถมคุณแม่เสียงดังเลยยิ่งเหมือนดุ เพื่อนๆจะเกรงใจ ต่างจากตอนเลี้ยงหลานมาก เพราะกับหลานท่านจะตามใจ ดาวบอกลูกๆตลอดเลยว่า สมัยแม่ทำไม่ได้อย่างนี้หรอก เช่น ถ้าจะไปไหนคุณแม่จะบอกเลยว่า จะไปกินข้าวร้านนี้ รีบไปแต่งตัวซะ คือไม่เปิดโอกาสให้ถามความเห็น”

ด้านคุณแม่ยืนกรานว่า “อาจจะดูเข้มงวด แต่เราเลี้ยงลูกให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนนะคะ โดยเฉพาะการไหว้ผู้ใหญ่ ให้มีสัมมาคารวะ ลูกน้องพ่อก็ต้องไหว้ ฝึกให้เขาเป็นคนมือไม้อ่อนและไม่ถือตัว อย่างเวลาจะให้ไปไหว้ผู้ใหญ่ ต้องเดินเข้าไปกราบใกล้ๆ สอนกันจนติดเป็นนิสัย ที่จริงแม่ไม่ดุนะ แต่เสียงดังมากกว่า คนเลยว่าดุ ถ้าเวลาใจดี ลูกขออะไรก็ให้หมด”

...

ด้วยความที่สนิทสนมกับคุณแม่มาก ทำให้ถอดแบบกันมาจนกลายเป็นแม่ลูกคู่เหมือนทุกกระเบียดนิ้ว โดย “คุณดาว” บอกเล่าว่า “โคลนนิ่งแม่มาเลย น่าจะได้มาหลายอย่าง เช่น เรื่องการแต่งตัว คุณแม่แต่งตัวดีมาก แล้วจะคอยสอนให้แต่งตัวถูกกาลเทศะ ดังนั้น เวลาไปช็อปปิ้ง สามารถเลือกชุดแทนกันได้ ส่วนความชอบด้านการร้องเพลง เราเป็นครอบครัวบันเทิงมาก คุณพ่อเป็นตำรวจที่มีสายเลือดบันเทิงในตัว เป็นนักแต่งเพลง นักพูด นักร้อง ทำหลายอย่าง คุณแม่เองก็ชอบร้องเพลง จะร้องคารา-โอเกะกับเพื่อนๆ เวลาไปไหนก็มักจะเปิดเพลงร้องกันในรถ อย่างเพลงในภาพยนตร์เรื่อง “เดอะ ซาวด์ ออฟ มิวสิค” มนตร์รักเพลงสวรรค์ เราร้องกันมาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่ซื้อหนังให้ดูตั้งแต่เด็ก เราก็ดูแล้วดูอีกและประทับใจมาก ละครเรื่องนี้ทำให้ดาวอยากเรียนเปียโน และกลายเป็นมือเปียโนของโรงเรียนมาตลอด ความชอบคงฝังอยู่ในใจ พอมีโอกาสเลยอยากทำละครเวทีเรื่องนี้ ติดต่อจนได้ลิขสิทธิ์ และเตรียมนำมาถ่ายทอดให้คนไทยได้ชม ที่เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ วันที่ 2-26 เม.ย.นี้”

“คุณหญิงกอแก้ว” เล่าเสริมอย่างออกรสว่า “ดาวได้จากแม่เกือบทุกอย่าง ทั้งนิสัยไม่ชอบเที่ยวกลางคืน และนิสัยชอบทำบุญ ยกเว้นเรื่องที่ดาวทำอาหารอร่อย อันนี้ไม่เหมือนแม่ น่าจะได้มาจากคุณยาย เพราะพี่น้องคุณยายทำกับข้าวอร่อยมาก”

