การเดินทาง เหมือนเป็นการไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เราไม่ได้วางแผนอะไรเลย เจออะไรเราก็ต้องผ่านไปให้ได้...นี่คือคำยืนยันจากปากหนุ่มคนนี้ ปั้น จิรภัทร พัวพิพัฒน์...

"การเที่ยวเหมือนไปทำความรู้จักผู้หญิงแต่ละคน เปรียบแต่ละประเทศเหมือนแฟนคนละคน เราชอบผู้หญิงคนนึงคนแรกอาจจะชอบนิสัย คนที่สองอาจจะชอบที่หุ่นดีเซ็กซี่ คนต่อไปอาจจะน่ารัก เสน่ห์ของแต่ละคนไม่เหมือนกันมันก็เหมือนกับเสน่ห์ของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน" 

คุยสนุก คุยกันแบบน้ำไหลไฟดับ กระตือรือร้นแบบสุดๆ เมื่อเราได้มีโอกาสเจอกับ "ปั้น จิรภัทร พัวพิพัฒน์" เจ้าของเพจดัง The walking backpack  ปั้นเป็นเด็กหนุ่มไฟแรง อายุ 22 ปี เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปี 4 ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้เลย แต่ด้วยความชอบทั้งสองอย่างมันสามารถที่จะไปด้วยกันได้

ปั้นบอกกับเราว่า The walking backpack ก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางคนเดียว มีกระเป๋าเป้ 1 ใบ ไปเรื่อยๆ ไปเจอคนที่พบ แล้วนำประสบการณ์ต่างๆ ที่ไปเจอมาเล่าให้ฟัง 

...

Q : เริ่มทำเพจ The Walking Backpack เมื่อไร ?

เริ่มจากเดือนมิถุนายน ปีที่แล้ว ตอนนั้นเราเริ่มซื้อกล้องถ่ายรูป Cannon 650D พอไปเที่ยว เราถ่ายรูปเยอะ โพสต์รูปบ่อย ตอนแรกต้องบอกก่อนว่ายังไม่มีแฟนเพจก็โพสต์ในเฟซส่วนตัวของเรา แต่พอไปเที่ยวคนเดียวแทนที่จะนั่งคุยกับเพื่อน เราก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ นู้นนี่นั่น ไร้สาระบ้าง เพื่อนก็เริ่มรำคาญ ก็แนะนำให้ไปเปิดเพจเราก็เปิดชื่อว่า The Walking Backpack

Q : ทำไมต้องเป็น The Walking Backpack

ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงตั้งชื่อนี้ คิดชื่อออกตอนนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้าน โอเคเป็นชื่อนี้แล้วกัน(หัวเราะ) ก็เป็นที่มาของการตั้งเพจ

Q : รูปสวยมาก ใครสอนถ่ายรูป ?

เรียนรู้เองครับ ไม่เคยมีคนสอนเราถ่าย เราลองผิดลองถูกเอง จากอินเทอร์เน็ต ยูทูบ

Q : ทำไมต้องหันหลังถ่ายกับสถานที่ต่างๆ ?

ครั้งแรกที่หันหลังถ่ายรูปคือตอนไปไต้หวัน เป็นรูปโปรไฟล์เพจเป็นรูปแรก เพราะอยากให้ตัวเองเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งของภาพแต่ไม่ใช่องค์ประกอบหลัก อยากให้สนใจไปที่ วิว สถานที่ บรรยากาศ จะได้ความรู้สึกตรงนั้น ไม่ได้มาตัดสินเราที่หน้าเรา เสื้อผ้าที่เราใส่ แต่เหตุผลคจริงๆ แล้วผมไปเที่ยวหน้าตาทุเรศมาก ไม่ได้โกนหนวด หน้าเยิน ผมยุ่งเหยิง ใส่แว่น มันทุเรศมาก (หัวเราะ) อย่างรูปหน้าหนังสือ The Walking Backpack นี่เพิ่งตื่นเลย ใส่รองเท้าแตะด้วย แต่ทุกรูปของเราวางขากล้องถ่ายเองทุกรูป หลายๆ รูปเบื้องหลังมันค่อนข้างทุลักทุเล ยากง่ายต่างกันไปแต่ละภาพ

Q : เริ่มเดินทางเที่ยวคนเดียวได้ยังไง ?

