หลังมีการประกาศยึดอำนาจรัฐบาลในช่วงเวลา 16.30 น. วันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้มีการออกข้อห้ามต่างๆ หนึ่่งในนั้นคือเรื่องการออกประกาศให้ทีวีทุกช่องและเคเบิลทีวีงดออกอากาศรายการสถานีตามปกติ ให้ถ่ายทอดรายการของกองทัพบกเท่านั้น...
สิ่งที่เป็นประเด็นพูดกันหนาหูในโลกโซเชียลหลังจากที่ คสช.งดทีวีทุกช่องออกอากาศและเปิดเพลงพระราชนิพนธ์ ปลุกใจให้ฟัง หลายคนจึงอยากรู้ว่าเพลงที่เปิดให้ฟังทางวิทยุ-โทรทัศน์ในช่วงจอดำเพื่อรอประกาศแถลงการณ์เป็นเพลงอะไร ใครเป็นผู้ขับร้อง "ไทยรัฐออนไลน์" จึงได้นำบางบทเพลงมาเล่าถึงประวัติความเป็นมาให้ได้รู้กัน
"ขอฝันใฝ่ ในฝันอันเหลือเชื่อ ขอสู้ศึกทุกเมื่อ ไม่หวั่นไหว ขอทนทุกข์ รุกโรมโหมกายใจ ขอฝ่าฟัน ผองภัยด้วยใจทะนง"
เป็นเพียงตอนต้นของเนื้อเพลง "ความฝันอันสูงสุด" เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 43 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โดยเมื่อ พ.ศ. 2512 ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ได้รับพระราชเสาวนีย์ จากสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ให้เขียนบทกลอน แสดงความนิยมส่งเสริมคนดี ให้มีกำลังใจ ทำงาน เพื่อประเทศชาติ ออกมาเป็นกลอน 5 บท โดยถอดความมาจากเพลง The Impossible Dream
จากนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดให้พิมพ์บทกลอนนี้ ลงในกระดาษการ์ดแผ่นเล็กๆ พระราชทานแก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน และผู้ทำงานเพื่อประเทศชาติ เตือนสติมิให้ท้อถอยในการทำความดี
ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้กราบบังคมทูล พระกรุณา ขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใส่ทำนองเพลงในคำกลอน "ความฝันอันสูงสุด" ใน พ.ศ. 2514
ขณะเดียวกันก็มีผู้เล่าถึงที่มาของเพลงนี้ว่า มีที่มาจากที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงสุบิน นิมิตว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้เสด็จพระราชดำเนิน มาปรากฏพระองค์ขึ้น ที่หน้าพระแท่นบรรทม และได้มีกระแสพระดำรัสเป็นห่วงบ้านเมือง
และจากพระสุบินนี้เอง ทั้งสองพระองค์ จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์ เพลงความฝันอันสูงสุดนี้ขึ้น และได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นายทนงศักดิ์ ภักดีเทวา และนางจินตนา สุขสถิตย์ ร้องเพลงนี้ สอนให้แก่ข้าราชการทหาร ตำรวจ และพลเรือน เป็นครั้งแรกที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ก่อนที่จะแพร่หลายไปทั่วประเทศ
...
