ในทำเนียบเจ้าสัวเลือดมังกรยุคเสื่อผืนหมอนใบของเมืองไทย จะต้องมีชื่อ “เจ้าสัวเกียรติ วัธนเวคิน” ผู้ก่อตั้งเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน โดยตำนานการต่อสู้ชีวิตพลิกชะตาที่ทรหดอดทนคงจะสมบูรณ์แบบไม่ได้ ถ้ามิได้เอ่ยชื่อของ “จรรย์สมร วัธนเวคิน” ภรรยาผู้ทำหน้าที่ทัพหลังร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่สร้างอาณาจักรธุรกิจยิ่งใหญ่มาด้วยกัน และยังคงทำหน้าที่เสาหลักอันมั่นคงของครอบครัว ในยามที่ “เจ้าสัวเกียรติ” จากโลกนี้ไปอย่างสงบ ด้วยวัย 103 ปี
“ฉันเป็นคนอยุธยา พ่อแม่สร้างเนื้อสร้างตัวจากการพายเรือค้าขาย จนมีเรือขายของชำเป็นของตัวเอง ฉันโตมาในยุคที่ประเทศไทยประกาศเข้าร่วมสงครามมหาเอเชียบูรพา ทำให้ต้องหยุดเรียนไปหลายปี ขณะเดียวกัน ก็ต้องไปทำงานในโรงงานต่างๆเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว ซึ่งเป็นภาระหนักสำหรับเด็ก กระทั่งสงครามสงบจึงได้กลับไปเรียนหนังสือต่อตามที่หวังไว้จนจบ ป.7 ฉันโตมาในครอบครัวคนจีนแท้ๆที่ไม่รักลูกผู้หญิง แถมเป็นลูกโทนคนเดียวของบ้าน จึงมีแรงกดดันมาก โชคดีที่ฉันเป็นเด็กใฝ่รู้รักการอ่าน อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า แม้กระทั่งถุงกระดาษใส่ขนม”...นายหญิงใหญ่บ้านวัธนเวคิน ย้อนรำลึกความหลังวัยเยาว์
เคยมีหมอดูทักไหมว่าโตขึ้นจะมีอำนาจวาสนาได้เป็นคุณนาย
เคยมีซินแสนิรนามเดินผ่านหน้าบ้านที่อยุธยา เข้ามาทักกับแม่อินว่า ลูกสาวของลื้อคนนี้ ใบหน้ามีอำนาจ มีวาสนาสูง หากเปรียบก็เหมือนกับปลามังกรที่มีพลังอำนาจและกำลังเยอะ ปลามังกรต้องไปว่ายในมหาสมุทร จะมาใส่อยู่ในขวดโหลเล็กๆก็ไม่ได้แสดงพลังเต็มที่ ควรสนับสนุนให้ได้ไปอยู่ในพระนครบางกอก แล้วลื้อจะได้มีวาสนาพึ่งพาอาศัยในวันข้างหน้า ด้วยความที่แม่อยากกลับไปอยู่ถิ่นเดิมในบางกอก จึงตัดสินใจขอคุณย่าเดินทางมาเยี่ยมคุณตาคุณยายที่กรุงเทพฯ จากที่เดินทางมาอยู่กรุงเทพฯครั้งละ 3-4 วัน ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นอาทิตย์หนึ่ง เดือนหนึ่ง และในท้ายที่สุด สองแม่ลูกก็ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯอย่างถาวร โดยอาศัยอยู่กับครอบครัวคุณตาคุณยายในบ้านเช่าแถวเยาวราช ซึ่งมีอาชีพเย็บผ้าโหลและรับจ้างทั่วไป ฉันกับแม่ช่วยทำงานเย็บผ้าโหลด้วย ระหว่างนั้น ก็สมัครเข้าเรียนโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ภาคค่ำด้านสารพัดช่าง จนได้รับประกาศนียบัตรวิชาตัดเย็บเสื้อผ้า
...
