ถ้าจะถามว่าใครอยากมีชีวิตที่มีความสุขบ้าง ทุกคนคงจะตอบว่าต้องการ คงไม่มีใครอยากมีความทุกข์ แต่ถ้าถามว่าความสุขคืออะไร คำตอบของแต่ละคนคงจะแตกต่างกันออกไปมากมาย บ้างความสุขก็เกิดจากการมีทรัพย์สินเงินทองมากๆ ได้เป็นคนมีชื่อเสียง  มีอำนาจ  มีเกียรติยศ  มีบ้าน  มีรถหรูๆ   มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม  มีแฟนสวย  แฟนหล่อ  ได้ขับรถเร็วๆ  ได้เที่ยวทั่วโลก  ได้กินอาหารอร่อย  มีเสื้อผ้าสวยๆ  ดูหนัง  ฟังเพลง  มีความสุขทางเพศ  มีครอบครัวที่น่ารัก  หรือการมีลูกเรียนหนังสือเก่งๆ  เป็นต้น

จะเห็นได้ว่ามนุษย์มีความสุข 2 ประเภท คือ ความสุขทางกาย และความสุขทางใจ โดยความสุขทางกายส่วนใหญ่จะเป็นการเสพเพื่อตอบสนองความต้องการทางกาย ทางประสาทสัมผัสต่าง ๆ ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส  ซึ่งเป็นความสุขส่วนบุคคล เกิดขึ้นไม่นานก็หายไป เมื่อไม่มีสิ่งเร้าเป็นตัวกระตุ้น เช่น การลิ้มรสอาหาร  ดูหนัง  ฟังเพลง  การมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น  ส่วนความสุขทางใจ เช่น การมีทรัพย์สมบัติมากๆ มีอำนาจ  มีชื่อเสียง  มีหน้ามีตาในสังคม  มีแฟนสวย แฟนเก่ง  ส่วนใหญ่ก็เป็นความสุขที่ต้องพึ่งพาอาศัยปัจจัยภายนอกจึงจะมีความสุขได้ แต่เนื่องจากปัจจัยภายนอกเป็นสิ่งที่ไม่มีความแน่นอน จึงหาความยั่งยืนได้ยาก

ความสุขทางใจที่กล่าวมานี้ถ้าจะพิจารณาให้ละเอียดลึกซึ้งลงไปอาจจะมองได้ว่า เป็นการหลีกหนีความทุกข์ใจมากกว่า  ความทุกข์ที่ว่านี้ก็คือ ความรู้สึกไม่มั่นใจว่าตัวเองดีพอหรือยัง  มีความสำคัญ  มีคุณค่าพอหรือยัง  ความรู้สึกไม่มั่นใจที่พูดถึงนี้มิใช่ความรู้สึกในระดับจิตสำนึกแต่อยู่ในระดับจิตใต้สำนึกที่อยู่ในจิตใจระดับลึกมาก  เราทุกคนจะไม่รู้ตัว เมื่อรู้สึกไม่สุขใจก็จะพยายามแก้ปัญหาและสร้างความมั่นใจให้กับตนเองโดย อาศัยปัจจัยภายนอก  ยิ่งถ้าระดับความมั่นใจในคุณค่าตัวเองขาดแคลนมากความพยายามให้เกิดความมั่นใจก็ยิ่งต้องมากตามไปด้วย จำเป็น ต้องแสวงหาปัจจัยภายนอกมาเสริมให้มากยิ่งขึ้น  ทำให้ดูเหมือนว่าไม่รู้จักพอ เกิดอาการโลภต้องทำทุกวิถีทาง  แม้แต่การโกง  ทุจริต  ต้องดิ้นรนตะเกียกตะกาย  แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน  เงินทอง  ลาภยศ  สรรเสริญ  เพราะไม่มั่นใจว่าตัวเองรวยพอหรือยัง  ดีพอหรือยัง  มีคุณค่าพอหรือยัง

นอกจากนี้ผู้ที่มีความมั่นใจในคุณค่าตัวเองต่ำ  บางรายนอกจากพยายามตะเกียกตะกายเรื่องวัตถุแล้ว    ยังอาจใช้วิธีที่จะทำให้ตัวเองอยู่ได้  รู้สึกมั่นใจขึ้นโดยวิธีการมองดูคนอื่นว่าก็ไม่ได้ดีเด่นกว่าฉันเท่าไหร่  คอยจ้องมองหาข้อเสียของคนอื่นมากกว่าจะมองหาข้อดี  เพื่อความสบายใจของตัวเองว่าฉันก็โอเค  ไม่ได้แย่เท่าไหร่  วิธีการแก้ปัญหาแบบนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่สร้างสรรค์และสร้างปัญหาต่อไปอีกมากมาย  ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  การขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้ง

ดังนั้นความสุขทางใจที่ยั่งยืนน่าจะเป็นความสุขจากภายในที่ไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากนัก  แต่เป็นความรู้สึกมีคุณค่า มั่นใจในคุณค่าของตนเองจากภายใน ยกตัวอย่างเช่น  เราเคยเห็นดาราหรือนางงาม  ทั้งที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามแต่กลับอยากตายและกินยาฆ่าตัวตาย  เพราะอกหัก  แฟนทิ้ง  หรือไปมีคนอื่นแล้วตัวเองทำใจไม่ได้  รู้สึกไร้ค่า  จึงกินยาฆ่าตัวตายในขณะที่คนที่พิการไม่มีแขน ไม่มีขา หน้าตาไม่ได้สวยสดงดงามแต่ก็ไม่ได้คิดอยากตาย  รู้สึกว่าตัวเองมีค่าสามารถทำมาหากินเลี้ยงตัวเองด้วยการพึ่งตนเอง  ใช้ปากคาบพู่กันวาดรูปขาย  ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะคนพิการผู้นี้สามารถมองเห็นคุณค่าในตัวเอง  มั่นใจในคุณค่าตนเอง จึงสามารถดำรงชีวิตอยู่  ดำเนินชีวิตต่อไปได้  สามารถสร้างสรรค์และทำประโยชน์ให้แก่ตนเองและผู้อื่นได้  คนที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะมีภาวะซึมเศร้าและถึงที่สุดมีความคิดมั่นใจว่าตนเองไม่มีคุณค่า รู้สึก   ไร้ค่า

