ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    "อัศวินขี่ม้าขาว" ผู้นำแผ่นดินงดงามคืนกลับมาให้คนไทย

    ไทยรัฐออนไลน์24 ส.ค. 2557 05:15 น.
    SHARE

    ขึ้นแท่นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทย ไปอย่างสง่างามและไร้คู่แข่ง สำหรับผู้บัญชาการทหารบก “บิ๊กตู่– พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนโหวตท่วมท้น 191 เสียง พร้อมใส่เกียร์เดินหน้าเต็มที่เพื่อปฏิรูปประเทศไทย ตามคำมั่นสัญญาของสุภาพบุรุษชายชาติทหาร...“เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา เราจะทำอย่างซื่อตรง ขอแค่เธอจงไว้ใจและศรัทธา แผ่นดินจะดีในไม่ช้า ขอคืนความสุขให้เธอ...ประชาชน”

    ถ้าพูดถึง “บิ๊กตู่” ต้องยกให้เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีสีสันดุเด็ดเผ็ดมันส์ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยเป็นที่โจษขานถึงความบู๊ดุดัน โผงผาง สั่งการตรงไปตรงมา เน้นเสียงดังฟังชัด แม้ภายนอกดูเคร่งขรึม แต่ลึกๆแล้วกลับเปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน และมีหัวใจสุนทรีย์ ขนาดที่ว่าจับปากกาแต่งเนื้อเพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” ด้วยตนเอง เพื่อส่งสารถึงประชาชนให้เข้าใจความจำเป็นที่ต้องลุกขึ้นยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาล

    ย้อนประวัตินายกรัฐมนตรีคนที่ 29 เกิดและเติบโตในค่ายทหาร จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรชายคนโตจากพี่น้อง 4 คน ของ “พ.อ.(พิเศษ) ประพัฒน์ จันทร์โอชา” ด้วยความที่มีพ่อเป็นทหาร และแม่เป็นครู ทำให้ “บิ๊กตู่” ซึมซับความมีระเบียบวินัยมาเต็มร้อย ชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ตั้งแต่เด็ก แถมยังเรียนเก่งชนิดหาตัวจับยาก โดยมีความถนัดทั้งวิชาคณิตศาสตร์, ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมายังได้รับการปลูกฝังให้ทำหน้าที่พี่ใหญ่คอยดูแลครอบครัวในยามที่พ่อไปราชการสนาม ขณะเดียวกัน ความใจดีและเอื้อเฟื้อก็เผื่อแผ่ไปถึงน้องๆลูกหลานทหารที่เติบโตมาในค่ายทหารเดียวกันด้วยเสมอ

    ชีวิตของลูกทหารระหกระเหินพอสมควร เพราะต้องเก็บกระเป๋าตามบิดาโยกย้ายไปประจำการในหลายจังหวัด หลังสำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 จากโรงเรียนสหะกิจวิทยา จังหวัดลพบุรี “บิ๊กตู่” ได้เข้าศึกษาต่อชั้น ม. 1 ที่โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จังหวัดเดียวกัน แต่เรียนได้แค่ปีเดียวก็ลาออก และย้ายมาศึกษาต่อที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ กรุงเทพมหานคร กระทั่งจบชั้น ม. 3 จากนั้นจึงสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 และเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 23

    เมื่อจบจากโรงเรียนนายร้อย “พล.อ.ประยุทธ์” ได้เข้ารับราชการทหารสังกัดกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือทหารเสือราชินี มาโดยตลอด เริ่มไต่เต้าจากตำแหน่งผู้บังคับการกองพัน จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บังคับการกรมฯ จากนั้นจึงย้ายไปประจำกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และรับตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 1 เขามีโอกาสถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการเสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงเยี่ยมเยือนและดูแลทุกข์สุขของประชาชนทั่วทุกภูมิภาค ตั้งแต่เมื่อครั้งเริ่มรับราชการกรมทหารราบที่ 21 กระทั่งได้ปฏิบัติงานสนองพระราชดำริด้านการพัฒนาเพื่อความมั่นคงของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

    ก่อนหน้าการนำคณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศครั้งล่าสุด “บิ๊กตู่” ก็เคยมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งสำคัญมาแล้วหลายครา เพราะถือเป็นนายทหารสายเหยี่ยวที่รักชาติ และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 “พล.อ.ประยุทธ์” ซึ่งขณะนั้นมียศพลตรี ได้เป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการยึดอำนาจตามคำสั่งตรงจาก “บิ๊กป๊อก-พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” แม่ทัพภาคที่ 1 โดยมี “พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน” เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ในแวดวงทหารเป็นที่รู้กันว่า “บิ๊กตู่” คือนายทหารที่สนิทสนมและมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “บิ๊กป๊อก” เป็นอย่างมาก ด้วยความที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชามาตลอดในกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ เมื่อ “พล.ท.อนุพงษ์” ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและเลื่อนยศเป็นพลเอก “บิ๊กตู่” จึงได้เลื่อนยศขึ้นเป็น “พลโท” และรับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 พร้อมได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ต่อมา “บิ๊กตู่” ยังได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้เป็นหัวหอกรับผิดชอบการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมความรุนแรงจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในช่วงปลายปี 2553 ถึงปลายปี 2554