เกิดขึ้นตอนเราเรียนมหา'ลัยปี 2 ที่สิงคโปร์ จริงๆ เรามาเรียนสิงคโปร์ตั้งแต่ ม.3 ได้ทุนต่อก็เลยเรียนต่อมหา'ลัยที่นี่เลย ย้อนกลับไปเราเริ่มเที่ยวตอนปี 2 ตอนนั้นก็นั่งกินข้าวอยู่กับรุ่นน้องที่ห้าง เราก็บอกว่าจะมีวันหยุด 4-5 วัน อยากไปเที่ยวมากเลยแต่ไม่มีใครไปด้วย น้องคนนั้นก็บอกไปคนเดียวเลย ถ้าไม่ชอบก็กลับ ตอนนั้นเราก็คิด บ้ารึเปล่า ใครจะไปเที่ยวคนเดียว ติสต์แตกหรอ 

หลังจากนั้นก็มีเพื่อนชาวมาเลเซียมันก็แนะนำว่ามีเกาะสวยๆ เราก็คิดว่ามันคงเท่ดี ไปคนเดียวกระเป๋าใบเดียว ก็ตัดสินใจไปเกาะ ครั้งแรกที่ไปเที่ยวคนเดียวคือ "เกาะเตียวมัน" ตอนนั้นยังไม่ได้ถ่ายรูปหันหลัง มีแค่กล้องไอโฟน พอได้ไปเราก็คิดว่าโอเค ไม่ได้ลำบาก ตั๋วรถ-เรือ ที่พักก็ไปหาข้างหน้า ไม่มีจอง ระหว่างทางก็มีเจอเพื่อนอีก วันแรกก็ไม่ได้เลวร้าย วันสองก็จองทริปดำน้ำ ไปเจอกับเพื่อน 2 คน คนนึงเป็นคนอังกฤษชื่อ "คริส" อีกคนเป็นคนอเมริกันชื่อ "ซาร่า" เราไปร่วมทริปนี้ด้วย คุยกันสนุกสนาน ลงไปดำน้ำเห็นปลาสวยๆ วันรุ่งขึ้นก็ทำแบบนี้อีก วนไปเรื่อยๆ

...

กลายเป็นว่าการไปครั้งนี้เหมือนไปติดเกาะ คอมพิวเตอร์ก็ไม่เอาไปมีแต่โทรศัพท์เครื่องเดียว แล้วก็ไปเช่ากล้องถ่ายรูปใต้น้ำ ทุกคนก็ผลัดกันถ่ายรูป เราก็คุยกันฟังเรื่องราวของกันและกัน ในหนังสือผมเขียนว่า คริสคือครูสอนท่องโลก เขาเคยทำงานธนาคารมาก่อน แต่ก็ลาออกมาเดินทางรอบโลก เขาเล่าให้ฟังว่าเดินทางมารอบโลกมาปีนึงแล้ว ทำให้เรารู้ว่ามันมีสังคมนี้อยู่จริงๆ สังคมที่เขามีการเดินทางรอบโลกจริงๆ ผมเคยคิดว่าคนที่เดินทางรอบโลกต้องเป็นพวกทีมงานโทรทัศน์ มีทุกอย่างพร้อม จัดการไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนแบบคริสอยู่จริงๆ สถานที่ที่เราคิดชื่อออก คริสไปมาหมดแล้ว คริสก็บอกเราว่าเวลาไปก็ไม่ได้จองอะไรหรอก ไปเจอเพื่อนก็อยู่กับเพื่อนเฮฮา ไม่ได้มีอะไรลำบากถึงขนาดที่ทำไม่ได้

Q : ปั้นเอาเงินจากที่ไหนไปใช้ในการเที่ยว ?

ในทริปแรกๆ ก็จะมีเบี้ยเลี้ยงจากทุนอยู่บ้าง มีเงินเก็บจากที่เราได้สอนพิเศษที่เมืองไทย และก็เคยทำงานพิธีกรโทรทัศน์ช่วงนึงที่สยามกีฬาตอนจบม.6

Q : เคยทำรายการโทรทัศน์ ทำอะไร?

