ช่วงหน้าหนาวมืดเร็ว ทำให้บรรยากาศอาจดูทะมึน ๆ น่ากลัว พาลให้นึกถึงผีขึ้นมา จะพาไปดูภาพกดติดวิญญาณกันซะหน่อย เพื่อเพิ่มบรรยากาศ ...
การตั้งกล้องบันทึกภาพก็เป็นวิธีหนึ่งที่นักล่าผีนิยมใช้กัน (ภาพจาก PARANORMAL ACTIVITY)
สวัสดี ยามย่างเข้าฤดูหนาวค่ะ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ระยะนี้เริ่มเป็นช่วงที่มืดเร็วบ้างแล้วนะคะ ใครที่ต้องกลับบ้านดึกๆ ก็คงต้องระมัดระวังเรื่องอากาศที่เย็นกว่าเดิมหน่อย และยิ่งถ้าต้องเจอบรรยากาศแบบทั้งมืด ทั้งเปลี่ยว ก็ต้องระวังมิจฉาชีพที่นับวันจะมากขึ้นทุกที รวมถึงอีกเรื่องที่บางท่านก็กลัว บางท่านก็เฉยๆ แต่ส่วนใหญ่มักจะบอกว่า ถ้าไม่เจอก็คงจะดีกว่า นั่นคือ "ผี"
แต่ทั้งๆที่คนทั่วไปกลัวผี ก็ยังมีคนอีกไม่น้อยเลยที่พยายามหาทางพิสูจน์การมีอยู่ของวิญญาณ หรือสามารถเรียกได้ว่า พวกนักล่าผี ซึ่งล่าสุด เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เอง ศ.ริชาร์ต ไวส์แมน นักจิตวิทยาผู้โด่งดังเรื่องการศึกษาปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติแห่งอังกฤษ ได้ประกาศเชิญชวนคนที่เคยถ่ายภาพติดวิญญาณให้ส่งภาพมาประชันกัน แล้วเปิดโอกาสให้มีการลงคะแนนจากประชาชนทั่วไปว่า ภาพไหนเป็นภาพ "ผี" ที่ชัดเจนที่สุดในโลก จะได้เป็นการพิสูจน์กันให้จะจะว่าผีมีจริงนะเออ
ผล การลงคะแนนปรากฏว่า ภาพถ่ายของคริสโตเฟอร์ อิทจิสัน ซึ่งไปเที่ยวปราสาทแทนทาล ลอน ในสกอตแลนด์เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และถ่ายภาพตัวปราสาทไว้ เป็นภาพที่ได้รับการโหวตว่า เป็นภาพ "ผี" ที่ชัดที่สุดในโลก นั่นเพราะ ที่หน้าต่างบานหนึ่ง เกิดมีภาพ "ใคร" บางคน สวมผ้าที่พับเป็นแผงรอบคอแบบที่ใช้กันในคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 มองลอดผ่านลูกกรงกั้นหน้าต่างลงมา ทั้งๆที่บริเวณนั้นไม่มีใครอยู่
ภาพจากปราสาทแทนทาล ลอน ที่ชนะโหวต (มุมขวาล่างคือภาพขยาย)
งาน นี้ฮือฮาค่ะ คนอังกฤษหลายคนออกมาบอกว่า เท่าที่เห็นน่ะ น่าจะเป็นภาพของพระเจ้าเจมส์ที่ 5 แห่งสกอตแลนด์ ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ ค.ศ.1542 แต่ไฉนยังมาปรากฏพระองค์เอาในยุคดิจิตอลอย่างนี้ก็บอกยาก เพราะคงไม่มีใครกล้าไปตั้งคำถามกับท่าน
นอกจากภาพที่ถูกเลือกว่าเป็น ภาพผีที่ชัดที่สุดแล้ว ผู้เขียนแอบมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากการลงคะแนนครั้งนี้ และเลือกภาพที่คิดว่าชัด และถูกใจนักล่าผีไม่แพ้กันมานำเสนอท่านผู้อ่าน ภาพแรกเป็นภาพที่ถ่ายเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ.1991 ซึ่งสมาคมศึกษาเรื่องผีแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ได้บุกเข้าไปสำรวจสุสานในอิลลินอยส์ ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่ามีอะไรแปลกๆโผล่มาให้คนตกใจอยู่ บ่อยๆ ว่าแล้วสมาชิกของสมาคมก็พากันใช้เทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยกล้องอินฟราเรด ความเร็วสูงไปพิสูจน์ แล้วก็โป๊ะเชะ ค่ะ จากที่ตาคนมองเห็นว่าไม่มีอะไร นอกจากความ นิ่งงันของสุสานที่เงียบสงบ แต่พอล้างภาพออกมา ก็ได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งเดียวดายอยู่บนหินประดับหลุมฝังศพ เธอแต่งกายแบบย้อนยุค ร่างกายบางส่วนของเธอโปร่งแสง เจออย่างนี้เข้า ไม่เชื่อก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วล่ะค่ะ
ภาพหญิงสาวเดียวดายในสุสาน.
