ข่าว
100 year

เดอะวิสดอม กสิกรไทย พาสัมผัสวิจิตรศิลป์ระดับโลก ดื่มด่ำธรรมชาติครบทุกรส

ไทยรัฐออนไลน์7 ธ.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

เอกสิทธิ์เหนือระดับ คือนิยามของเดอะวิสดอม กสิกรไทย เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้าทุกมิติ ทั้ง World Class Financial Services ที่สุดของบริการทางการเงินเหนือระดับ และ Worldwide Privileges ที่สุดของสิทธิพิเศษด้านไลฟ์สไตล์ ที่เข้าถึงทุกรูปแบบการใช้ชีวิตของลูกค้า จึงเป็นที่มาของทริป “THE WISDOM Exclusive Experience : Passion for Luxury” สัมผัสกับสุดยอดศิลปะแห่งเรือนเวลาระดับโลกแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ณ สองประเทศต้นกำเนิด ตามคอนเซปต์ “ปกรณ์ พรรธนะแพทย์” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ได้ตั้งไว้ว่า “มันนี่ แคน บาย” ดังนั้น จะจัดกิจกรรมอะไรก็ตามต้องให้ WoW!! งานนี้จึงเป็นการเปิดประสบการณ์เหนือระดับ ที่มนุษย์เดินดิน คนกินข้าวแกง ยากจะเข้าถึง!!

ปกรณ์ พรรธนะแพทย์

คุณปกรณ์ซึ่งเดินทางร่วมทริปด้วย กล่าวอย่างภูมิใจว่า ปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่ธนาคารกสิกรไทยจัดกิจกรรมพิเศษแบบ Exclusive Experience ให้ลูกค้าเดอะวิสดอม ในเส้นทางไกลข้ามทวีป นอกเหนือจากกิจกรรมหลากหลายอื่นๆที่ส่วนใหญ่จัดขึ้นภายในประเทศและประเทศใกล้ๆเท่านั้น ซึ่งครั้งนี้ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาโดยเฉพาะ โดยเข้าเยี่ยมชมแบบเจาะลึกทุกซอกมุม 2 โรงงานผลิตนาฬิการะดับท็อปเท็น ได้แก่ A Lange & Sohne (เอ ลังเง่ แอนด์ โซเนอ) ของประเทศเยอรมนี ติดอันดับ 1 ใน 4 ของโลก และ Jaeger-LeCoultre (เยเกอร์ เลอกูลทร์) ของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งติดอันดับ 7 ของโลก และนับเป็นครั้งแรกของทั้งสองแบรนด์ที่เปิดโรงงานให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตนาฬิกาอย่างใกล้ชิด เพราะพันธมิตรของเราคือ บริษัทเพนดูลัม ตัวแทนจำหน่ายในเมืองไทย ช่วยติดต่อประสานงาน รวมทั้งเข้าชมพิพิธภัณฑ์ปาเต็ก ฟิลิปป์ (Patek Philippe) เพราะปัจจุบัน นาฬิกาถือเป็นสิ่งมีคุณค่าคู่ควรแก่การสะสมและลงทุน ทั้งจากความชื่นชอบในศิลปะ เทคโนโลยี และความคลาสสิกเหนือกาลเวลา

ทริป “THE WISDOM Exclusive Experience : Passion for Luxury”

กิจกรรมของชาวคณะเดอะวิสดอมเริ่มปักหมุดที่เมืองกลาสฮุทต์ ในแคว้นแซกโซนี ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตนาฬิกา “เอ ลังเง่ แอนโชเน” แบรนด์นาฬิกาเก่าแก่ก่อตั้งโดย “อดอล์ฟ ลังเง่” เมื่อปี 1845 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงงานดังกล่าวถูกระเบิดถล่มพังย่อยยับ และยังถูกระบอบคอมมิวนิสต์ยึดที่ดิน หลังเยอรมนีแบ่งเป็นตะวันออกกับตะวันตก โชคดีที่ “วอลเตอร์ ลังเง่” ทายาทรุ่นที่ 3 ตัดสินใจหนีออกจากเยอรมันตะวันออกไปสู่โลกเสรีในเยอรมันตะวันตก และเริ่มเป็นผู้นำพาให้ “เอ ลังเง่” ก้าวสู่การเป็นแบรนด์นาฬิการะดับโลกจนถึงทุกวันนี้