...

เป็นรายการกีฬา ของสยามกีฬา ตอนนั้นเราก็เป็นเหมือนนักข่าวกีฬา ทุกวันจันทร์ก็จะได้จัดรายการคู่กับ บิ๊กจ๊ะ สาธิต กรีกุล มันคือความสุขของชีวิต ตอนนั้นก็สนุกดีมีความสุขกับการทำงานมาก ไม่ซีเรียสเรื่องค่าแรงจะให้เท่าไรก็ได้ เพราะเราก็จบแค่ ม.6 ตอนนั้น ก็ทำไป 6 เดือน ก็ต้องกลับไปเรียนมหา'ลัย 

Q : ไปเที่ยวคนเดียวบ่อยแบบนี้ ครอบครัวว่ายังไงบ้าง สนับสนุนไหม?

ตอนแรกคุณแม่ก็ไม่ค่อยเข้าใว่าทำไมไปเที่ยวคนเดียว ทำไมไม่มีเพื่อน ไม่จองโรมแรม พอไปเที่ยวสักพัก 3-4 ทริป ก็เริ่มเข้าใจ พอกลับมาก็เห็นจากรูป ประสบการณ์ที่เล่าให้ฟังคุณแม่ก็เริ่มสนับสนุน เพราะเงินก็มาจากเราแล้วก็ไม่ได้เสียเยอะมากมาย ทริปนึงก็ประมาณ 3-5 พันบาท พอช่วงหลังๆ คนสนใจมากขึ้นก็เริ่มเป็นงานอดิเรกที่ซีเรียสมากขึ้น คุณแม่ก็เริ่มเห็นว่ามันมีประโยชน์ได้นะ ช่วงหลังๆ นี้คุณแม่ก็มาเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้ ดูเวลาให้เพราะเราก็ต้องเรียนด้วย ก็สนุกดี น้องๆ พี่ช่วยกันดู เหมือนเป็นธุรกิจครอบครัวไปแล้ว (หัวเราะ)

Q : ตอนเด็กๆ ครอบครัวออกเดินทางไปเที่ยวบ่อยอยู่แล้วหรือเปล่า ?

...

ใช่ครับ คุณพ่อจะชอบขับรถพาไปเที่ยวต่างจังหวัด ต้องบอกเลยว่าคุณพ่อคือต้นแบบของการท่องเที่ยว เพราะจะไม่บอกว่าจะไปไหน จะเอาเต็นท์ใส่ท้ายรถ ขับไปเรื่อยๆ ค่ำไหนนอนนั่น ทุกปีทุกปิดเทอม วันหยุดบ้าง ก็จะไปที่ที่ดังๆ ที่มีชื่อเสียง อย่างเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน อย่างเลยก็จะเป็นจังหวัดที่ครอบครัวชอบมาก อย่างภูกระดึงจะเป็นที่ที่ทรหดนิดนึง ก็โดนปลูกฝังมาแต่เด็กในการเดินทาง เหมือนเป็นการแก้ปัญหา คุณพ่อไม่เคยจองโรมแรมแต่อย่างที่ผมไปไม่มีรถขับก็ใช้รถสาธารณะ ส่วนเหตุผลที่เที่ยวต่างประเทศเพราะอย่างสิงคโปร์จะไปต่างประเทศง่ายกว่ากลับมาเมืองไทย อย่างทริปแรกก็มาเลเซีย คอนเซปต์ทั้งหมดของการเดินทางของผมคือ วิวที่ดีที่สุด สถานที่ดีสวยที่สุด อาหารที่อร่อยที่สุด มันเกิดจากที่เราไม่ได้วางแผนอะไรเลย การเดินทางของผมมันเป็นแค่วิธี

Q : ชีวิตวัยเด็กเป็นยังไงบ้างช่วยเล่าให้ฟังหน่อย?