อีกเพลงที่ได้ฟังกันจนชินหูมาหลายทศวรรษ คือเพลง"เราสู้" เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 44 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ.2516
มีที่มาจากนายสมภพ จันทรประภา ได้ประพันธ์กลอนสุภาพ 4 บท จากพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สมาชิกสภานิติบัญญัติที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
และได้นำไปเขียนเป็นคำกลอนถวาย เมื่อทรงเกิดแรงบันดาลพระราชหฤทัย ที่จะทรงพระราชนิพนธ์เพลง "เราสู้" พระราชทานให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ทหาร อาสาสมัครและตำรวจชายแดน
ทรงหยิบซองจดหมายใกล้พระหัตถ์ มาตีบรรทัด 5 เส้น เพื่อทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง เสร็จแล้วพระราชทานให้ วง อ.ส. วันศุกร์ ซึ่งกำลังบรรเลงอยู่ในงานวันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม พ.ศ.2517 นำออกบรรเลง ณ พระราชวังบางปะอิน
จากนั้นได้ทรงนำกลับไปแก้ไขอีกครั้ง ก่อนจะพระราชทานออกมาให้วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ บรรเลง และทรงแก้ไขอีกจนพอพระราชหฤทัย
อีกเพลงที่ชื่อฟังแล้ว สะดุดผู้ฟังไม่น้อย คือเพลง "หนักแผ่นดิน" เพลงนี้ผู้ประพันธ์คำร้อง คือ พันเอก บุญส่ง หักฤทธิ์ศึก และขับร้องต้นแบบแรกโดย สิบเอก อุบล คงสิน และ ศิริจันทร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นเพลงที่ใช้เปิดออกอากาศทางสถานีวิทยุ จ.ส.กรมการสื่อสารทหารบก กองทัพบก ในการต่อสู้ทางการเมืองกับขบวนการคอมมิวนิสต์ ในช่วง พ.ศ. 2518-2523
ต่อมาใน พ.ศ. 2520 ชื่อเพลงนี้ ได้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ "หนักแผ่นดิน" กำกับโดย สมบัติ เมทะนี แสดงนำโดยสมบัติ เมทะนี และ นัยนา ชีวานันท์
นอกจากเพลงข้างต้น ที่มักได้รับการเปิดแทบทุกครั้งที่มีการรัฐประหารแล้ว ยังมีอีกหลายเพลงที่จะถูกนำมาเปิดผ่านสื่อบ่อยครั้งไม่แพ้กัน เช่น เพลง"ดุจบิดามารดร" เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประพันธ์ทำนองโดยท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์
เพลง "ต้นตระกูลไทย" ประพันธ์คำร้องและทำนองโดยหลวงวิจิตรวาทการ เพื่อประกอบละคร "อานุภาพพ่อขุนรามคำแหง" เมื่อปี พ.ศ. 2497 จุดเด่นของเพลงนี้คือรวบรวมบุคคลสำคัญที่มีความเก่งกล้าสามารถที่ยอมสละแม้ชีวิตเพื่อคนไทยทั้งชาติถึง 21 ท่าน
ส่วนอีกเพลงที่มีอายุเก่าแก่ไม่น้อย คือ เพลง "สยามานุสสติ" เป็นคำโคลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ.2461 และได้พระราชทานแก่ทหารอาสาสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
ต่อมาได้มีการนำโคลงนี้ มาปรับแต่งเป็นเพลงปลุกใจ ซึ่งประพันธ์ทำนองโดย นารถ ถาวรบุตร เมื่อปี พ.ศ. 2482 เพื่อใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง "ค่ายบางระจัน" ของบริษัทศรีกรุงภาพยนตร์
พจนานุกรม ได้ระบุความหมายของเพลงปลุกใจว่า คือ เพลงที่เร้าใจให้เกิดความกล้าหาญและกระตือรือร้น
เพลงปลุกใจ มีมาตั้งแต่สมัยโรมัน โดยใช้เครื่องดนตรีจำพวกเครื่องเป่า ทั้งเครื่องลมไม้และเครื่องทองเหลือง รวมถึงกลุ่มเครื่องกระทบ ได้แก่ เครื่องดนตรีที่ให้จังหวะทั้งหลาย โดยบรรเลงเพลงเดินแถวเพื่อปลุกใจทหาร
จากนั้นจึงมีการปรับปรุงให้มีเครื่องดนตรีอีกหลายชนิด เช่น ขลุ่ยผิว ปี่และแตร จนกลายมาเป็นต้นแบบของวงโยธวาทิต
สำหรับประเทศไทย เพลงปลุกใจ ปรากฏขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตั้งแต่ปี พ.ศ.2452
และเริ่มปรากฏเด่นชัดในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พ.ศ.2456 ต่อมาเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย พ.ศ.2475 กองทัพจึงแต่งเพลงปลุกใจออกมาเผยแพร่มากขึ้น
และยุคที่ได้ชื่อว่า เป็นยุคทองของเพลงปลุกใจ คือ สมัยของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งผู้บริหารประเทศ//ซึ่งมีเหตุผลสำคัญ ทั้งปลุกขวัญในช่วงภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 และปลุกเร้าจิตใจของทหารในกองทัพให้เกิดสำนึกรักชาติ
...
แต่เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพลงปลุกใจของกองทัพ กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร จวบจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย 14 ตุลาคม 2516-2519 เพลงปลุกใจของกองทัพ จึงกลับมามีบทบาทอีกครั้ง กระทั่งเกิดการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลในอีกหลายครั้ง และทุกครั้ง เพลงปลุกใจ จะถูกนำมาเปิดผ่านสื่อของกองทัพเสมอมา