ยูเนสโก หรือองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้มอบรางวัลการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2557 “Award of Merit” รางวัลระดับดี แก่ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ได้ร่วมกับ มูลนิธิไทย–จีน เพื่อการศึกษาและวัฒนธรรม ทำการบูรณะ “เรือนพระยาศรีธรรมาธิราช” เรือนไทยโบราณ สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ตั้งอยู่ย่านรองเมือง ในบริเวณโรงเรียนสีตบุตรบำรุง โดย มร.กวาง โจ คิม ผอ.ยูเนสโก มาเป็นประธานในการมอบรางวัล ที่เรือนพระยาศรีธรรมาธิราช เมื่อเร็วๆนี้
ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผอ.สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กล่าวว่า รางวัลนี้ทางยูเนสโกมอบให้แก่โครงการที่ประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์ หรือบูรณะอาคารและทรัพย์สินต่างๆ ที่มาจากการดำเนินการโดยภาคเอกชน หรือโดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน ซึ่งเป็นรางวัลที่ยูเนสโกจะผลักดันและเป็นแรงบันดาลใจให้ภาคเอกชนและองค์กรต่างๆ ได้หันมาอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมในภูมิภาคให้มากขึ้น โดยเล็งเห็นว่า มรดกวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญสลาย และมรดกวัฒนธรรมเหล่านี้มักอยู่ในความครอบครองของภาคเอกชน เรือนพระยาศรีธรรมาธิราชนั้น อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งมูลนิธิไทย-จีน เพื่อการเรียนและวัฒนธรรม ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสีตบุตรบำรุง ได้ให้การสนับสนุน ร่วมกันบูรณะ ด้วยเทคนิคและวิธีการอนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปะสถาปัตยกรรมของเรือนไทย การได้รับรางวัลนี้คงจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนในสังคมได้ร่วมกันอนุรักษ์ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของชาติเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป
...
สำหรับ “เรือนพระยาศรีธรรมาธิราช” สร้างโดย พระยาศรีธรรมาธิราช (เจิม บุณยรัตพันธุ์) ในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ไม่พบหลักฐานว่าสร้างเมื่อปีใด เรือนหลังนี้มีความสวยงามแปลกตา แตกต่างจากบ้านพักอาศัยของขุนนางโดยทั่วไปในสมัยนั้น โดยเป็นเรือน 2 ชั้น รูปแบบทางสถาปัตยกรรมเป็นแบบตะวันตก รูปทรงอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีห้องต่างๆ เรียงตามยาว มีเฉลียงด้านหน้าอาคาร และมีระเบียงทางเดินด้านหลังอาคารทั้ง 2 ชั้น ภายในมีความโดดเด่น ทั้งงานแกะสลักไม้ โดยเฉพาะราวลูกกรงบันได และจิตรกรรมฝาผนังแบบตะวันตกที่วิจิตรงดงาม ซึ่งเดิมทีเคยใช้เป็นอาคารเรียนของโรงเรียนสีตบุตรบำรุง และมีแผนงานในการรื้อเพื่อสร้างอาคารเรียนสูง 7 ชั้น แต่ด้วยคุณค่าและความงดงามทางสถาปัตยกรรม จึงมีการเปลี่ยนนโยบายมาเป็นการอนุรักษ์อาคารแทนการรื้อถอน ซึ่งทางมูลนิธิไทย-จีน เพื่อการศึกษาและวัฒนธรรม จะให้เป็นอาคารรับรองของมูลนิธิฯต่อไป.