ข่าว
100 year

ขุนพลใหม่เจนเนอเรชั่นสาม "ชาติ จิราธิวัฒน์"

ไทยรัฐออนไลน์4 พ.ค. 2557 05:45 น.
SHARE

เกิดเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ต้องรู้จักทำงานแบ่งเบาภาระในครอบครัว ยิ่งเกิดเป็นลูกหลานตระกูล “จิราธิวัฒน์” ยิ่งต้องขยันเป็นหลายเท่าตัว โดยในบรรดาคลื่นลูกใหม่เจนเนอเรชั่นสามของเซ็นทรัลยามนี้ คงไม่มีใครโดดเด่นเท่า “ชาติ จิราธิวัฒน์” กรรมการผู้จัดการบริษัท เซ็นทรัลเอ็มบาสซีโฮเต็ล จำกัด และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายพัฒนาโครงการ บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด แม้ปีนี้จะอายุแค่ 39 ปี แต่ก็พิสูจน์ความเอาถ่านมาแล้วจนได้รับความไว้วางใจให้คุมเมกะโปรเจกต์ใหญ่เบิ้ม มูลค่า 18,000 ล้านบาท “โครงการเซ็นทรัล เอ็มบาสซี” ครอบคลุมพื้นที่ 144,000 ตารางเมตร ริมถนนเพลินจิตตัดกับถนนวิทยุ เพื่อให้เป็นไอคอนนิคใหม่ของประเทศไทย

รู้ตัวตั้งแต่เด็กไหมว่าสุดท้ายต้องมาทำเซ็นทรัล 

ทุกปิดเทอมก็ต้องมาช่วยขายของ และห่อของขวัญ ที่เซ็นทรัล ชิดลม รุ่นผมโตมาแถวนี้ วิ่งเล่นกันอยู่ในเซ็นทรัล ชิดลม สมัยเด็กยังมีโอกาสตามคุณพ่อ (สุทธิชาติ จิราธิวัฒน์) ไปดีลงานธุรกิจด้วย มองย้อนกลับไปก็รู้สึกเป็นประโยชน์มาก ที่ได้ไปรู้ไปเห็นไปเจอผู้คนหลากหลายประเภท ได้นั่งดูคุณพ่อคุยงาน ถ้าถามจริงๆที่บ้านไม่เคยบังคับว่าต้องมาทำเซ็นทรัล แต่เรารู้สึกด้วยตัวเองว่า เซ็นทรัลให้อะไรกับชีวิตเราเยอะ เมื่อถึงเวลาก็อยากจะทำงานตอบแทน

ก่อนจับโปรเจกต์ระดับแลนด์มาร์ค “คุณชาติ” คลุกคลีอยู่แวดวงไหน

เป็นกฎของครอบครัว จิราธิวัฒน์ ที่ลูกหลานทุกคนจะต้องไปทำงานหาประสบการณ์ที่อื่นก่อนจะมาทำงานกับเซ็นทรัล ซึ่งก็ถือเป็นข้อดี ทำให้ได้เรียนรู้งานจริงๆ เพราะถ้าทำกับเซ็นทรัลตั้งแต่แรก เราก็จะถูกสปอยในฐานะลูกหลานจิราธิวัฒน์ ไม่มีวันทำงานเป็น!! หลังเรียนจบปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์จากทรินิตี้ คอลเลจ สหรัฐอเมริกา และปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ จากสถาบัน INSEAD ประเทศฝรั่งเศส ผมไปทำงานกับแบรนด์มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ ที่ประเทศอังกฤษ 1 ปี และมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ ที่ห้างเซ็นทรัล ชิดลม 1 ปี ก่อนจะทำงานกับ “GE Capital” 2 ปี ดูแลด้านการตลาดพัฒนาธุรกิจ แล้วจึงเข้ามาทำงานที่เซ็นทรัลเต็มตัวตอนอายุ 26 ปี โดยเริ่มงานแรกในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดของมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ กรุงเทพฯ และขยับไปเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของเซ็นทรัลพัฒนา ตอนอายุ 30 ปี ดูแลการให้เช่าพื้นที่ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยเน้นดึงแบรนด์ดังระดับโลกมาเปิดที่เอ็มบาสซี