จุดขายสำคัญของ “เอ ลังเง่” คือ งานศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นนาฬิกาที่สามารถโชว์ได้ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง หรือสายคาด การออกแบบนาฬิกาของเอ ลังเง่ ใช้คอมพิวเตอร์ 3 D เพื่อความแม่นยำในการกำหนดตำแหน่งของชิ้นส่วนขนาดเล็กๆกว่า 100 ชิ้นว่า จะจัดวางลงบนเฟรมขนาดเหรียญ 10 บาท ให้ลงตัวสวยงามได้อย่างไร หลังจากผ่านการออกแบบแล้วจะนำพิมพ์เขียวไปผลิตชิ้นส่วน ซึ่งที่โรงงานแห่งนี้ ยังได้เห็นกระบวนการผลิตชิ้นส่วนต่างๆที่เล็กละเอียดมาก และต้องนำมาตรวจสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์อีกครั้ง จากนั้นจึงนำไปประกอบด้วยมือโดยช่างฝีมือชั้นสูง ด้วยสองตามองผ่านกล้องไมโครสโคปไปยังโลหะเล็กๆ ขนาดใหญ่กว่าเม็ดข้าวสารไม่มาก มือข้างขวาถือแท่งเหล็กแหลมเล็ก กดเข้าไปในเนื้อโลหะอย่างแคล่วคล่อง ไม่นานนักก็ปรากฏลวดลายสวยงาม รายละเอียดของลวดลายแต่ละชิ้นงานจะมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ซึ่งกลายเป็นจุดขายที่ลูกค้าภูมิใจ จากนั้นจึงนำไปทดสอบด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ทดสอบในสภาพความชื้นและอุณหภูมิสุดขั้วคือ-10 ถึง 50 องศาเซลเซียส จึงถือเป็นประดิษฐกรรมแห่งเวลาที่ภาคภูมิใจของชาวเยอรมัน

ให้ลูกค้าเดอะวิสดอม ในเส้นทางไกลข้ามทวีป

ส่วนอีกดินแดนต้นกำเนิดนาฬิกาสวิสส์ เมด ที่ไปเยี่ยมชมคือ แบรนด์เยเกอร์ เลอกูลทร์ ผู้ผลิตนาฬิกาแห่งแรกในวัลเล่ เดอ ฌูซ์ หนึ่งในต้นกำเนิดของศาสตร์การผลิตนาฬิกาข้อมือจากสวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งเมื่อปี 1833 โดยแอนโทนี เลอกูลทร์ เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ในโลกที่ยืนหยัดผลิตชิ้นส่วนต่างๆของนาฬิกาด้วยตนเอง ทำให้นาฬิกาข้อมือของเยเกอร์ เลอกูลทร์ มีขนาด รูปลักษณ์ และเลย์เอ้าต์การแสดงข้อมูลที่ไม่เหมือนใคร

นับเป็นครั้งแรกของทั้งสองแบรนด์ที่เปิดโรงงานให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตนาฬิกาอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้คณะเดอะวิสดอมยังย้อนรอยไปสัมผัสความคลาสสิกของการออกแบบนาฬิกาที่พิพิธภัณฑ์นาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ (Patek Philippe) ในอาคารอาร์ตเดโค นครเจนีวา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รวบรวมประวัติการทำนาฬิกายาวนานกว่า 5 ศตวรรษ นอกจากการแสดงนาฬิการุ่นสำคัญที่มีกลไกหลากหลายแล้ว ที่นี่ยังเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญของโลกมากมาย เช่น เป็นผู้ผลิตนาฬิกาให้ราชวงศ์ชินของจีน และจักรพรรดิเมจิในญี่ปุ่น โดยแบ่งเป็นสองคอลเลกชั่นคือ แอนทิค คอลเลกชั่น เริ่มต้นจากศตวรรษที่ 16 รวมถึงนาฬิกาเก่าแก่ที่สุด และปาเต็ก ฟิลิปป์ คอลเลกชั่น เริ่มจากปี 1839 เป็นต้นไป ตอกย้ำความเป็นงานศิลป์ที่แฝงวัฒนธรรมยาวนานถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

