ขึ้นชื่อว่า “ลิเก” เด็กรุ่นใหม่หรือผู้ใหญ่หลายคนอาจถึงกับส่ายหน้า เพราะยึดติดกับภาพของลิเกว่าเป็นละครเวทีของคนสูงอายุ หรือคนรุ่นเก่า เลยทำให้คนรุ่นใหม่หันไปชื่นชมกับการชมภาพยนตร์ตามโรงหนังชั้นนำ หรือหันไปชมละครเวทีทั้งไทย และเทศกันแทน ทั้งที่จริงๆแล้ว “การแสดงลิเก” ที่สืบทอดกันมานานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมไทยและเทศเอาไว้อย่างงดงาม

และเพราะ “ลิเก” เป็นหนึ่งในการแสดงออกของศิลปวัฒนธรรมการแสดงของไทยได้เป็นอย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจที่ ต็อบ-ประดิษฐ ประสาททอง ศิลปินศิลปาธรสาขาการแสดงคนแรกในปี 2547 จะเลือกนำ “การแสดงลิเกร่วมสมัย” เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการนำไปแสดงที่ประเทศญี่ปุ่น ในโครงการ “Mekong Festival 2009” เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองปีแห่งการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในลุ่มน้ำแม่โขงและประเทศญี่ปุ่น “Mekong-Japan Exchange Year 2009” ระหว่างวันที่ 18 – 25 พ.ย.นี้ และยังเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลละครกรุงเทพ 2552 อีกด้วย

ซึ่งเป็นที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งว่าในปีนี้ ต็อบ-ประดิษฐได้รับเชิญจาก ฮิเดกิ โนดะ (Hideki Noda) ผู้กำกับการแสดงและนักเขียนบทชาวญี่ปุ่น ผู้เลื่องชื่อทางด้านการละครไปทั่วโลก ให้นำบทละครเรื่อง “ยักษ์ตัวแดง” มาดัดแปลงในสไตล์ของ มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) ที่โดดเด่นในเรื่องการแสดงลิเกร่วมสมัย

ต็อบ-ประดิษฐ เล่าถึงจุดเด่นของบทละครเรื่อง “ยักษ์ตัวแดง” ว่า ส่วนใหญ่จะคงเค้าโครงเรื่องไว้ จะเปลี่ยนแค่ชื่อตัวละครจากชื่อญี่ปุ่น เป็นชื่อไทย เพลงที่ใช้ก็ปรับเป็นเพลงไทยดั้งเดิมที่หาฟังยาก แต่ได้นำมาเรียบเรียงด้วยภาษากลอนลิเกที่สวยงาม น่าฟัง ประกอบกับเนื้อเรื่องที่มีเรื่องราวน่าสนใจ ตัวละครและการกระทำหลายอย่างที่จะได้นำเสนออย่างแยบยลในเชิงสัญลักษณ์ ชวนให้ขบคิดให้คติกระตุ้นเตือนใจผู้ชม ซึ่งก่อให้เกิดคุณค่าในความเป็นมนุษยชาติต่อไป



ขณะที่นางเอกของเรื่อง ตุ๊กตา-บุญพร พูนล้ำเลิศ ที่แม้จะรับบทเด่นในการแสดงลิเกร่วมสมัยให้กับ มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม)มาหลายเรื่องแล้ว แต่ก็ยอมรับว่าบท “ขิณี” ที่ได้รับนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะ ด้วยความที่เป็นบทละครมาก่อน ทำให้เมื่อปรับเป็นลิเกแล้ว การถ่ายทอดตัวละครจะค่อนข้างยากกว่าลิเกเรื่องอื่นๆ เพราะต้องคงลูกเล่นในการต้นสดกับผู้ชม แต่ก็ต้องอินอยู่กับตัวละครตลอด แต่ก็อดรู้สึกตื่นเต้นและท้าทายไม่ได้ เพราะชอบเนื้อเรื่องของบทละครเรื่องนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว



เรื่องราวของ “ยักษ์ตัวแดง” เริ่มต้นที่หมู่บ้านบนเกาะแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศไทย ชาวบ้านช่วยชีวิตขิณีและขมูขีขึ้นมาจากทะเล พร้อมกับนำหูฉลามมาให้ขิณีกินเพื่อบำรุงร่างกายให้ฟื้นคืนแข็งแรง แต่แล้วขิณีก็เกิดคำถามว่า “นี่ไม่ใช่หูฉลาม” แต่ชาวบ้านกยืนยันว่ามันคือหูฉลาม แต่เธอว่ารสชาติมันไม่เหมือนกับที่เธอกินทุกวันเมื่อตอนที่ติดอยู่กลางทะเล พูดเสร็จ ...เธอก็ตระหนักได้ถึงความจริงอะไรบางอย่าง แล้วเธอก็วิ่งไปกระโดดหน้าผาตาย

ขมูขีเล่าเรื่องราวย้อนกลับไปว่า ครั้งหนึ่งขิณี เขาและเพื่อนอีกคนที่ชื่อปักหลั่น ได้รู้จักกับยักษ์ตัวแดง และเป็นเพื่อนรักกัน แต่ชาวบ้านไม่มีใครยอมรับและต่างพากันหาทางกำจัดยักษ์ตัวแดงออกไปจากหมู่บ้าน ในที่สุดทั้งสี่คนก็โดนเนรเทศออกจากหมู่บ้านให้นั่งเรือออกไปจากเกาะนั้น ในที่สุดเวลาผ่านไป ขิณีหมดแรงจนสลบเพราะไม่มีน้ำไม่มีอาหารกินและต่อมายักษ์ตัวแดงจากไป เหลือเพียงขมูขี ปักหลั่นและเขาจึงจำต้องหาทางอยู่รอด ด้วยการกินเนื้อเพื่อนของเขา “ยักษ์ตัวแดง”ที่ตายไปก่อนและโกหกขิณีว่าเนื้อที่เธอกินนั้นคือหูฉลาม...

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามเรื่องราวฉบับเต็มได้ตั้งแต่วันที่ 1-8 พ.ย. วันธรรมดา รอบ 19.30 น. เสาร์-อาทิตย์ รอบ 14.00 น.  ณ หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน

...