อะไรทำให้ทายาทหนุ่มวัย 30 เศษ ได้รับความไว้วางใจให้คุมโปรเจกต์หมื่นล้าน

น่าจะเป็นผลงานที่ทำไว้กับเซ็นทรัลเวิลด์ ยุคที่ผมเข้ามา เซ็นทรัลเวิลด์กำลังจะเปิดตัวในฐานะศูนย์การค้าใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมมีหน้าที่ดีลติดต่อกับแบรนด์อินเตอร์ทั้งหลายที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก หลายร้านเป็นครั้งแรกที่ตัดสินใจเข้ามาเปิดแฟล็กชิพสโตร์ในเมืองไทย คิดว่าทางผู้ใหญ่ของเซ็นทรัลคงเห็นว่า การทำโปรเจกต์ “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” ก็ต้องอาศัยทักษะในการดีลกับแบรนด์เนมต่างประเทศเยอะ เพื่อโน้มน้าวให้มาเปิดที่เอ็มบาสซี ผมจึงถูกวางตัวให้ดูแลโครงการนี้

แบรนด์เนม

ต้องเคี่ยวกรำตัวเองหนักแค่ไหน เพื่อพิสูจน์ฝีมือ

ผมเป็นคนชอบใช้ของดี และรู้อยู่แล้วว่าอยากทำศูนย์การค้าที่เป็นไอคอนนิคของโลก ไม่ใช่ศูนย์การค้าธรรมดา แต่ยอมรับว่าไม่มีพื้นฐานด้านการก่อสร้างและออกแบบเลย ต้องใช้เวลาถึง 3 ปี ในการศึกษาหาข้อมูล ผมเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเรียนรู้ด้วยการเดินไปถามผู้รู้ตัวจริงในแต่ละสาขา เราสงสัยอะไรก็จะถามหมด การหาความรู้สามารถทำได้ทุกทาง “คุณทศ จิราธิวัฒน์” ก็ช่วยไกด์เยอะมาก เพราะมีประสบการณ์สูง จากที่ผมไม่รู้เรื่องโครงสร้างและการออกแบบ ทุกวันนี้อินมาก เหมือนคนโดนโยนลงน้ำ มีอยู่สองทางคือ ว่ายน้ำให้เป็น หรือไม่ก็จมน้ำ

อะไรคือสิ่งที่หินสุดในการทำ “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี”

