ผู้ชายคนนี้ ผู้ คนในแวดวงนักวิ่งมาราธอนเรียก เขาพี่ตุ้ม ชื่อจริง อนุทิน น้อยศิริ อายุ 51 ปี ถ่ายรูปมาเป็นแสนช็อตต่อปี สะสมประสบการณ์มายาวนาน 10 ปี มีคนถามว่าเก่งไหม เขาบอกว่า ก็ไม่ได้เก่งหรอก

“เราทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ทุกอาทิตย์ อาทิตย์หนึ่งถ่ายราว 2,000-5,000 รูป”

มีปัญหาเฉพาะหน้าให้แก้ไข เรื่องแสง โฟกัส อุปกรณ์ อะไรต่อมิอะไร อยู่ตลอด ประสบการณ์ทำให้เรารู้แทบทุกสนาม อย่างภูเก็ตมาราธอน เราไปหกเจ็ดครั้ง เราก็รู้มุมเลยว่า สนามนี้เราต้องไปอยู่ที่มุมนี้ๆ ทำให้เราปิดจุดบอดได้หมด

พี่ตุ้มเล่าว่า ตอนนี้งานวิ่งอาทิตย์หนึ่งเยอะมาก บางอาทิตย์ชนกันห้างานสิบงาน ยังไงเราก็ไม่สามารถไปเก็บได้หมด ด้วยความที่มีเว็บไซต์ ก็เลือกหนึ่งงานสำหรับตั้งบูธ งานที่เหลือจะส่งช่างภาพไปเก็บภาพ

ในวันที่มีงาน พี่ตุ้มไปงานจัดบูธ (สำหรับจองรูปภาพในงาน) ตั้งแต่ตี 3 เตรียมงานแล้ว ก็ออกไปถ่ายรูปนักวิ่งตอนปล่อยตัว

นักวิ่งวิ่งไปถึงปลายทางแล้วกลับเข้ามาดูรูปเขาในบอร์ด มีโค้ดที่เราติดไว้ สามารถสั่งซื้อได้ตรงนั้น

อีกส่วนหลังงานสามารถดูได้จากเว็บไซต์ เพื่อเลือกรูปแล้วสั่งซื้อหลังงานได้เหมือนกัน

ถ้างานไม่ใหญ่มาก พี่ตุ้มบอกว่าถ่ายคนเดียว แต่ถ้างานใหญ่มาก ก็จัดช่างภาพ 3-4 คน

งานใหญ่มาก...คือจำนวนคนและสโคปของงาน อย่างไตรกีฬา ทั้งว่ายน้ำ ขี่จักรยาน และวิ่ง

งานมินิมาราธอน นักวิ่ง 2,500 คน วิ่งเข้าเส้นภายในหนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง วิกฤติพอสมควรในการถ่ายรูป ซึ่งฟ้ายังไม่เปิด วินาทีหนึ่งจะมีคนวิ่งผ่านเลนส์ประมาณ 5-10 คน

“เทคนิคของพี่จะใช้วิธีดักเป็นจุด ตัวเราจะอยู่ก่อนเข้าเส้น ประมาณ 500 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร”

เหตุผลที่ไม่อยู่หน้าเส้น พี่ตุ้มบอกว่า ฉากหน้าเส้นจะรก คนเดินกันเต็มไปหมด เราไปหาโลเกชั่นนิดหนึ่ง ที่ฉากหลังดูสวยๆ หรือฉากหลังบ่งบอกถึงสถานที่นั้น เราก็รอนักวิ่งผ่านมา ดูทิศทางแสงช่วยหน่อย

การทำงานเป็นทีม พี่ตุ้มเรียนรู้มาจากเว็บไซต์โฟโต้มาราธอนดอทคอม เขาไปจอยกับอีเวนต์ต่างๆ ถ่ายรูปแล้วมาขายออนไลน์ เราทำมานาน จึงมีลูกค้าประจำ ไม่ต้องสั่ง ทำเตรียมไว้ให้เลย หรือทำส่งไป

พี่ตุ้มทำเรื่องรูปจริงจังราว 5-6 ปี แต่เว็บไซต์ชัตเตอร์รันนิ่ง เพิ่งตั้งตอนหลัง ปีนี้เพิ่งจะปีที่ 3

พี่ตุ้มอธิบายให้ฟังว่า การทำงานแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเว็บไซต์ชัตเตอร์รันนิ่งดอทคอม ทำเกี่ยวกับเรื่องรูปภาพนักวิ่งโดยเฉพาะ ทำงานทุกอาทิตย์ ออกไปเก็บภาพนักวิ่งทุกๆคน เพื่อเอามาโพสต์ในเว็บไซต์ มีทีมช่างภาพประมาณ 4-5 คน ส่วนทีมงานสนามจะเป็นพาร์ทไทม์ จ้างเป็นจ๊อบๆ

