ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย (ขวาสุด) หัวหน้าโครงการพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ชวน แม่ ประจวบ–แสงเดือน จันทร์นวล (ที่ 2–3 จากซ้าย) จากบ้านนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ มาร่วมเผยความผูกพันกับผ้าไหมทอมือ

เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ความข้าใจเกี่ยวกับผ้าไทย  พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงได้จัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้น  ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์เดือนแห่งความรักนี้ ได้จัดการเสวนาเรื่อง “ทอผ้าด้วยความรัก” โดยชวน แม่ประจวบ และ แสงเดือน จันทร์นวล สองแม่ลูกสมาชิกศิลปาชีพ จากบ้านนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ มาร่วมถ่ายทอดการสืบสานงานทอผ้าไหมไทยสนองแนวพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มานานกว่า 40 ปี และความผูกพันที่มีต่อผ้าไหมไทย ที่พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา

แม่ประจวบ จันทร์นวล กล่าวว่า ก่อนหน้าจะได้เป็นสมาชิกศิลปาชีพ บ้านนาโพธิ์มีความแห้งแล้งมาติดต่อกัน 6-7 ปี ชาวบ้านไม่มีข้าวกิน มีแต่ผ้าไหมที่ทอไว้ใช้เอง จึงได้เอาผ้าไหมไปแลกข้าวกับหมู่บ้านอื่น พอดีทางราชเลขาธิการในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รับทราบจึงกราบทูลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระองค์ทรงมีรับสั่งให้ราชเลขาฯ มาดูและมาซื้อผ้าจากชาวบ้าน ซึ่งทางวังต้องมาหลายครั้ง กว่าชาวบ้านจะเชื่อใจขายให้ และปี 2516 ตนจึงเป็นสมาชิกศิลปาชีพ จวบจบปัจจุบันกว่า 40 ปีแล้ว ใจที่รักผูกพันกับเส้นไหมเพราะพ่อเป็นครูสอนทอผ้า ซึ่งเคยเป็นครูประชาบาล ด้วยใจรักการทอผ้าจึงลาออกมาอบรมที่กรุงเทพฯ แล้วกลับไปพัฒนาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่บ้าน แต่ตอนนั้นไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีผู้สนับสนุน ตอนนี้มี สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงให้การช่วยเหลือพวกเราให้มีงาน มีรายได้ส่งลูกๆ เรียนจนจบปริญญา และยังได้อนุรักษ์ผ้าไหมทอมือด้วย ความพิเศษของผ้าไหมนาโพธิ์คือ เราจะเลี้ยงไหมเอง สาวไหมเองทุกอย่างด้วยมือ ผ้าไหมของเราจึงยิ่งใช้ ยิ่งสวยเป็นเงางาม 10-20 ปี ก็ยังสวย นุ่ม ส่วนความภูมิใจที่สุดในชีวิตคือ การได้มีโอกาสตามเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าฯไปสาธิตการสาวไหม ทอผ้าไหม ให้ชาวต่างชาติได้ดู ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2534 ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดในชีวิตเลยทีเดียว
ด้าน แสงเดือน จันทร์นวล ผู้มีความมุ่งมั่นในการสืบสานงานทอผ้าไหมไทย กล่าวว่า ผูกพันกับผ้าไหมมาตั้งแต่เด็กๆ ที่เห็นแม่ทอผ้า จากนั้นก็จะขนถุงปุ๋ย หายไปกับชาวบ้าน 3-4 วัน แล้วกลับบ้านมาพร้อมกับเงิน หรือบางทีก็เห็นแม่และชาวบ้านดีใจที่ได้รับธนาณัติ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า ธนาณัติมาจากไหน มารู้ตอนโตว่า มาจากในวัง ซึ่งเป็นเงินมาเลี้ยงครอบครัวเรา เคยคิดว่า ถ้าบ้านเราไม่มีสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้การช่วยเหลือ เราจะอยู่อย่างไร พอตนเรียนจบปริญญา พ่อแม่อยากให้รับราชการเป็นครู เพราะมองว่า การทอผ้าเป็นงานที่ยากลำบาก แต่ด้วยความที่ตนมีใจรักด้านศิลปะ และมองว่า แม่ทุ่มเททำงานมาถึงตรงนี้ หากไม่มีการสานต่อสิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงอยากอนุรักษ์ไว้ก็จะสูญหาย จึงมาสานงานต่อจากแม่ ทั้งที่มีความกดดัน จากการไม่เห็นด้วยของที่บ้าน ตอนทำไม่มีทุนแล้วก็ไม่อยากขอแม่  เลยไป ขายน้ำเต้าหู้  เลี้ยงไก่ เอาเงินไปซื้อ ไหม  มาทอไปขายตามที่ต่างๆ แล้วก็มีชาวบ้านฝากตนไปขาย บ้าง สู้ชีวิตมา 7 ปี จนสามารถยืนได้ เป็นศูนย์ศิลปาชีพอำเภอนาโพธิ์ มีสมาชิกหลายร้อยคน รวมทั้งเปิดโอกาสให้แก่คนที่ด้อยโอกาส ทั้งคนพิการ และผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้า มาทำงาน ซึ่งผ้าไหมของเราจะเป็นแบบอันปลั๊ก คือ เป็นผ้าทอมือทั้งหมด ไม่มีการใช้เครื่องจักร เพราะอยากจะอนุรักษ์กระบวนการทำผ้าแบบเดิมๆ เอาไว้  ปัจจุบันเรามีขายทั้งในและต่างประเทศ มีงานทั้งที่เป็นงานอนุรักษ์ผ้าโบราณ ที่เราต้องสร้างมูลค่าให้เป็นงานผ้าเก็บสะสม และงานที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน.

...