ทุกอย่างยากหมด ไม่มีอะไรที่ง่ายเลย!! ง่ายแค่วันเดียวคือวันที่ผมตอบรับทำโครงการนี้ หลังจากนั้นยากหมด เพราะหลายอย่างเราทำเป็นครั้งแรกหมดเลย ตั้งแต่เรื่องความยากของการออกแบบดีไซน์เพื่อให้เป็นสถาปัตยกรรมระดับมาสเตอร์พีซ โดยผสมผสานศิลปะความเป็นไทยร่วมสมัยเข้ากับความหรูหราโมเดิร์น ไปจนถึงความยากของโครงสร้างอาคาร ซึ่งเริ่มลงเสาเข็มตั้งแต่ปี 2011 และต้องใช้เวลาก่อสร้างเกือบ 4 ปี เราออกแบบให้เป็น “Infinity Building” เป็นเครื่องหมายอินฟินิตี้ที่สื่อถึงความนิรันดร์ไม่มีที่สิ้นสุด เชื่อมโยงศูนย์การค้า จำนวน 8 ชั้น และส่วนทาวเวอร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมปาร์คไฮแอท ความท้าทายของตัวตึกคือ ความโค้งมนรอบด้านในลักษณะ 3D Curve ทั้งด้านหน้า, ด้านข้าง และด้านบน ซึ่งเป็นอะไรที่ทำยากมาก หรืออย่างเสาอาคารที่นำมาใช้ก็พิเศษจริงๆ เราเป็นศูนย์การค้าที่มีเสาอาคารน้อยมาก ไหนๆก็มีเสาน้อยจึงตั้งใจเนรมิตให้สวยไปเลย โดยนำวัสดุหรูอย่าง “โคเรียน” ที่มีความเรียบเนียนไร้รอยต่อ มาหุ้มเสาอาคารเป็นครั้งแรก พื้นอาคารก็เป็นอีกจุดที่อยากพูดถึง เราปูด้วยหินขัดชนิดพิเศษจากอังกฤษ
“เทอราซโซ” ขนาดใหญ่ถึง 80 ตารางเมตร เพื่อทำให้เส้นรอยต่อระหว่างแผ่นมีขนาดเล็กที่สุด ให้ความรู้สึกกลมกลืนเป็นแผ่นเดียวกัน กระจกที่นำมาใช้ทั้งโครงการก็ต้องเป็นกระจกโค้งมน ซึ่งแพงกว่ากระจกปกติ 3 เท่าตัว อีกหนึ่งไอคอนสำคัญของโครงการคือการใช้เกล็ดอะลูมิเนียม “Special Shingles” จำนวนกว่า 3 แสนเกล็ด มาตกแต่งรายล้อมรอบตัวตึก ได้แรงบันดาลใจจากเกล็ดหลังคากระเบื้องเคลือบของพระอุโบสถในวัดไทย ที่ระยิบระยับเวลาต้องแสงอาทิตย์ ซึ่งการประกอบเกล็ดอะลูมิเนียมก็ยากมาก ต้องนำเทคนิคการเข้าสลักของกระเบื้องว่าวโบราณมาปรับใช้ แถมรูปทรงตึกยังโค้งมนทั้งหมด ทำให้ต้องคำนวณองศาการติดตั้งเกล็ดแต่ละเกล็ดอย่างพิถีพิถัน แต่เมื่อประกอบสำเร็จแล้วสวยงามมาก และดูพลิ้วไหวเหมือนผ้าไหมไทย แต่ละวันตัวตึกจะมีสีสันแตกต่างกันไปตามเวลา

โปรเจกต์ “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี”

แบรนด์เนมโลกยอมปรับเปลี่ยนตัวเองเยอะไหมให้เข้ากับ “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี”

แบรนด์ท็อปของโลกก็มีกฎเหล็กชัดเจน ทั้ง Bottega Veneta, Chanel, Gucci, Hermes, Miu Miu, Prada, Ralph Lauren และ Christian Louboutin หลายแบรนด์มีสาขาอยู่แล้วในเมืองไทย ความยากจึงอยู่ที่ทำยังไงถึงจะโน้มน้าวแบรนด์ดีๆเหล่านี้ให้มาเปิดอีกสาขาที่ “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” โจทย์หินอีกอย่างคือเมื่อพวกเขาตอบตกลงแล้ว ก็ยังต้องโน้มน้าวให้แต่ละแบรนด์ปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านให้เข้ากับสไตล์ของตัวตึกที่โค้งมนมาก ยากสุดคงเป็น CHANEL ผมต้องลงทุนบินไปคุยกับทีมงานชาแนลถึง 2 ครั้ง เพราะทำยังไงชาแนลก็ไม่ยอมปรับเปลี่ยนรูปแบบร้าน และยืนกรานว่าจะเฉือนส่วนโค้งเว้าของตัวตึกออกเพื่อรักษาเอกลักษณ์รูปทรงเรขาคณิตเน้นเหลี่ยมมุมของชาแนล จนสุดท้ายต้องบินไปอธิบายอีกรอบว่าทำไมโครงการเราต้องดีไซน์แบบนี้ กระทั่งทีมงานดีไซน์ของชาแนลอินกับคอนเซปต์โครงการ และไปค้นเจอแรงบันดาลใจจากเก้าอี้ตัวโปรดของ “มาดมัวแซลล์โคโค่ ชาแนล” ซึ่งพนักพิงมีลักษณะโค้งมน

