เป็นอีกหนึ่งรายการประกวดที่กระแสดีมาตั้งแต่ Season 1 จนมาถึง The Voice Thailand Season 3 ก็ยังคงแรงดีไม่มีตก...
ล่าสุด ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการประจำ สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Time Chuastapanasiri ถึงรายการเดอะวอยซ์ไทยแลนด์ว่า ปกติผมไม่ดูรายการประกวดร้องเพลง เพราะรายการประกวดร้องเพลงบ้านเราถูกปรุงแต่งฉาบหน้ามากมาย ส่วนมาก มักมุ่งเน้นไปที่ การ “ร้องให้ดู” หรือ “ดูการร้อง-เต้น-แสดง” แต่เดอะวอยซ์นั้นแตกต่างออกไป
รายการนี้ ไม่มีใครมีอำนาจสูงสุด โค้ช คนร้อง คนฟัง มีสถานภาพของอำนาจเท่าเทียมเสมอกัน โดยมีสิ่งเดียวเป็นตัวสร้างความเท่าเทียม นั่นคือ "เสียงร้อง"
รายการเดอะวอยซ์สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลก และทะลุแหกคอกรายการประกวดร้องเพลงอื่นๆ ออกไป (แต่ก็ยังคล้ายกับ รายการ Idol) ที่คุณได้ดูในช่องอเมริกัน แต่มันมีลักษณะพิเศษ
...
"เราอยากฟังเพลงจากคนที่ร้องเพลงเข้าถึงอารมณ์ แต่ไม่ได้อยากดู ดาราสวยหล่อ ที่ร้องเพลงที่ผ่านการปรุงแต่งจนผิดเพี้ยน" และกรรมการก็ต้องมาอวย ชม ด่าเพื่อสนองอารมณ์คนดู – เดอะวอยซ์นั้น ไม่ได้แคร์คนดู แต่แคร์สุนทรียะของความงามทางดนตรีเท่านั้น
คุณภาพของรายการเดอะวอยซ์นั้นทำได้ดีเยี่ยม ทั้งทีมงานเบื้องหลัง โค้ชที่เข้าขากันมาก และผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนที่สุดอัศจรรย์ ในทางการผลิตรายการโทรทัศน์ มีสิ่งที่คุณควรเรียนรู้จากรายการเดอะวอยซ์ คือ
1. ใครๆ ก็เข้าถึง เข้ารอบรายการได้ ถ้ามีเสียงดี มันแทนโลกของคนธรรมดา ใครก็ได้ สิ่งนี้แตะหัวใจและความฝันทุกคนเท่าเทียม ไม่มีชนชั้นในโลกของเดอะวอยซ์ ไม่มีคนรวย จน ไม่มีหญิงชาย ไม่มีคนหล่อสวย มีแต่คนเสียงดีเท่านั้น
2. คนมาร้อง คือคนที่มีความฝัน และอยากร้องเพลง ไม่ได้เป็นคนที่อยากจะเป็นดารา ศิลปิน ซึ่งนั่นจะทำให้คุณอึดอัดใจกับความไม่ธรรมชาติ ปรุงแต่งอย่างมากจนมากลบเกลื่อนเสียงร้องที่แท้จริงไป
...