ตอนเด็กๆ ซนมากกก เป็นโรคสมาธิสั้น คือเรียนเก่ง แต่ก็ซนมากในห้องเรียน นั่งไม่อยู่กับที่ เคยทะเลาะกับอาจารย์ เถียงอาจารย์ ไม่ได้ก้าวร้าวแบบทุบตีเพื่อนนะ แต่ดื้อไม่ฟังใคร คุณแม่ก็เลยส่งไปเรียนโรงเรียนฝรั่งโปรแกรมสองภาษา ได้เจออาจารย์ฝรั่งซึ่งเราชอบมาก ใครแอคทีฟยกมือขึ้นตอบอาจารย์จะชอบ ต่างจากอาจารย์ไทยที่ชอบให้ฟังแล้วจดเยอะๆ เราไปอยู่ที่นั่นก็เริ่มมีสายตาในสังคม มีคนเห็นคุณค่าของตัวเราจึงเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เป็นกลางไม่ใช่ซ้ายหรือขวามากเกินไป

Q : ทุกวันนี้ยังสมาธิสั้นอยู่ไหม

โรคสมาธิสั้นมันไม่ได้ผ่าตัดแล้วหาย แต่มันเป็นเรื่องของพฤติกรรม ทุกวันนี้โรคสมาธิสั้นก็ไม่ได้มีผลอะไรมาก แต่ก็ยังนั่งนิ่งๆ ไม่ได้ อ่านหนังสือให้จบเล่มไม่ได้ แต่ผมก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน เวลาอ่านหนังสือก็จะเดินอ่าน คุยโทรศัพท์ก็จะเดินคุย เราต้องเรียนรู้ที่จะใช้ให้ถูกเวลา

Q : ชอบเที่ยวสไตล์ไหน ภูเขา ทะเล น้ำตก ?

ก็ชอบทุกแบบ ได้หมด ในหนังสือจะออกมาแนวภูเขา ทะเล แม่น้ำ หรือมุมช็อปปิ้งก็มีบ้างแต่ไม่ค่อยได้ทำ มันแพง และเราก็ไม่ค่อยมีเวลาไปเดินซื้อของด้วย

Q : ตอนนี้ไปมากี่ประเทศแล้ว ?

ตอนนี้ประมาณ 10 กว่าประเทศ หลายคนถามแต่จำไม่ได้สักที เพราะก็ไม่เคยนับ ผมคิดว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าไปมากี่ร้อยประเทศ แต่ตอนที่คุณไปคุณไปทำอะไร ได้เจอใครมาบ้าง ผมจะไม่จำว่าไปที่นี่ ถ่ายรูปที่นี่ แต่จะจำว่าไปเจอใคร เขาเป็นยังไง หรือเรื่องแปลกๆ เกือบโดนนู่นนี่

Q : ในประเทศไทยชอบจังหวัดไหนที่สุด ?

ภาคเหนือก็ชอบแม่ฮ่องสอน ภาคใต้ก็มีไปเที่ยวบ้าง พยายามจะไป

Q : เที่ยวคนเดียวมากี่ปีแล้ว ?

2 ปี

Q : เหตุการณ์อะไรที่เราไปเจอมาจากการเดินทางแล้วจำได้ไม่เคยลืมเลย

ที่จำได้ไม่เคยลืมเลยคือก็โดนตำรวจจับที่บาหลี มันเป็นเกาะ เพื่อนก็เช่ารถกันรถมอเตอร์ไซค์มันไม่มีรถเมล์ เพราะพวกเราไม่มีใบขับขี่กัน เรากำลังติดไฟแดง ตำรวจเดินมาจากไหนไม่รู้ สุดท้ายก็เสียเงิน

Q : ปัญหา อุปสรรคที่เจอบ่อยๆ ในการเดินทางคนเดียว

หลงทางนี่บ่อยมาจนเป็นเรื่องปกติสำหรับการเดินทางไปแล้ว แล้วก็มีเรื่องของหาย เคยมีครั้งหนึ่งของหายที่บาร์เซโลนา โทรศัพท์โดนล้วงไป เราก็หาที่พักไว้แล้วแต่ไม่ได้จอง ไปถึงที่พักห้องเต็ม พอไม่มีโทรศัพท์ก็ไม่รู้จะทำไง เขาก็ให้นอนห้องรับรอง นอนพื้นไปก่อนละกัน เราก็โอเค ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี

Q : ไปเที่ยวมาก็เยอะประทับใจที่ไหนที่สุด ?

