พฤติกรรมการบริโภคแบบสะดวก เอาเร็วเข้าว่า เป็นประจำ ส่งผลเสียต่อสุขภาพและอาจจะลุกลามเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ ซึ่งเป็นโรคร้ายที่ผู้หญิงเป็นมากสุดเป็นอันดับที่ 5 รองจากมะเร็งปากมดลูก, มะเร็งเต้านม, มะเร็งตับ และมะเร็งปอด การป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ ทำได้ด้วยการรู้ทันโรค พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นโรค ตามที่ นพ.อิทธิชัย วัชรีคุปต์ แพทย์สาขาอายุรกรรมทั่วไป คลินิกเครือ รพ.กล้วยน้ำไท ได้อธิบายว่า ผู้มีพฤติกรรม การรับประทานฟาสต์ฟู้ดที่เรียกว่า สะดวก ง่าย รวดเร็ว เป็นอาหารที่มีกากใยน้อย ไขมันสูง ยิ่งถ้าไม่ออกกำลังกายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ จะพบประวัติป่วยด้วยโรคนี้
...
มะเร็งลำไส้ใหญ่ คือ มะเร็งที่อยู่บริเวณส่วนของลำไส้ใหญ่ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน ที่เรียกว่า ลำไส้ใหญ่โคลอน และลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย คือ ช่วงส่วนยาว 6 นิ้วสุดท้ายก่อนถึงทวารหนัก ซึ่งเกิดจากการที่เซลล์เจริญเติบโตแบบผิดปกติไม่สามารถควบคุมได้ และยังไร้ระเบียบ ส่วนสาเหตุการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่พบแน่ชัด แต่คาดว่าเกิดจากการระคายเคือง หรือถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ หรือเกิดจากการแบ่งตัวอย่างผิดปกติของเซลล์บริเวณเนื้อเยื่อของลำไส้ จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูงเป็นประจำ และในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน จนสามารถขับถ่ายอุจจาระเป็นประจำทุกวันในปริมาณ 350-500 กรัมต่อวัน ไม่ค่อยพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนคนที่รับประทานไฟเบอร์น้อย ไขมันสูง ไม่ค่อยออกกำลังกาย อุจจาระทุกวันแต่ปริมาณน้อยเพียง 75-100 กรัมเท่านั้น เสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่สำคัญ เป็นระยะแรกจะไม่แสดงอาการ ทำให้โอกาสในการตรวจพบและรักษาให้หายขาดมีน้อยลง ดังนั้นหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง คือ มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีพฤติกรรมการกินผักน้อย กินเนื้อและไขมัน ไม่ค่อยออกกำลังกาย จึงควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นประจำทุกปี โดยไม่ต้องรอให้มีอาการ
ขณะเดียวกัน นพ.สุภกิจ ขมวิลัย ประจำหน่วยศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการรักษาโรคนี้ว่า โดยทั่วไปประเทศที่เจริญแล้วจะแนะนำให้คนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้องตรวจ โดยไม่ต้องรอให้มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการขับถ่าย ทั้งนี้หากรอให้มีอาการอาจจะเป็นมะเร็งในระยะลุกลาม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดและให้ยาเคมีบำบัดต่อไป ปัจจุบันมีการรักษาด้วยการส่องกล้อง ที่สามารถตรวจพบติ่งเนื้อขนาดเล็กมาก และยังสามารถตรวจลักษณะพื้นผิว รวมถึงเส้นเลือดของติ่งเนื้อในระยะใกล้ เพื่อช่วยให้แพทย์ทราบถึงชนิดของติ่งเนื้อ โดยไม่จำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจ ทำให้สามารถตัดสินใจให้การรักษาที่เหมาะสมกับติ่งเนื้อนั้นๆ ได้ทันที และแม้ขนาดติ่งเนื้อที่ตรวจพบจะมีขนาดใหญ่ หากไม่มีการแสดงของการลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ศัลยแพทย์สามารถตัดติ่งเนื้อที่มีขนาดใหญ่ออกจากลำไส้ใหญ่ ผ่านกล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ได้ โดยไม่ต้องมีแผลตัดหน้าท้อง.