แค่ นี้คงยังไม่หนำใจ เลยขอนำเสนอภาพที่ขึ้นชื่ออีกภาพหนึ่ง ภาพนี้ มีชื่อภาพว่า "คุณตา" ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว หลานๆที่ไปเที่ยวปิกนิก กันในปี ค.ศ.1997 ต้องการถ่ายภาพคุณยายต่างหาก แต่เมื่อล้างภาพออกมา ครอบครัวรัสเซลล์เจ้าของภาพกลับไม่เห็นเฉพาะคุณยายเท่านั้น ดั๊น...น...เจอคุณตายืนอยู่ข้างหลังด้วย ทั้งๆที่คุณตาลาโลกไปตั้งแต่ปี ค.ศ.1984 หรือ 13 ปีมาแล้ว แต่ยังอุตส่าห์โผล่มา "เที่ยว" ด้วย (ชักสงสัยว่า ที่ผ่านมากว่าสิบปี คุณตาคงตามคุณยายไปเที่ยวไหนต่อไหนเป็นประจำละมังเนี่ย!)
ภาพ "คุณตา".
แต่ ภาพที่ต้องร้องจ๊ากมากที่สุด เห็นจะเป็นภาพที่ผู้เขียนอยากขอตั้งชื่อภาพว่า "ขอเกาะหน่อย" ภาพนี้ถ่ายเมื่อปี ค.ศ.2000 ที่กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ค่ะ สาวสองคนในรูปออกไปเดินเล่นยามค่ำในวันที่อากาศดี พอสบายอารมณ์ก็ไหว้วานให้คนที่เดินผ่านช่วยถ่ายภาพให้ด้วยโทรศัพท์มือถือ แต่พอมาดูภาพกันอีกที ก็ออก มาอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ ที่มีเงาใสๆกำลังมาจับแขนแม่สาวคนหนึ่งด้วย...บรื๋อ...
ภาพ "ขอเกาะหน่อย".
ที่ เล่ามาทั้งหมดนี้ คนกลัวผีคงบอกว่า ไม่ไหว ไม่เอา ไม่อยากเจอ แต่นักวิชาการและผู้ที่ศึกษาเรื่องผีกลับเห็นเป็นเรื่อง "เจ๋ง" สุดยอดค่ะ เพราะอย่างที่บอกแล้วว่า มีคนอีกไม่น้อยตั้งตนเป็นนักล่าผี เพราะอยากจะพิสูจน์ให้ชัดๆกันไปว่ามันยังไงแน่
คนพวกนี้ไม่ได้สักแต่ ศึกษากันเล่นๆนะคะ แต่เอาจริงเอาจัง และหลายกลุ่มก็รวมตัวกันทำงานที่ร่วมมือกันเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรก น่าจะเป็นการตั้ง "ชมรมผี" หรือ "โกสต์ คลับ" ขึ้นในกรุงลอนดอน เมื่อปี ค.ศ.1862 ชมรมนี้ได้ชื่อว่าเป็นองค์กรการศึกษาเรื่องเหนือธรรมชาติชมรมแรกๆของโลก โดยมีสมาชิกที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น ชาร์ลส์ ดิกเก้นส์ นักประพันธ์ ผู้โด่งดัง, เซอร์ วิลเลียม ครุกส์ นักวิทยาศาสตร์, แฮร์รี่ ไพรซ์ ที่ศึกษาเรื่องผี และรวบรวมหลักฐานไว้มากมาย ฯลฯ และจะว่าไป แฮร์รี่ ไพรซ์ นี่แหละค่ะ ที่เป็นคนเริ่มต้นการล่าผีอย่างเอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ 1920 ที่ทำเอาผู้คนฮือฮากันมาก และหลังจากนั้นก็มีคนเดินตามรอยไพรซ์อีกมาก จนงานล่าผีกลายเป็นงานอดิเรกที่ยอดนิยมอย่างหนึ่งของคนอังกฤษ เรื่อยไปจนถึงอเมริกา
ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1880 วิลเลียม เจมส์ ผู้ก่อตั้งสมาคมจิตวิทยาอเมริกา ซึ่งก็ชอบล่าผีเหมือนกัน ได้ให้คำแนะนำที่ถูกใช้กันต่อๆมาว่า ควรจะใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์มาช่วยในการตอบคำถามเรื่องเหนือธรรมชาติ จะได้ตอบกันชัดๆว่า ผีมีจริงหรือไม่ ว่าแล้ว วิลเลียม เจมส์ ก็ร่วมมือข้ามประเทศกับเฮนรี่ ซิดจ์วิค นักวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ ในการตั้งสมาคมเพื่อการศึกษาด้านกายภาพ เพื่อจะรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ และบ้านที่ถูกผีสิง หรือ เหตุการณ์อื่นๆทำนองนี้ และในสมาคมก็มีนักสืบสวนที่จะไปรวบรวมกรณีต่างๆ ที่ไหนที่มีคนเอ่ยอ้างว่ามีผี ก็จะตามไป ตรวจสอบ โดยออกแบบระบบการล่าวิญญาณอย่าง เป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นมา
หลังจากนั้น การล่าผีก็เติบโต และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันนี้ เฉพาะในอเมริกาและอังกฤษก็มีสมาคม หรือชมรมที่เกี่ยว ข้องกับการล่าผีมากกว่า 300 องค์กรเลยทีเดียว คนเหล่านี้ตั้งเว็บไซต์มาแลกเปลี่ยนเทคนิคการ ตามหาผี และการใช้ เครื่องมือไฮเทคแบบต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ และตรวจสอบวิญญาณให้ได้ และก็ได้ข้อพิสูจน์ มาแล้วหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายต่างๆ วีดิโอที่น่าฉงน แต่ส่วนใหญ่ก็ยังถือว่าเป็นภาพที่ไม่ชัด เจนนัก หรือเป็นเพียงลักษณะของกลุ่มแสง รวมไปถึงเสียงแปลกๆ ซึ่งมักจะเป็นเสียงรัวๆ เร็วๆ จับ ใจความได้ไม่ชัดเจน
แม้จะยังไม่มี ใครไล่จับผีได้แบบจั๋งๆ แต่ การล่าวิญญาณก็พัฒนาไปมากทีเดียวค่ะ โดย เฉพาะในส่วนของเครื่องไม้เครื่องมือ ซึ่งนอกจากกล้องถ่ายรูป กล้องถ่ายวีดิโอ และเทปอัดเสียงแบบทั่วๆไปแล้ว เดี๋ยวนี้นักล่าผีมีอุปกรณ์ไฮเทคมากมายมากขึ้น เช่น การถ่ายภาพหรือวีดิโอด้วยอินฟราเรด เทคนิคการถ่ายภาพกลางคืน การตรวจจับสนามแม่เหล็ก ที่มักจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างอธิบายไม่ได้ในหลายๆแห่ง ซึ่งบรรดานักล่าผีบอกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่สนามแม่เหล็กผิดปกติไป ก็อาจจะหมายถึงการมีวิญญาณอยู่บริเวณนั้น
นอกจากนี้ วิธีการที่เป็นที่นิยมอีกอย่างหนึ่งก็คือ การตรวจจับอุณหภูมิ ซึ่งมีทฤษฎีกันว่า ถ้าจุดไหนเกิดมีอุณหภูมิแตกต่าง คือเย็นยะเยือกผิดปกติ ก็แสดงว่ามีผีแหงๆ แล้วก็อาจจะใช้อุปกรณ์อื่นๆมาเสริมเพื่อเพิ่มความมั่นใจ เช่น ระบบอัดเสียงความไวสูง ที่สามารถบันทึกเสียงที่หูคนไม่สามารถได้ยิน (นี่ไงคะ ที่คนไทยเราเชื่อกันว่า หมามักจะหอนเพราะได้ยินเสียงบางอย่างที่คนเราไม่ได้ยิน ส่วนไอ้บางอย่างนั้นจะเป็นอะไร ผู้เขียนเห็นทีจะขอตัวไม่ฟันธงล่ะค่ะ แหม...อยู่สมาคมตาขาวเหมือนกันนี่คะ)