สาวบ้านนอกจากอยุธยามาพบรักเจ้าสัวหนุ่มเมืองกรุงได้อย่างไร
ช่วงที่เรียนภาคค่ำ ฉันต้องเดินผ่านบ้านคหบดีผู้มีชื่อเสียงคือ “คุณเทียน อังสนันท์” คอมปะโดของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมักจัดเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานเกือบทุกวัน หนึ่งในนั้นก็คือ “คุณเกียรติ วัธนเวคิน” ผู้จัดการประกันภัยศรีอยุธยา ต่อมา “คุณเทียน” และ “คุณเลื่อน บัวสุวรรณ” ผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นเถ้าแก่ชักนำให้เราทั้งสองรู้จักกัน เพราะคุณแม่ของ “คุณเกียรติ” ได้รับคำแนะนำจากซินแสว่า ผู้หญิงอยุธยาจะช่วยหนุนส่งดวงชะตาของลูกชายให้ดีขึ้น
คบหาดูใจนานไหม กว่าจะตกลงปลงใจแต่งงานกัน
คบกันอยู่เกือบ 2 ปี เพื่อศึกษานิสัยใจคอ หลังจากนั้นคุณแม่ของ “คุณเกียรติ” ก็ได้ปรึกษาซินแสโรงเจอีกครั้ง โดยซินแสเห็นดีด้วย ท่านจึงมาสู่ขอกับคุณพ่อคุณแม่ของฉัน โดยรับปากว่าจะดูแลลูกสาวอย่างดี
ต้องปรับตัวเยอะไหมคะ แต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลใหญ่เชื้อสายฮากกา
ฉันมาเริ่มชีวิตใหม่ที่บ้านมักกะสัน ด้วยความเป็นคนรักการเรียน แทนที่จะอยู่เหย้าเฝ้าเรือนตามธรรมเนียมของคนสมัยนั้น ฉันขออนุญาต “คุณเกียรติ” ไปเรียนภาษาอังกฤษที่เอยูเอ ควบคู่กับการเรียนบัญชีภาคภาษาอังกฤษ ที่กรุงเทพการบัญชี จนสำเร็จการศึกษาระดับ ปวส. และเมื่อมีเวลาว่างก็จะอ่านหนังสือทุกอย่างที่ขวางหน้า ต่อมา “คุณเกียรติ” ซื้อที่ดินและบ้านที่ถนนนเรศ เพื่อให้ครอบครัวได้มาอยู่รวมกันพร้อมหน้า จึงได้มีโอกาสปรนนิบัติดูแลญาติผู้ใหญ่และคุณแม่ของ “คุณเกียรติ” ก็ให้ความเมตตาเป็นอย่างมาก
เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระดูแลธุรกิจของ “คุณ เกียรติ” ตั้งแต่เมื่อไหร่
ธุรกิจแรกของ “คุณเกียรติ” คือ บริษัท ชลาพรรณ จำกัด เป็นโรงงานอุตสาหกรรมต้มกลั่นสุรา อยู่ที่สุพรรณบุรี ผลิตและจำหน่ายสุราในภาคกลาง ภายหลังเมื่อรัฐบาลมีนโยบายให้สัมปทานเป็นรายภาค ก็ได้สัมปทานในภาคใต้เพิ่มในนามบริษัท นามทอง จำกัด และภาคตะวันออกคือ บริษัท สุราตะวันออก จำกัด โดย “คุณเกียรติ” รับหน้าที่เป็นประธานกรรมการ และยังคงเป็นผู้จัดการบริษัท ศรีอยุธยาประกันภัย จำกัด แรกเริ่มฉันเข้ามาช่วยงานที่ชลาพรรณในตำแหน่งเลขานุการ กระทั่ง “คุณเลื่อน บัวสุวรรณ” ขอร้องให้ “คุณเกียรติ” ช่วยค้ำประกันเพื่อนที่เข้าประมูลงานก่อสร้าง “ค่ายธนะรัชต์” อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นค่ายทหารที่ได้เงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนาของอเมริกา จุดนี้เองได้พลิกชะตาของ “คุณเกียรติ” ให้ต้องเข้าสู่วงการก่อสร้างเป็นครั้งแรก เพราะต้องรับผิดชอบดำเนินการก่อสร้างแทนและกลายเป็นที่มาของการเปิดบริษัท สากลสถาปัตย์ จำกัด โดย “คุณเกียรติ” มอบหมายให้ฉันเข้าไปบริหารงานด้านบัญชีและการเงิน