ด้านคู่แม่ลูกเรือด่วนเจ้าพระยา “สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม” กับทายาทสาวคนขยัน “ปิ๋ม-ณัฐปรี พิชัยรณรงค์สงคราม” เป็นแม่ลูกที่มีวัยห่างกันมาก แต่กลับไร้ช่องว่างระหว่างกันอย่างสิ้นเชิง

“คุณปิ๋ม” บอกเล่าว่า “ไม่เลยนะคะ ปิ๋มสนิทกับคุณแม่มาก เพราะเป็นลูกคนเดียว แม้ปิ๋มจะไปเรียนโรงเรียนประจำที่เมืองนอก เราก็ติดต่อโทรศัพท์หากันอยู่ตลอด แม่อยากให้ปิ๋มไปเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์ เพราะคุณแม่เป็นศิษย์เก่าที่นั่น เลยส่งปิ๋มไปชิมลางตอนซัมเมอร์ ปิ๋มชอบ เลยขอเรียนไฮสคูลที่นั่น จนเข้ามหา-วิทยาลัยและมาจบปริญญาโทที่อเมริกา ตอนนี้ทำงานแล้วยังตัวติดกันกับคุณแม่อยู่เลยค่ะ”

ด้านคุณแม่เปิดใจว่า “จริงๆ แล้วเราแทบจะไม่ห่างกันเลย ตอนน้องปิ๋มไปเรียนต่างประเทศ แม่ก็จะหาเวลาบินไปเยี่ยมตลอด ปิดเทอมเขาก็บินกลับมาบ้าน โชคดีที่เขาเป็นเด็กน่ารัก ร่าเริง เลี้ยงง่าย ตั้งใจเรียน เลยไม่หนักใจ แม่จะให้อิสระลูกในการตัดสินใจเต็มที่ อย่างตอนเด็กๆ เขาอยากทำกิจกรรมอะไรก็จะไม่ห้าม ให้เขาได้ลองทำ แม่จะไม่ใช้สไตล์ที่มานั่งสอนอะไรจริงจัง จะให้เขาได้เรียนรู้ด้วยตัวเองมากกว่า”

ถ้าถามว่า ลูกสาวคนสวยได้แบบ อย่างอะไรจากคุณแม่บ้าง ก็จะได้รับคำตอบน่าทึ่งว่า “เรื่องขยันทำงานได้เต็มๆจากคุณแม่ เพราะปิ๋มได้เห็นคุณแม่ทำงานหนักมาตั้งแต่เด็กๆ ทั้งทำเรือด่วน แล้วต่อยอดมาทำร้านอาหาร และโรงแรม ตอนนี้มาทำโครงการท่ามหาราช แม่เป็นแบบอย่างของผู้หญิงทำงานเก่ง จะเป็นคนที่มีไอเดียใหม่ๆมาพัฒนาบุคลากรและองค์กรอยู่เสมอ ตอนที่ปิ๋มทำงานทีแรก แม่ก็ปล่อยให้ไปลองทำงานนอกบ้าน ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากที่อื่นก่อน พอจบโทจึงค่อยให้กลับมาช่วยงานที่บ้านจริงจัง”

สำหรับเจ้าแม่เรือด่วน ก็ชื่นชมในความเป็นลูกไม้หล่นใกล้ต้นของลูกสาวคนนี้มาก “เราสองคนแม่ลูกเป็นผู้หญิงชอบทำงานเหมือนกัน เรียนจบปุ๊บก็ทำงานเลย ปิ๋มเป็นคนที่เอาใจใส่กับงานมาก มีอะไรเขาก็จะโทร.มาปรึกษาแม่ตลอด กลับบ้านยังคุยเรื่องงาน เขาเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ดี อย่างโครงการท่ามหาราช ต้องบอกว่าสมัยก่อนไม่ค่อยมีวัยรุ่นเดิน พอเขาเข้ามาทำ และเอาไอเดียเก๋ๆมาเพิ่มเสน่ห์ จนถูกใจคนรุ่นใหม่ ก็ถือว่าสอบผ่านเลย”

...

