พลังในชีวิตส่วนหนึ่งมาจากการได้ทำงานที่รัก เหมือนอย่างผู้บริหารไฟแรงคนนี้ “วีร์กฤต ว่องวัฒนะสิน” ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการตลาด ของ Motif Group กลุ่มบริษัทนำเข้าเฟอร์นิเจอร์หรู ที่มองความสำเร็จในชีวิต คือ การมีความสุขกับการทำงาน
วีร์กฤต หรือ วิน หนึ่งในผู้บริหารคนเก่งของ Motif Group ลูกชายคนโตของ อภิชาติ ว่องวัฒนะสิน กับ บุญพร้อม ชินพิลาศ เล่าถึงเส้นทางการทำงานที่เป็นความสุขของตัวเองว่า หลังจบปริญญาตรีด้าน Visual Communication ที่ KVB Institute of Tech-nology ประเทศออสเตรเลีย ได้มาทำงานด้านกราฟฟิกดีไซน์ที่บริษัท Prakit FCB ทำอยู่ได้ 2 ปี จึงไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการตลาดที่ Regent's Business School ที่ประเทศอังกฤษ พอเรียนจบก็กลับมาทำงานที่เดิม แต่ย้ายมาทำด้านการตลาดและดูแลงานอีเวนต์ จนกระทั่งมีโอกาสคุยกับพี่โอ๊ค-อัครรัฐ วรรณรัตน์ ที่เขาเริ่มทำธุรกิจนำเข้าเฟอร์นิเจอร์อยู่ปีหนึ่งแล้ว เขาชวนมาหุ้นด้วย เลยได้มาร่วมงานกันตอนบริษัทเข้าปีที่ 2 แล้ว ปัจจุบัน โมทีฟ กรุ๊ป ครบ 11 ปี มีร้านในกลุ่ม 4 แห่งคือ Motif, Fendi Casa, Elements. และ Accent
ในการทำงาน วิน เล่าว่า ต้องรู้จักสินค้าและลูกค้า เพราะการใช้ชีวิตและความชื่นชอบของลูกค้า คือพื้นฐานของการเลือกเฟอร์นิเจอร์ โดยตนจะแนะนำเลยว่า ก่อนเลือกเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน ให้ดูที่ตัวเองก่อนว่ามีไลฟ์สไตล์อย่างไร ชื่นชอบอะไร ชอบออกกำลังกาย, ชอบทำอาหาร, มีเพื่อนมากินข้าวที่บ้านบ่อยไหม แล้วจัดฟังก์ชันตรงตามไลฟ์สไตล์ เช่น ถ้าชอบทำอาหาร ครัวก็ใหญ่หน่อย เป็นต้น
จากประสบการณ์การทำงาน ผู้บริหารหนุ่มวัย 34 ปีคนนี้บอกว่า การทำงานคือการเรียนรู้ นับตั้งแต่วันแรกของการทำงาน จากไม่รู้อะไรเลย ต้องเรียนรู้ทุกอย่างทั้งการขายหน้าร้าน, การจัดร้าน, การเลือกซื้อของ จนทุกวันนี้ก็ยังต้องเรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง แต่การทำงานไม่สามารถทำได้คนเดียว ต้องมีทีมงานที่ดี ซึ่งการบริหารงานของตนจะเลือกคนให้เหมาะกับงาน และให้เขาได้ใช้ศักยภาพที่มีให้เต็มที่ เขาจะได้สนุกและสุขกับการทำงาน
...
“ผมเชื่อในการทำงานเป็นทีม เรามีประสบการณ์ประมาณหนึ่ง แต่ผมก็อยากเห็นมุมมองของคนอื่นบ้าง เพราะเราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง ถ้าเรามีบุคลากรที่ดี ที่เก่ง เราก็น่าจะให้เขาช่วย งานทุกอย่างมีอุปสรรค แต่ผมไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา เมื่อมีปัญหา เราก็ต้องแก้ไข ก็เท่านั้น ถ้าเป็นความสำเร็จในการทำงาน ผมยังถือว่าผมยังมีอีกหลายอย่างที่อยากทำ ขอโตไปและเรียนรู้ไปกับกาลเวลาเรื่อยๆดีกว่า แต่ถ้าชีวิตนี้ประสบความสำเร็จไหม บอกได้เลยครับว่าประสบความสำเร็จแล้ว เพราะการได้มีความสุขกับการทำงาน มีคนคอยช่วยเหลืองาน พนักงานมีความสุขไปกับการทำงานทุกวัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้วครับ ไม่ได้มองเรื่องตัวเลขหรือการขยายสาขาว่ามีเท่าไหร่” ...รู้วิธีทำงานให้มีความสุข ก็ถือว่ามีชัยไปเกินครึ่งแล้ว.