อีกส่วนคือ บริษัทชัตเตอร์รันนิ่ง 2014 เป็นออกาไนซ์รับจัดงานวิ่งโดยเฉพาะ งานนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของเพื่อนนักวิ่ง 6 คน

คอนเซปต์ของชัตเตอร์รันนิ่ง คือทำมากกว่ารูปภาพ ต่อยอดจากที่พี่ตุ้มเคยอยู่ในวงการวิ่ง เห็นอะไรที่คนอื่นไม่สามารถรองรับได้ พยายามทำตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นกรีนรันนิ่ง

“คำว่ากรีนของเราคือต้องไม่มีขยะ ต้องไม่มีการใช้โฟม ช่วยลดโลกร้อน” พี่ตุ้มย้ำ

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว นักวิ่งวิ่งเข้ามาจะมีอาหารเลี้ยง มีก๋วยเตี๋ยว มีข้าวต้ม แล้วใช้ภาชนะเป็นโฟม เราตัดตรงนั้นออกไป นักวิ่งวิ่งเข้ามาก็รับถุงกิฟต์เซตไปเลย ในถุงจะมีขนมปัง แอปเปิ้ล น้ำผลไม้ น้ำหรือของที่สปอนเซอร์ให้มา

ตามเส้นทาง เมื่อก่อนนักวิ่งทิ้งแก้วน้ำเต็มไปหมด ก็มีคอนเซปต์ ไม่ใช้แก้วพลาสติก เลือกใช้แก้วกระดาษ แก้วกระดาษแพงกว่าแก้วพลาสติกหลายเท่า เราสื่อให้นักวิ่งตระหนักว่า คุณต้องช่วยเราในการรักษาโลก

ในงานวิ่งเรามีตัวสวิปเปอร์ (นักวิ่งชุดสุดท้ายที่วิ่งตามเก็บขยะ) ถามว่าเก็บได้หมดไหม เก็บไม่ได้หมดหรอก แต่เราต้องการสื่อให้นักวิ่งเห็นว่า คุณจะทิ้งขยะอะไร คุณต้องนึกถึงคนที่ไล่ตามเก็บ

เดี๋ยวนี้นักวิ่งรุ่นใหม่ในโซเชียล มีวัฒนธรรม แก้วใบเดียวรับน้ำตลอดเส้นทาง เมื่อก่อนกินน้ำเสร็จจะทิ้งเลย ลองคิดดูถ้าจุดรับน้ำเยอะ ขยะก็มีจำนวนมหาศาล

คอนเซปต์ของกรีนรันนิ่ง คือเรื่องการดูแลนักวิ่ง ชักจูงนักวิ่งออกกำลังกายกันให้มากขึ้น

พี่ตุ้มบอกว่า การหารูปของนักวิ่งเหมือนเป็นเกม วิ่งเสร็จมาหารูป นักวิ่งจะบอกว่า งานวิ่งจบ แต่ทุกอย่างยังไม่จบ ต้องมาหารูปก่อน งานวิ่งกับช่างภาพเป็นของคู่กัน งานไหนไม่มีช่างภาพก็จะขาดสีสัน

ภาพที่ออกมาสวยหรือเป็นธรรมชาติ จะมีการสื่อสารกันระหว่างช่างภาพกับนักวิ่ง โดยการส่งสายตา นักวิ่งเดี๋ยวนี้เขารู้เลนส์

คำว่ารู้เลนส์ คือเขาเห็นเลนส์เรา เขาโพสมาตั้งแต่ยี่สิบสามสิบเมตร เขาจะไม่มาโพสตรงข้างหน้า

ประสบการณ์นักวิ่งกับช่างภาพมีเยอะ นักวิ่งให้เกียรติช่างภาพมาก เรากับนักวิ่งเหมือนเป็นเพื่อนกัน ตอนนี้ทำงานเหมือนไม่ใช่ทำงาน เหมือนเราออกไปหาเพื่อน

“ชีวิตไม่เคยคิดว่าเราจะทำงานที่รักแล้วจะได้ตังค์” พี่ตุ้มว่า

“มีความสุขตรงที่ไม่ต้องมีใครมาเป็นเจ้านาย เราสามารถกำหนดอะไรได้ด้วยตัวเราเอง”

ก่อนจะมาเป็นชัตเตอร์รันนิ่ง พี่ตุ้มสูบบุหรี่จัดมาก สูบจนจะกลายเป็นถุงลมโป่งพอง ป่วยเหมือนจะเดินไม่ไหว ทำอะไรก็ลำบาก วันหนึ่งไปร้านซีเอ็ดบุ๊ค เจอหนังสือคุณหมออุดมศิลป์ ศรีแสงงาม เรื่อง “วิ่งสู่ชีวิตใหม่”