3. เราอยากจะรู้จริงๆ ว่า ถ้าเราได้ยินเสียงร้องเท่านั้น โดยไม่เห็นหน้า เหล่า “มืออาชีพ จะพิจารณาไหม” ก็เหมือนที่แต่ก่อนเหล่าศิลปินที่แท้จริง ส่งเทปเดโม เพื่อให้ค่ายเพลงฟังเพลงโดยไม่ได้เห็นหน้า เราจะรับรู้ถึงความยุติธรรม และไว้วางใจกรรมการมืออาชีพเหล่านั้น ว่า การหันมาเพราะเสียงที่ดึงดูดใจนั้น เป็นของจริง
4. คุณจะได้ลุ้น สนุก กับปฏิกิริยา ของคนฟัง และคนร้อง หลายคนมาร้องเพราะต้องการรู้ว่าตนเองดี แย่ ไม่ได้ต้องการเป็นดารา ศิลปินจริงๆ แต่มาร้อง เพื่อ “พิสูจน์การยอมรับ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ
5. คุณจะได้ยินเพลงเดิม ในเสียงใหม่ และทำนองที่แปรผันไปจากเดิม และเริ่มยอมรับว่า คนธรรมดาร้องเพลงได้เพราะมากกว่าดารานักร้องในปัจจุบัน
6. คุณอาจขำไปกับลีลาโวหารของกรรมการเพลง ที่แก่งแย่งขายของผู้แข่งขัน เพื่อสะสมลูกทีมของโค้ชแต่ละคน การเกทับ บลัฟ หรือ อ้อนวอน ตลอดจนมุกตลกขำขันต่างๆ
แสตมป์ ตลก แต่คำพูดวิพากษ์วิจารณ์ของแสตมป์นั้น ดีมากและจริงใจไปทั้งหมด เหมาะสมกับภาพนักดนตรีคุณภาพคนรุ่นใหม่ โจอี้ บอย นั้นฮาและกวน ซื่อ ขำ และตรงไปตรงมาตามสไตล์แร็ปเปอร์ เจนนิเฟอร์ คิ้ม นั้นดูเลิศพราว และมีมาตรฐานสูง การที่เธอจะยอมรับใครนั้น ดูแสนยากเหลือเกิน และก็เป็นคู่เบรก จิก แขวะ กัดผู้อื่นตลอดเวลา ส่วน พี่ก้อง นั้น ก็หล่อบาดใจสาวๆ ทั้งในห้องส่ง และทางบ้านเสียเหลือเกิน
...
7. โค้ชแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญที่ยอมรับในวงการเพลง แต่ละคนมีสไตล์ และแนวทางของตนเอง ที่คุณอาจชื่นชม
8. คุณจะได้เห็นเบื้องหลังของการฝึก อบรม พัฒนาทักษะการร้องของแต่ละคน โดยที่ไม่มาถูกบดบังด้วยหน้าตา ท่าเต้น มีแต่เสียงเท่านั้น ที่ถูกพัฒนา
9. ทึ่งกับการแข่งขัน รายการนี้ คนแพ้ไม่ได้รู้สึกว่าแพ้ ทุกคนดูยอมรับและสบายใจ ว่าที่จริง แต่ละคนสู้กับตัวเอง และต้องการการยอมรับ ดังนั้น คนชนะจะไม่ข่มคนแพ้ ส่วนคนแพ้ก็ไม่ได้ถูกทับถม
...
10. อำนาจอยู่ที่ผู้ชมในตอนสุดท้าย คุณจะรู้สึกว่ามีอำนาจในการตัดสินผู้ชนะสุดท้าย ไม่ใช่นายทุน หรือโค้ช หรือทีมงานการตลาดที่จะมาหวังผลกับผู้ชนะและนำเขาหรือเธอไปพัฒนาเป็นศิลปิน
และที่สำคัญ รายการผลิตอย่างมีคุณภาพ ดูแล้วได้ลุ้นระทึกตลอดเวลา ทีมงานตัดต่อ วางจังหวะรายการ อารมณ์ได้ดี ต่อเนื่อง และทำให้ผู้ชมรู้สึกติดใจได้ไม่ยาก
ลองดู แล้วคุณจะเข้าใจว่า เสียงจริง ตัวจริง เป็นอย่างไร?
ผมชอบที่แสตมป์พูดนะครับ เขาบอกว่า ”คนดูรายการเดอะวอยซ์ ไม่ได้ต้องการฟังเสียงที่สูงที่สุด ไม่ได้ต้องการฟังเสียงที่ต่ำที่สุด หรือไม่ได้ดูเรื่องเทคนิคการร้องอะไร แต่คนดูต้องการเสียงร้องที่เข้าไปแตะหัวใจคนฟัง”
นี่คือรายการเพลงที่ดีที่สุด ท่ามกลางรายการเพลงเกลื่อนกลาดล้นจอทั้งหลาย!
ขอบคุณภาพประกอบ : TheVoiceThailand