มันไม่มีที่ 1ในใจ ทุกที่ก็ประทับใจหมด ถ้าเรื่องอาหารก็ที่ไต้หวัน มันอร่อย อาหารจีนผสมไต้หวัน ถ้าภูเขาไฟสวยก็ต้องอินโดนีเซีย

Q : ชอบประเทศไหนที่สุด ที่ไปซ้ำแล้วซ้ำอีก ?

จริงๆ ก็มาเที่ยวเมืองไทยบ่อย แต่ถ้าต่างประเทศก็จะเป็นมาเลเซียเพราะมันใกล้สิงคโปร์ เราเปรียบว่าแต่ละประเทศเหมือนแฟนคนละคน เราชอบผู้หญิงคนนึงคนแรกอาจจะชอบนิสัย คนที่สองอาจจะชอบที่หุ่นดีเซ็กซี่ คนต่อไปอาจจะน่ารัก มันก็เลยต่างกันไปเหมือนแต่ละประเทศ ก็เลยไปเรื่อยๆ การเดินทางเหมือนเป็นการชาร์จแบต เอาเรื่องที่ได้เรียนรู้กลับมาใช้ในชีวิต ผมก็ไม่คิดว่าอยากจะไปเที่ยวรอบโลก เพราะคงเสียดายถ้าไปรอบโลกหลังจากนั้นจะไปเที่ยวอะไร เพราะก็ไม่เคยคิดเรื่องตัวเลขว่าต้องไปเที่ยวกี่เดือนกี่ปี มันไม่ได้เกี่ยวว่าต้องไปถ่ายรูปที่แลนด์มาร์กไหน

Q : ตอนนี้แบ่งเวลาอย่างไร อยู่ปี 4 ก็เรียนหนัก ?

ตอนนี้มีเวลาส่วนตัวค่อนข้างน้อย ว่างๆ ก็จะพยายามมาทำกิจกรรมที่มหา'ลัย เพราะก็เป็นเด็กกิจกรรมด้วย อย่างกีฬาก็เริ่มเล่นน้อยลง ผมเป็นนักกีฬาแฮนด์บอลกับฟุตบอล เล่นตั้งแต่เริ่มเปิดเพจเล่นให้มหา'ลัยมาตลอด เล่นจนเจ็บแล้วไม่ไหว เพราะบางทีหนักๆ ก็มีกระดูกหัก

งานเขียนหนังสือ ถ่ายรูป เขียนเรื่องท่องเที่ยวในเพจ และก็มีวิดีโอ ก็ทำเป็นงานเสริม จริงๆ ผมไม่สามารถเรียนในห้องเรียนได้ นั่งในห้องจะไม่ค่อยฟังอาจารย์ แต่จะอ่านเองได้

Q : วางเป้าหมายชีวิตต่อไปไว้ยังไง ? 

จบมาก็คงทำงานแต่ก็ยังไม่ได้มองว่างานอะไร เคยไปฝึกงานก็ไม่ได้ไปทุกวัน บางวันก็ลาไปเที่ยวถ่ายรูป เคยมีคนที่ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ประชาชาติพูดไว้ว่า ถึงแม้ว่างานของท่านไม่ใช่งานประจำ เป็นงานอดิเรกที่มีความสุขที่จะทำก็โอเคแล้ว เพราะในความชอบมันไม่จำเป็นต้องมาเลี้ยงตัวเอง

Q : จะกลับมาทำงานที่ไทย หรือ สิงคโปร์ ?

ต้องใช้ทุนที่สิงคโปร์ก่อน

Q : คิดถึงบ้านไหม กลับไทยบ่อยแค่ไหน ?

ก็กลับเรื่อยๆ ตอนนี้มีเหตุเดินทางบ่อย ก็กลับบ้านน้อยลง

Q : ให้คำแนะนำกับคนที่จะไปเที่ยวแบบฉายเดี่ยว ?

เดี๋ยวนี้มันคงเป็นกระแส คนก็อยากไปเที่ยวแบบไม่ต้องพึ่งทัวร์ จะไปกี่คนก็ได้ แต่การที่ไม่ได้ซื้อทัวร์เหมือนได้เรียนรู้โดยที่เราไม่ได้เตรียมอะไรก่อน อย่างจะไปเชียงใหม่ก็ได้รู้อะไรใหม่ๆ เหมือนได้ไปผจญภัย เพราะผมว่านี่เป็นการเดินทางที่มีความสุข ได้ไปเห็นอะไรสวยๆ ก็จริง แต่ไปที่นั่นระหว่างทางคือการเดินทาง คือเรื่องราว

ผมว่าสิ่งที่เราควรทำเมื่อไปเที่ยวคนเดียว คือ 1.เดินทางด้วยตัวเองเพื่อนกี่คนก็ได้ 2.ต้องเปิดใจรับเพราะไม่มีที่ไหนในโลกที่จะสบาย ผู้หญิงก็อาจต้องเลือกที่มันปลอดภัยสักหน่อย แต่ก็ไปได้ ไปคนเดียวได้ 3.ต้องมีความกล้า อย่าไปกลัว

Q : เที่ยวคนเดียวก็บ่อย ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนบ้างไหม ?

ตั้งแต่มีเพจมาก็ไม่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนเลย มันติดเป็นนิสัยแล้ว เวลาไปเที่ยวคนเดียวก็จะมีเพื่อนตลอดนะ แต่จะได้เพื่อนใหม่ เราก็จะได้เรียนรู้

Q : ปั้นมีแฟนไหม เคยไปเที่ยวกับแฟนรึเปล่า แตกต่างกับการที่เราไปคนเดียวมากไหม

ก็มีแฟนบ้างเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่เคยไปเที่ยวกับแฟน ถ้าได้ไปเที่ยวด้วยกันก็คงเป็นอีกแบบรูปหนึ่ง แต่การไปคนเดียวมันก็ดีตรงไม่ต้องมีแผน ไม่ต้องแคร์ใครมาก อยากไปไหนก็ไป

Q : ไอดอลของปั้นคือใคร?

ถ้าเรื่องการเดินทาง คงไม่มีชัดเจน แต่เราก็ชื่นชมพี่มิ้นท์ มณฑล หญิงเดี่ยว เที่ยวรอบโลก จากหนังสือ I Roam Alone อยากเจอมาก พี่เขาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของเรา เขาเป็นผู้หญิงคนเดียว เก่งกว่าเราที่เป็นผู้ชายซะอีก อย่างวงการหนังสือก็มีหลายคนที่เป็นไอดอลเรา ฝรั่งก็จะเป็น "ริชาร์ด แบรนสัน" ถ้าเป็นคนไทยก็จะเป็นพวกนักธุรกิจ ผมจะชอบ "คุณปัญญา นิรันดร์กุล" มากเพราะว่าเขาสร้างทุกอย่างให้ตัวเอง ทุกจุดในชีวิตเขาคิดว่าจะทำอะไร ตอนเราเป็นเด็ก เห็นเขาเป็นพิธีกรรายการแฟนพันธุ์แท้ยังไม่ได้อะไรเลยแต่ตอนนี้บริษัทบันเทิงเขาใหญ่ค้ำฟ้าอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 

Q : ฝากถึงคนที่ติดตามปั้น ?

ก็ขอบคุณนะครับ ผมไม่ได้มีใครมาช่วยโฆษณา แต่ก็มีคนที่ติดตามมาเผยแพร่เรื่องราวของผม ผมอยู่ในยุคที่คีย์บอร์ดเราส่งถึงกัน ผมโชคดีมากที่ได้เจอทุกคน จะพยายามตอบข้อความให้ได้มากที่สุด ขอบคุณทุกคนที่ติดตามเรื่องราว จะบอกว่าวิธีของผมไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่เป็นวิธีที่สะดวก แล้วออกไปเถอะครับ ก็จะเปลี่ยนคุณเอง