ถูกมอบหมายให้มาคุมงานก่อสร้างใหญ่ ต้องพลิกตำรากี่เล่มถึงจะเอาอยู่
สมัยนั้นเป็นเรื่องยากมากที่สังคมจะยอมรับผู้หญิงในฐานะนักบริหาร ฉันจึงต้องเพิ่มความพยายาม อดทน เข้มแข็ง เพื่อครองใจลูกน้องผู้ชายจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิที่สูงกว่ามาก แต่ในที่สุด ฉันก็ผลักดันจนงานสร้างค่ายทหารแล้วเสร็จ ด้วยความที่เรามีพนักงานเป็นร้อยชีวิต จึงจำเป็นต้องหาโปรเจกต์ก่อสร้างใหม่เพื่อหล่อเลี้ยงลูกน้อง คราวนี้ขยับไปทำโปรเจกต์ใหญ่ขึ้น ทำทุกอย่างตั้งแต่ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์สายแรกของประเทศไทย ยาวตั้งแต่สามเหลี่ยมดินแดงไปจนถึงรังสิต และทางหลวงสายสำคัญๆอีกมาก โดยเฉพาะภาคอีสาน ตั้งแต่โคราช, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี และนครพนม ช่วงนั้น ฉันต้องฝึกฝนการยิงปืนเพื่อป้องกันตัวเอง เพราะไปบุกเบิกทำถนนในยุคที่ผู้ก่อการร้ายกำลังระบาดหนัก
...
เหตุการณ์ครั้งไหนเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายที่สุดในชีวิต
บริษัทเราได้รับการติดต่อให้เข้าประมูลงานสร้างทางสองสายในพื้นที่สีชมพูคือ การออกแบบและก่อสร้างทางหลวงสายแม่สอด-อุ้มผาง และทางหลวงสายเชียงคำ-ท่าวังผา เป็นทางที่ต้องบุกเบิกใหม่ ซึ่งภาครัฐได้เริ่มก่อสร้างไปก่อนแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะถูกต่อต้านจากชาวบ้าน แถมพื้นที่พวกนี้มีผู้ก่อการร้ายหลบซ่อนตัวอยู่จำนวนมาก ตอนที่เราเข้าไปสร้างทาง สร้างเมืองใหม่ในป่าใหญ่ แม้จะมีทหารและตำรวจช่วยคุ้มกันตลอดเวลา แต่ทรัพย์สินบริษัทถูกขโมย แคมป์โดนเผา แทรกเตอร์ถูกเผา นายช่างสนามและพนักงานของเราถูกซุ่มยิงตายทั้งคันรถ!!
จากธุรกิจโรงเหล้า และก่อสร้าง สยายปีกสู่การก่อตั้ง ธุรกิจเงินทุนได้อย่างไร
ในชีวิตของ “คุณเกียรติ” ทุกอย่างเกิดขึ้นจากโชคและโอกาสที่ได้รับการหยิบยื่นจากคนรอบตัวทั้งนั้น เมื่อโอกาสมาถึงมือ “คุณเกียรติ” จะไม่เคยปฏิเสธเลย อย่างบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เป็นผลมาจากการบุกเบิกสร้างทางในจังหวัดต่างๆ บังคับให้เราต้องซื้อที่ดินเพื่อสร้างแคมป์ไปในตัว สุดท้ายก็มีที่ดินสะสมไว้ทุกจังหวัดที่ไปก่อสร้าง “คุณเกียรติ” มีวิสัยทัศน์มาก บอกให้นำที่ดินเหล่านี้มาพัฒนาแบ่งเป็นแปลงๆ แล้วเปิดโอกาสให้ลูกน้องเข้าจับจองเป็นเจ้าของ โดยผ่อนระยะยาวแบบสวัสดิการ จึงจำเป็นต้องตั้งธนาคารขึ้นรองรับ ส่วนธุรกิจด้านการเกษตร เช่น บริษัท น้ำตาลตะวันออก จำกัด และบริษัท น้ำตาลและอ้อยตะวันออก จำกัด ที่ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย ก็มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือชาวไร่ระดับรากหญ้าให้มีอาชีพที่มั่นคง ซึ่งเป็นผลพวงมาจากธุรกิจต้มกลั่นสุรา
...