สำหรับพวกที่มีสตุ้งสตางค์มาก หน่อย อาจหาอุปกรณ์ที่แพงขึ้นมาใช้ เช่น ไกเกอร์ เคาน์เตอร์ ซึ่งเป็นเครื่องตรวจจับกัมมันตภาพรังสี เพราะนักล่าผีบางคนเชื่อว่า พลังงานของวิญญาณที่ถูกรบกวนจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นรังสีที่ไกเกอร์ เคาน์เตอร์สามารถ "จับ" ได้และยังมีเครื่องตรวจอากาศ ด้วยความเชื่อกันว่า บริเวณที่มีก๊าซบางชนิด เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์มากเกินกว่าปกติ อาจจะเป็นเพราะมีวิญญาณมาป้วนเปี้ยนแถวนั้น
บรรดานักล่าผีที่มี มากมายหลายองค์กร และมาพร้อมอุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้ จะไปตามสถานที่ที่เล่าลือกันว่า "เฮี้ยน" โดยเน้นไปทำงานกันช่วง ดึกๆประมาณเที่ยงคืนถึงตีสี่ ซึ่งคนที่ไปก็ต้องใจแข็งทีเดียว ส่วนสมาชิกชมรมที่อาจจะมีตาขาวมากกว่าตาดำ ก็สามารถช่วยงานอื่นๆเพื่อเสริมความมั่นใจ เช่น การออกไปช่วยสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องในสถานที่นั้นๆ
งานของนักล่าผี ยุคดิจิตอลนี้ ส่วนใหญ่ทำกันเพื่อพยายามหาคำตอบด้านวิทยาศาสตร์มาอธิบายปรากฏการณ์ที่มืดมน มานาน แต่บางกลุ่มก็ทำ เพียงเพื่อเป็นการให้บริการ หรือช่วยคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ไม่ปกติ ฯลฯ และก็มีบ้างบางคนที่ถึงขั้นหมกมุ่นกับมัน เพื่อหาคำตอบบางอย่างลึกๆในใจตัวเอง
และดังที่ได้กล่าวแล้วว่า การล่าผี เป็นกิจกรรมที่ฮิตในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ทำให้ตอนที่ภาพยนตร์เรื่อง " PARANORMAL ACTIVITY เรียลลิตี้ ขนหัวลุก" ออกฉายในเมืองมะกัน ก็กลายเป็นหนังที่คนแห่กันไปดู จนกลายเป็นภาพยนตร์ที่ขึ้นเป็นอันดับ 1 ในบ็อกซ์ออฟฟิศ เพราะว่าหนังเรื่องนี้ นำเสนอเรื่องราวสยองขวัญ ว่าด้วยเรื่องของคู่รักที่พยายามใช้เทคโนโลยีต่างๆในการเก็บภาพปรากฏการณ์ ประหลาดในบ้านของพวกเขาช่วงยามดึก เพื่อพิสูจน์ว่าวิญญาณมีอยู่จริง
เพราะ ไอ้การ "ล่า" ผีนั้นใครๆก็อยากจะพิสูจน์ ทว่าไม่ค่อยอยากทำเอง แต่หากมีคนทำมาให้ดูก็อยากดู ถึงได้ว่ากันว่า ยิ่งคนกลัวผีก็ยิ่งชอบดูหนังผี แต่ถ้าต้องเจอกับตัวเองล่ะก็...ขอโกยก่อนก็แล้วกัน.
ทีมงาน ต่วย'ตูน
...