ฝันอยากปั้น “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” ให้ยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหน

ผมอยากเห็น “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” เป็นหนึ่งในตึกไอคอนนิคของโลก ที่ทุกคนต้องเดินทางมาดู เหมือนตึกดังๆในนิวยอร์ก, ลอนดอน, ปารีส และโตเกียว สำหรับผมน่าภูมิใจมาก เพราะทุกอย่างทั้งการออกแบบ, การก่อสร้าง และการตกแต่งภายใน ล้วนแต่เป็นฝีมือคนไทย

ใครคือกุนซือที่ปรึกษาได้ทุกเรื่อง

“คุณทศ จิราธิวัฒน์” เป็นผู้บริหารสไตล์ที่ว่าถ้าเรามีปัญหา แล้วเดินเข้าไปขอให้ช่วยแก้ปัญหา “คุณทศ” จะไม่ช่วยเลย!! แต่ถ้าเราบอกว่ามีปัญหา และไปหาทางแก้มา 2-3 แบบ แล้วให้ “คุณทศ” ช่วยชี้แนะว่าทางไหนดีที่สุด แบบนี้เขาช่วยเต็มที่ “คุณทศ” บอกตลอดว่า ถ้าไม่รู้อะไรก็ไปหาคนที่รู้จริง แล้วถามเขาเลยว่าทำยังไง ผมเริ่มทำโปรเจกต์นี้ตอนอายุ 32 ปี “คุณทศ” ก็ยังไว้ใจแรกๆ ผมขอให้ “คุณทศ” มาประกบด้วยตอนเจอซีอีโอใหญ่ๆ แต่ “คุณทศ” แนะนำว่า จะน่าเชื่อถือหรือไม่ขึ้นอยู่กับการวางตัวของเรา ไม่เกี่ยวกับอายุ ถ้าทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นใจ คนอื่นจะนับถือเราเอง

ทำงานหนักขนาดนี้ คลายเครียดยังไง

ขี่จักรยานครับ ผมเริ่มขี่จักรยานโร้ดไบท์ตั้งแต่คริสต์มาสที่ผ่านมา เพราะเพื่อนซื้อจักรยานให้ พอได้ลองขี่จักรยานรู้สึกชอบเลย เพราะทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น น้ำหนักลด และที่สำคัญยังช่วยปลดปล่อยความเครียดได้ดี ผมจะไปขี่แถวสุวรรณภูมิกับเพื่อนๆอาทิตย์ละ 2 วัน

โปรเจกต์หมื่นล้าน

เป็นขุนพลบุกเบิกธุรกิจใหม่เซ็นทรัลไปแล้ว อนาคตยังมีโปรเจกต์หินๆอีกไหม

(พยักหน้า) ได้รับมอบหมายโปรเจกต์ใหม่แล้วครับ ให้ไปคุมการก่อสร้างโครงการใหม่ของเซ็นทรัลที่ภูเก็ต

จนถึงวินาทีนี้ถือว่า “ชาติ จิราธิวัฒน์” สอบผ่านหรือยัง

(ส่ายหน้า) ผมยังไม่กล้าให้คะแนนตัวเอง จะสอบผ่านหรือไม่ผ่าน ขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของลูกค้าว่าจะชอบหรือไม่ชอบอย่างไร ต้องรอดูผลวันที่ 8-9 พ.ค.นี้ ซึ่งเราจะเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี อย่างเป็นทางการ
ต้องติดตามต่อไปว่า “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” จะอลังการงานสร้างสมกับความทุ่มเทขนาดไหน?!

ทีมข่าวหน้าสตรี

 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทุ่มเกินร้อยชาติ จิราธิวัฒน์สุทธิชาติ จิราธิวัฒน์ธุรกิจเซ็นทรัลเทอราซโซแบรนด์เนม

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้