“หนังสือเปลี่ยนชีวิต โชคดีที่ไปเจอหนังสือเล่มนี้”

คุณหมอเขียนให้คนที่ไม่เคยออกกำลังกาย และไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน พี่ตุ้มอ่านแล้วก็เริ่มจากเดินวันละ 1 นาที 2 นาที 5 นาที จนเพิ่มเป็น 10 นาที ใช้เวลาเดินฟื้นตัวอยู่ประมาณสามสี่ปี

พอปีที่ห้าที่หกก็ขยับเพิ่มมากขึ้น จนวิ่งรอบสวนหลวง ร.9

วันหนึ่งก็ไปสมัครลงสนามวิ่งระยะสั้น พอวิ่งก็เริ่มติด ออกวิ่งทุกอาทิตย์ๆ ปีแรกผ่านระยะมาราธอนได้ ร้องไห้เลย ไม่เคยนึกว่า คนใกล้ตายจะวิ่งมาราธอน 42 กิโล

แต่โชคไม่ดี วิ่งไประยะหนึ่งเกิดอาการบาดเจ็บ ก็ต้องหยุดวิ่ง แต่แฟนยังวิ่งอยู่ ก็ตามไปถ่ายรูปแฟน ถ่ายรูปเพื่อนๆ ถ่ายเสร็จก็เอารูปมาลงเล่นกันในเว็บไซต์เฮลคอนเนอร์ไว้แท็กกัน

ถ่ายรูปมากๆเข้าก็ไปโพสต์เล่นในเว็บไซต์ มีคนเมลเข้ามาขอไฟล์รูปภาพ พอเยอะๆขึ้น ก็คุยกับแฟนว่า ตั้งราคาขายไหม เพราะว่าเวลาไปงานวิ่งต่างจังหวัด ก็มีค่าใช้จ่ายสูง

ลองตั้งราคาเล่นๆ ปรากฏว่าคนก็เข้ามาซื้อไฟล์กันเยอะ เราขายไฟล์ละ 200 บาท ไม่ใช่ว่าเราถ่ายมาเป็นพันๆรูป แล้วคนจะซื้อหมด แต่ก็มีเงินเข้ามาทำให้เรารู้สึกว่าน่าจะต่อยอดอะไรจากตรงนี้ได้

หลังจากเริ่มตั้งราคาขายผ่านทางเว็บบอร์ด คนก็จะรู้รูปที่เราถ่ายมาซื้อได้ ถ้าย้อนไปเมื่อห้าหกปีที่แล้ว คนทำตรงนี้น้อย ตอนนี้เริ่มมีราว 3-4 ราย
จากนั้นก็พัฒนาเป็นการออกบูธ เปิดบูธตามงานวิ่งต่างๆ ขายรูปภาพเป็นเรื่องเป็นราว

พักหลังเริ่มเป็นที่รู้จัก มีคนโทร.มาเชิญ หรือบางงานก็ขอเจ้าภาพว่าจะขอไปเปิดบูธ ซึ่งเจ้าภาพก็ยินดี

หลังงานเราจะมีการแท็กรูปเล่น คือรูปถ่ายที่เราถ่าย นักวิ่งในกลุ่มโซเชียลก็จะดึงรูปไปเล่นกันต่อ ทำให้กระแสหลังงานวิ่ง ยังมีความคึกคัก ไม่ใช่ว่าจัดงานวิ่งแล้วก็จบ

พี่ตุ้มคุยว่า ตอนนี้คนรุ่นใหม่ออกกำลังกายกันเยอะ 2 ปีมานี้ มีนักวิ่งรุ่นใหม่เกิดใหม่ราวสองสามหมื่นคน ในกรุงเทพฯ สมัยก่อนจะวิ่งแต่ในฟิตเนส เพราะกลัวแดด กลัวดำ กลัวผิวเสีย

แต่เดี๋ยวนี้ใครอยู่ในฟิตเนสอย่างเดียวถือว่าตกเทรนด์ ออกมาแล้วได้สังคม

บางคนเป็นนายพล นายแพทย์ ผู้พิพากษา ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไม่รู้จักกันเลย แต่พอใส่ชุดวิ่งมาวิ่งแล้ว ฐานะเดียวกัน บางคนได้เสื้อวิ่งมาก มีรองเท้าไม่ใช้ ก็เอามาแบ่งปัน สังคมนักวิ่งเป็นสังคมการแบ่งปัน

ทุกคนแฮปปี้กับสุขภาพตัวเอง ทุกคนเข้าใจ สุขภาพดีไม่มีขาย ตัวคุณต้องทำเอง.