เยี่ยมชมแบบเจาะลึกทุกซอกมุม 2 โรงงานผลิตนาฬิการะดับท็อปเท็น

งานนี้ยังมีเซอร์ไพรส์ชาวคณะเดอะวิสดอม ด้วยการจัดลอยกระทงขนมปังในทะเลสาบเจนีวา เนื่องในวันลอยกระทง 6 พ.ย. อย่างเก๋ไก๋ซะไม่มี...WoW!! ฟากฟ้ายังเป็นใจให้ได้เห็นความงามจากธรรมชาติทุกรูปแบบ แม้ช่วงเวลาของการเดินทางเลียบทะเลสาบลูเซิร์น และขึ้นเขาไปยังเมืองเซอร์แมท หิมะเริ่มโปรยปรายไปตลอดทาง สร้างความตื่นเต้นสนุกสนานให้ชาวคณะที่มีโอกาสลุยหิมะแรกของต้นฤดูหนาวในยุโรป เพื่อต่อรถไฟสายกลาเซียร์เอ็กซ์เพรส ที่เมืองทาสซ์ ซึ่งเป็นเมืองสุดท้ายของการเดินทางด้วยรถยนต์ เพราะเมืองเซอร์แมทจะไม่อนุญาตให้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงวิ่งเข้าไปเลย ต้องเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ภายในเมืองใช้แต่รถแบตเตอรี่ จักรยาน แท็กซี่พลังงานไฟฟ้าเท่านั้น เมืองนี้ทั้งเมืองบรรจุไว้ด้วยอากาศบริสุทธิ์ โอบล้อมด้วยเทือกเขา จึงได้รับยกย่องเป็นเมืองปลอดมลพิษ และมีทัศนวิสัยสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่บนความสูงกว่า 1,620 เมตร (5,350 ฟุต) และยังเป็นที่ตั้งของยอดเขาไคลน์แมทเทอร์ฮอร์น สัญลักษณ์การท่องเที่ยวสวิส

สัมผัสกับสุดยอดศิลปะแห่งเรือนเวลาระดับโลกแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

วันเดินทางถึงเมืองเซอร์แมท อุณหภูมิติดลบ ท้องฟ้าก็ปิดด้วยเมฆฝน ไม่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงข้ามคืน แสงทองค่อยๆทาบทอท้องฟ้า ความงามของธรรมชาติเริ่มปรากฏให้เห็น เงาของเทือกเขาสลับซับซ้อนถูกวาดระบายรอบตัว ไม่นานก็เผยให้เห็นความงดงามของยอดเขาไคลน์แมทเทอร์ฮอร์น มงกุฎแห่งเทือกเขาแอลป์ติดอันดับโลก ซึ่งเป็นยอดเขารูปทรงพีระมิดที่สูงกว่า 4,478 เมตร นับเป็นความโชคดีของทุกคนที่ขึ้นมาไม่เสียเที่ยว ชาวคณะยิ่งคึกคักเมื่อได้ขึ้นรถไฟจากสถานีโครโนแกตเพื่อชมความงามของยอดเขาไคลน์แมทเทอร์ฮอร์น อย่างใกล้ชิด แม้อากาศจะหนาวเย็นเพียงใดก็ไม่หวั่น และทัศนียภาพสองข้างทางรถไฟมีแต่หิมะขาวโพลนปกคลุมไปตลอด พอไปถึงจุดสูงสุดก็ต้องตกตะลึงกับความงามแบบพาโนรามาของยอดเขาไคลน์แมทเทอร์ฮอร์น ซึ่งมีรูปทรงสวยที่สุดของเทือกเขาแอลป์ ขึ้นชื่อเป็นยอดเขาทรงพีระมิดที่มีปลายคุ้มงอเหมือนขอดูแปลกตา จนถูกนำไปเป็นโลโก้ของบริษัทหนังยักษ์ใหญ่ “พาราเม้าท์ พิคเจอร์ส” รวมถึงช็อกโกแลตยี่ห้อดัง “โทเบลโรน”