การเห็นคุณค่าในตนเอง  รู้สึกดีต่อตนเอง ไม่ใช่เรื่องง่าย  ค่อนข้างซับซ้อนพอสมควร  เนื่องจากคนหนึ่งคนมีบทบาทหลายด้านมาก สวมหมวกหลายใบ และต้องการที่จะให้ดีไปทุกๆด้าน  ตั้งแต่เป็นลูกที่ดี  เป็นพี่ที่ดี  เป็นน้องที่ดี  เป็นเพื่อนที่ดี  พนักงานที่ดี  เพื่อนร่วมงานที่ดี  ลูกน้องที่ดี  หัวหน้าที่ดี  พ่อที่ดี  แม่ที่ดี ลุงป้าน้าอาที่ดี  ปู่ย่าตายายที่ดี  เป็นหลานที่ดี  เป็นประชาชนที่ดี  พลเมืองที่ดี  ซึ่งด้วยทรัพยากรที่มีจำกัดของแต่ละคน  โดยเฉพาะเรื่องเวลา  การจะทำให้ดีเต็มร้อยได้ในทุกบทบาทโดยไม่มีข้อตำหนิหรือบกพร่องเลยแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  การที่จะต้องทำให้ได้เต็มร้อยทุกบทแล้วจึงจะมีความสุขได้ก็คงเป็นเรื่องเป็นไปได้   ดังนั้นแต่ละคนอาจจะต้องมากำหนดเป้าหมายของตัวเองเป็นเป้าหมายที่เป็นจริงมีความเป็นไปได้  จัดลำดับความสำคัญ และจัดสรรเวลาให้เหมาะสมเพื่อตัวเองจะได้ทำได้สำเร็จตามเป้าในระดับที่คิดไว้และไม่รู้สึกผิด ไม่รู้สึกบกพร่องหรือเป็นคนไม่ดี

ความสามารถมองเห็นคุณค่าในตนเองและยอมรับตนเองได้มากหรือน้อยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนเรามีความสุขได้ง่ายหรือยาก  คนที่เติบโตมาในบรรยากาศครอบครัวที่ดี  ในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงครอบครัวที่ฐานะดี  แต่หมายถึงครอบครัวที่บรรยากาศอบอุ่นเข้าใจกัน เอาใจใส่ความรู้สึกของสมาชิกในครอบครัว ให้เกียรติกันให้ความสำคัญของกันและกัน  ทำให้เกิดความรู้สึกดีต่อตนเอง มั่นใจ  (ในระดับจิตใต้สำนึก) ว่า “ฉันมีค่า  ฉันใช้ได้  ฉันมีข้อดี  ฉันมั่นใจว่าฉันสามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตฉันได้”  ก็ถือว่าโชคดี  มีโอกาสมีความสุขในชีวิตได้ง่าย  แต่สำหรับคนที่ครอบครัวเตรียมทุนด้านจิตใจมาให้น้อยก็มีโอกาสเกิดปัญหามากกว่าแต่ก็ไม่เป็นไร  เพราะความสามารถมองเห็นค่าและยอมรับตนเองเป็นสิ่งที่พัฒนาได้  แต่การพัฒนาตอนโตอาจจะยากกว่าช่วงวัยเด็ก  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้ถ้าพยายามและเมื่อทำได้สำเร็จก็ถือว่าคุ้ม  เพราะจะช่วยให้ชีวิตคนผู้นั้นทุกข์น้อยลงมีความสุขง่ายขึ้น  นอกจากนี้ก็จะเป็นความดีส่งผลถึงคนรอบข้างด้วย  เพราะคนเราทุกคนเป็นสิ่งแวดล้อมของกันและกัน  คนที่มีความสุขก็จะส่งผลให้คนที่อยู่รอบข้างมีความสุข  อารมณ์ดีไปด้วย

คนที่สามารถมองเห็นและยอมรับคุณค่าในตนเองได้ก็ไม่ต้องคอยเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา  สามารถมองโลกแง่บวกได้ง่าย  โกรธยาก  แค้นยาก  ให้อภัยง่าย  มีน้ำใจ  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  แบ่งปันได้ง่าย  จึงมีความสุขในชีวิตได้ง่าย

ดังนั้นใครที่อยากมีความสุขในชีวิตก็ควรที่จะเริ่มจากการหาเวลาในแต่ละวัน แล้วแต่สะดวก  สัก 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง  เพื่อให้เวลากับตนเองจริง ๆ ในการฝึกผ่อนคลาย  ทำสมาธิ  โยคะ  ซี่กง  หรืออะไรก็แล้วแต่เพื่อเป็นการพักสมอง ผ่อนคลายและฝึกสติ  ทบทวน  พิจารณาตนเอง  พิจารณาอารมณ์และวิธีคิดของตนเอง  มีจุดใดที่สมควรปรับปรุงถ้าปฏิบัติและศึกษาหาความรู้เพื่อเติมเป็นมุมมองชีวิตให้กว้างขึ้นเป็นประจำ ก็คงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี  สามารถช่วยให้เกิดความสุขทางใจที่เกิดจากภายในที่มีความยั่งยืนได้ไม่ยากนัก

โดยนายแพทย์ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์

...