อะไรคือแรงบันดาลใจให้หันมาทุ่มเททำงานเพื่อสังคม
ฉันคิดเสมอว่า ผู้หญิงไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นภรรยาและแม่เท่านั้น แต่เมื่อเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น เราก็ต้องมีหน้าที่ผลักดันให้ผู้หญิงมีสถานภาพเป็นที่ยอมรับของสังคมในวงกว้าง และได้รับโอกาสทัดเทียมกับผู้ชาย ฉันเริ่มต้นจากการเป็นสมาชิกสโมสรวัฒนธรรมหญิง ด้วยการสนับสนุนของ “คุณเกียรติ” เมื่อปี 2495 ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการทำงานเพื่อสังคม กระทั่งได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ, ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ และงานที่ภูมิใจสุดคือ ได้รับเลือกเป็นประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ, ประธานชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติ กรุงเทพฯ และอุปนายกสมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติ
งานรัดตัวขนาดนี้ แบ่งเวลาอย่างไรเพื่อเลี้ยงดูลูกๆ ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ
ฉันเลี้ยงดูลูกๆทั้ง 6 คนแบบเพื่อน และพยายามอบรมลูกด้วยความรัก ความเข้าใจ ให้โอกาสทุกคนได้ค้นหาอนาคตของตนเอง และรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน หรือการทำงาน ฉันจะใช้หลักการในวิถีแห่งเต๋าของเหลาจื๊อ ซึ่งถือธรรมชาติเป็นสำคัญ เพื่ออบรมเลี้ยงดูลูกๆ ให้แต่ละคนดำเนินชีวิตตามแนวถนัดโดยวิถีแห่งธรรมชาติ ฉันพยายามปลูกฝังให้ลูกๆคิดเห็นอย่างมีเหตุผล เรียนรู้จากประสบการณ์และการลงมือทำด้วยตนเอง และเน้นให้ลูกทุกคนต้องใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ยิ่งเป็นลูกผู้หญิงจะสนับสนุนให้มีการศึกษาสูง เพราะคิดเสมอว่า ลูกผู้หญิงต้องแข็งแกร่ง อดทน และช่วยตนเองได้
...
ก้าวมาไกลเกินฝันถึงจุดนี้ มีบทเรียนชีวิตอะไรฝากไว้ให้โลกจดจำ
ฉันมองว่าชีวิตคนเราก็เปรียบเหมือนตุ๊กตาล้มลุก บางครั้งเจอลมแรง พายุพัดก็ย่อมจะหล่นล้มลง แต่พลังใจที่แกร่งย่อมเป็นแรงผลักดันให้ลุกขึ้นได้ใหม่อย่างกล้าหาญ ขอเพียงมีใจสู้ที่ไม่ท้อถอย สู้สุดชีวิต เพื่อพลิกชะตาให้หยัดยืนเข้มแข็ง กลายเป็นตุ๊กตาที่ใหญ่กว่าเดิม ยิ่งถูกผลักล้มลงก็ลุกขึ้นมาได้ใหม่ แข็งแกร่งกว่าเดิม จนในที่สุดกลายเป็นตุ๊กตาใหญ่ยักษ์ที่หนักแน่นมั่นคงแข็งแรง สามารถต้านแรงผลักใดๆได้โดยไม่ล้ม สำหรับฉันแล้ว วิกฤติในวัยเด็กที่ต้องเติบโตมาท่ามกลางชีวิตทุกข์ยากลำบาก เปรียบเหมือนโอกาสให้ชีวิตได้มีบทเรียน มีพลัง มีกำลัง ที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า และเป็นพลังแห่งความแข็งแกร่ง แม้ภายหลังต้องประสบปัญหาทุกข์ยากใดๆ ก็ไม่รู้สึกว่าหนักหนามากมาย เพราะเคยผ่านความลำบากที่สุดมาแล้ว ภูมิใจที่สุดคือ การได้อยู่เคียงข้าง “คุณเกียรติ” ช่วยกันทำงานสร้างธุรกิจร่วมกันมา ทำให้วันนี้ธุรกิจของครอบครัววัธนเวคิน มีความเจริญก้าวหน้าเป็นที่ยอมรับของสังคม.
ทีมข่าวหน้าสตรี