แม่ลูกคู่นี้เหมือนกันเปี๊ยบหลายอย่าง ทั้งความเป็นผู้หญิงแกร่ง และบ้างาน แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังชอบแต่งตัวสวย และดูแลตัวเองตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า จนเรียกได้ว่าเป็นคู่แม่ลูกสุดเนี้ยบเพอร์เฟกต์ที่สุดคู่หนึ่งของเมืองไทย

แตกต่างอย่างเข้าใจต้องยกให้คู่แม่ลูกล้ำเทรนด์แฟชั่น เจ้า-ของแบรนด์กระเป๋าหนังจระเข้สุดฮิพ “พัชรพิมล ยังประภากร” และ “ฝน-ชวมณฑ์ ปวโรดม”

“คุณแม่พัชรพิมล” บอกเล่าถึงบทบาทความเป็นซิงเกิลมัม ที่ต้องลุยเลี้ยงลูกลำพังถึง 4 คนว่า “ลูกแต่ละคนก็มีสไตล์ต่างกัน ไม่เหมือนกันสักคน เราต้องมีวิธีการดีลลูกต่างกันไป แต่โดยรวมจะไม่บังคับ ให้เขามีเหตุผลเป็นตัวของตัวเอง และจะไม่เลี้ยงประคบประหงม ไม่ทำทุกอย่างให้เขา ตั้งแต่เล็กๆแล้ว เวลาไปเที่ยวกัน จะเอากระเป๋าให้เขาไปแพ็กเอง แล้วก็ใจแข็งส่งลูกไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็กๆ เพราะอยากหัดให้พวกเขาดูแลตัวเอง แม่ไม่ค่อยมีเวลาไปหา แต่ก็จะโทร.คุยกันตลอด จะเลี้ยงลูกแบบเป็นแม่และเพื่อน เวลาลูกๆมีอะไรเขาก็จะโทร.มาเล่าให้ฟัง ทั้งเรื่องเพื่อน เรื่องเรียน เรื่องแฟน อย่างลูกสาวคนโต “ฝน” ตอนอายุ 16 เขาเดินทางคนเดียว แล้วเครื่องบินดีเลย์ ไปไม่ทันไฟลท์ที่นัดให้โรงเรียนมารับ ลูกโทร.มาบอกแม่ตอนตีสอง เราก็ต้องบอกลูกให้แก้ไขสถานการณ์ พูดให้เจ้าหน้าที่ยอมหาเที่ยวบินใหม่ให้ เพราะไม่ใช่ความผิดเรา แล้วหนูยังเด็กจะไม่นอนที่สนามบิน สุดท้ายเขาก็แก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง”

...

ถ้าถามถึงความเหมือนระหว่างแม่ลูกคู่แฟชั่น ลูกสาวคนขยันบอกเล่าว่า “กับคุณแม่จะคุยได้ทุกเรื่องค่ะ ทั้งเรื่องเพื่อน เรื่องแฟชั่น แม่จะเปรี้ยวกว่าฝนหลายเท่า!! ส่วนนิสัยที่เหมือนกันคือ เราชอบทำบุญ ไม่เฉพาะไปทำบุญที่วัดนะคะ ไปเลี้ยงอาหารเด็กอะไรแบบนี้ แล้วเราก็ชอบกินชอบเที่ยวเหมือนกัน คือประเภทลุยไหนลุยกัน พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ยิ่งมาทำงานร่วมกันยิ่งสนิทกัน โดยฝนเข้ามาช่วยแม่ดีไซน์กระเป๋า ตอนเด็กพวกเราได้เห็นแม่เป็นผู้นำ พอโตมาทำงานร่วมกัน เวลาคุยเรื่องงานก็จะใช้เหตุใช้ผล เลยไม่มีปัญหา แม่เป็นผู้หญิงเก่ง ไม่รู้ว่าเขา ทำได้อย่างไร แม่คือฮีโร่ของลูกจริงๆ”.

ทีมข่าวหน้าสตรี