“ปกรณ์ พรรธนะแพทย์” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ได้ตั้งไว้ว่า “มันนี่ แคน บาย”

ต้องถือเป็นปาฏิหาริย์อีกครั้งของชาวคณะเดอะวิสดอม ที่โอกาสจะได้สัมผัสประสบการณ์บนฟากฟ้ากับการขึ้นบอลลูนยักษ์ที่หลุดลอยไปตั้งแต่วันแรกๆ เนื่องจากภูมิอากาศไม่อำนวย ได้กลับมาเป็นจริงอีกครั้ง โดยเปลี่ยนสถานที่จากเมืองนูเรมเบิร์ก ในเยอรมัน เป็นที่สถานีบอลลูน เมืองบัมแบร์ก ใกล้ๆ เจนีวาบอลลูนมหึมาสีสดใสขนชาวคณะกระเช้าละ 10 กว่าคนขึ้นสู่ฟากฟ้า ล่องลอยไปตามกระแสลมอ่อนๆ พัดพาไปไกลและสูงจนมองเห็นถนนที่แบ่งเขตแดนระหว่างสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส บรรยากาศอันเวิ้งว้างบนฟากฟ้า บอกถึงความรู้สึกที่เป็นอิสระ ไม่แออัดวุ่นวาย สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์โล่งโปร่งสบายตาแบบเบิร์ดอายวิว 360 องศาจากมุมสูง ได้เห็นประกายแดดอ่อนๆจากขอบฟ้าตัดกับแนวสีเขียวแดงน้ำตาลของต้นไม้ บ้านเรือน และเงาสะท้อนของทะเลสาบ ช่างมีความสุขเสียจริงๆ ถือเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่เงินอาจจะซื้อได้ แต่ถ้าไม่มีโชควาสนา ก็ไม่สามารถจะเนรมิตความสุขเช่นนี้ได้ และเมื่อบอลลูนร่อนลงสู่พื้นดินตามแต่กัปตันจะวินิจฉัยว่าท้องทุ่งไหนเหมาะจะแลนดิ้ง ทุกคนลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัยแล้วก็มีการเปิดแชมเปญฉลองพร้อมแจกใบประกาศนียบัตรประกาศความหาญกล้าแก่ทุกคน

จะจัดกิจกรรมอะไรก็ตามต้องให้ WoW!!

ทุกเรื่องราวของการเดินทางครั้งนี้ จึงรวมที่สุดของศาสตร์และศิลป์ระดับโลกที่เป็นทั้งฝีมือรังสรรค์ของมนุษย์และธรรมชาติที่บรรจบกันในการเดินทาง เป็นการมอบความสุขทางใจอย่างแท้จริง แถมยังได้ช็อปปิ้งอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ เพราะขอวงเงินได้ไม่อั้น รูดผ่านรูดผ่านไม่ติดขัดให้เสียอารมณ์ (เนื่องจากแบงก์ไปเอง) จึงมีตัวเลขการใช้จ่ายจากการช็อปปิ้งในทริปนี้ออกมาไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท...ถือเป็นการให้รางวัลตัวเองที่ต้องทำงานหนักมาทั้งปีก็แล้วกัน.

คุณปกรณ์ซึ่งเดินทางร่วมทริปด้วย
งานนี้จึงเป็นการเปิดประสบการณ์เหนือระดับ ที่มนุษย์เดินดิน คนกินข้าวแกง ยากจะเข้าถึง!!

ทีมข่าวหน้าสตรี

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทีมข่าวหน้าสตรีเดอะวิสดอม กสิกรไทยปกรณ์ พรรธนะแพทย์World Class Financial Servicesมันนี่ แคน บายนาฬิกาเอ ลังเง่ แอนโชเนอดอล์ฟ ลังเง่พาราเม้าท์ พิคเจอร์ส

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้