    ทั้งๆที่ปีนี้อายุ 60 แล้ว แต่ “พล.อ.ประยุทธ์” ก็ยังลุยงานหนักได้สบายๆ โดยไม่เหนื่อยล้า อันนี้สืบทราบมาว่า นอกจากจะวิ่งบนสายพานทุกเช้าเพื่อให้ร่างกายฟิต และสมองโล่งปลอดโปร่งพร้อมทำงานเพื่อประเทศชาติ “บิ๊กตู่” ยังได้กำลังใจดีจากศรีภรรยาผู้เก็บเนื้อเก็บตัวโลว์โพรไฟล์สุดๆ “อ.น้อง-รศ.นราพร จันทร์โอชา” กับลูกสาวคู่แฝด “น้องพลอย-ธัญญา” กับ “น้องเพลิน-นิฎฐา” โดย “อ.น้อง” จะเป็นคนเตรียมอาหารให้ ผบ.ทบ.เองทุกมื้อ เพราะรู้ใจที่สุดว่า สามีชอบอาหารไทยรสเผ็ดจัด และต้องมีน้ำปลาพริกขี้หนูซอยติดโต๊ะทุกมื้อ ส่วนอาหารฝรั่งไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ เวลาเดินทางไปต่างประเทศทีไร จึงต้องแพ็กน้ำพริกนรกให้ท่าน ผบ.ทบ.ติดกระเป๋าเดินทางไปกระปุกใหญ่ เผื่อแจกจ่ายลูกน้องให้ได้
    แซบกันทั้งหมู่คณะ

    แม้ “อ.น้อง” จะยังไม่ถึงวัยเกษียณฯ แต่ก็ตัดสินใจลาออกจากการเป็นอาจารย์ ภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะอักษร– ศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว เพื่อหันมาทำหน้าที่หลังบ้านที่ดีให้กับสามี และทุ่มเททำงานให้สมาคมแม่บ้านทหารบกอย่างเต็มที่ ในฐานะนายกสมาคมแม่บ้านทหารบก เพื่อดูแลสวัสดิการความเป็นอยู่ และขวัญกำลังใจของนายทหารทุกคน ซึ่งเป็นภารกิจที่ได้รับการกำชับมาจากสามีโดยตรง ขณะเดียวกัน ก็ไม่ลืมแบ่งเวลามาทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติ โดยอาสาเป็นอาจารย์พิเศษให้มูลนิธิเพื่อการศึกษา โทรทัศน์ทางไกลผ่านดาวเทียม โรงเรียนไกลกังวล ส่วนลูกๆเรียนเก่งเพราะคุณแม่ติวเข้ม จึงใช้เวลาแค่ 3 ปีครึ่ง ก็เรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ระหว่างเรียนยังใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยเคยรวมกลุ่มเพื่อน ตั้งวงดนตรีหญิงแนวทรีโอ 3 คน ชื่อว่า BADZ ออกอัลบั้มเพลงแรกในชีวิตกับค่ายอาร์เอส...ก็เพราะทั้งสวยและเก่งรอบตัวอย่างนี้ จึงไม่แปลกใจที่ “สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนใหม่” จะเป็นที่รักและเกรงอกเกรงใจสุดๆของสามี!!

    ด้วยบุคลิกที่โผงผางเปิดเผยตรงไปตรงมา แต่แฝงด้วยอารมณ์ขันแนวหยิกแกมหยอก โกรธง่ายหายเร็ว ทำให้ “บิ๊กตู่” ได้รับอีกหนึ่งฉายาจากสื่อว่า “ตู่นะจ๊ะ” เพราะมักติดคำพูด “นะจ๊ะ” ลงท้ายประโยคเชือดเฉือนเสมอ แม้ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน “บิ๊กตู่” ก็ยังปล่อยมุกกระจายผ่านวลีเด็ดไม่มีสะดุด ชนิดที่ว่าเดี่ยวไมโครโฟนยังต้องถอย วลีเด็ดเป็นที่จดจำไปทั่วบ้านทั่วเมือง มีอาทิ

    ...“ตั้งแต่ 22 พ.ค.ทำงานไม่ได้หยุด เบี้ยเลี้ยงวันละ 400 ไม่คุ้ม เมียจะเลิกอยู่แล้ว”

    ...“ผมไม่ใช่คนเก่ง หรือวิเศษไปกว่าใคร แต่มีจิตสำนึก รับราชการทหาร 37 ปี ไม่เคยละเมิด ผิดวินัย สนับสนุนทุกรัฐบาล”

    ...“มีคนมาติผม คอเสื้อไม่เรียบร้อย ผมไม่ใช่ดารา ผมเป็นทหาร”

    ...“ใครจะเป็นนายกฯ ไปตั้งจิตปรารถนาเอาแล้วกัน ใครอยากเป็นนายกฯก็มาสมัครได้ ผมอยู่เฉยๆสบายกว่า แต่มันจำเป็นที่ต้องทำ”

    ...“พูดคนเดียวสนุกดี ถ้าปล่อยให้ถามแล้วมันพูดไม่ได้ ใช่ไหม ผมพูดหมดแล้ว ทีนี้ก็ไปทำกันมาละกัน พวกคุณเก่งกว่าผมทั้งนั้นแหละ”

    ...“ไม่มีอิสระ ลูกเมียก็ต้องมาคอยให้กำลังใจ ผมไม่ได้อะไรเลย ไม่ได้อยากเป็นใหญ่เป็นโต พี่ก็รู้ใช่ไหม พี่วีระ”

    ...“เลิกเป็นศัตรูกันได้แล้ว เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ทะเลาะกันมาหลายปีแล้ว...”


    ทีมข่าวหน้าสตรี

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ทีมข่าวหน้าสตรีบิ๊กตู่ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีคนที่ 29ประเทศไทยโรงเรียนนายร้อยอนุพงษ์ เผ่าจินดาสนธิ บุญยรัตกลินอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo