นพ.บุญเลิศ อิมราพร
อาการแสบร้อนกลางอกและเรอเปรี้ยวเป็นอาการที่ทุกคนทราบกันดีว่า เป็นอาการของโรคกรดไหลย้อน ถ้าอาการไม่รุนแรงและเป็นนานๆครั้ง ก็สามารถแก้ไขเบื้องต้นด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร ร่วมกับการทานยาลดกรด ช่วยบรรเทาได้
นพ.บุญเลิศ อิมราพร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ รพ.เวชธานี เผยว่า ความจริงแล้ว โรคกรดไหลย้อนมีความซับซ้อนมาก คนที่เป็นโรคนี้ไม่จำเป็นต้องมีอาการแสบร้อนหน้าอก หรือเรอเปรี้ยว แต่ยังพบว่า อาการต่อไปนี้มีสาเหตุมาจากกรดไหลย้อนได้ เช่น เจ็บแน่นหน้าอกคล้ายโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ จุกคอหอยเหมือนมีก้อนในคอ เสียงแหบเรื้อรัง ไอเรื้อรัง เป็นต้น คนไข้กลุ่มนี้จะไม่มีอาการแสบร้อนกลางอกเลย ทำให้ไม่ทราบว่า ตนเป็นโรคกรดไหลย้อน การวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัยและรักษาโรค เช่น การตรวจส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน โดยเฉพาะคนที่มีสัญญาณเตือนว่า อาจเป็นโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งหลอดอาหาร อาการเตือนดังกล่าวได้แก่ กลืนติด เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ กินยาลดกรดแล้วไม่ตอบสนอง เป็นต้น ทั้งนี้ การตรวจส่องกล้องยังมีประโยชน์เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคกรดไหลย้อนได้ด้วย
...
นอกจากการตรวจส่องกล้องแล้ว ปัจจุบันยังมีเครื่องมือตรวจวัดปริมาณกรดไหลย้อนที่ทันสมัย มีประโยชน์ช่วยวินิจฉัยและรักษาโรคกรดไหลย้อน โดยสามารถบันทึกกรด ด่าง และก๊าซที่ไหลย้อนขึ้นมาในหลอด อาหารได้ตลอด 24 ชั่วโมง และบันทึกความสัมพันธ์ระหว่างอาการที่เป็น กิจกรรมที่ทำ การกินอาหาร การนอนกับกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาได้ การตรวจมี 2 แบบ คือ ใส่สายยางขนาดเล็กทางจมูกลงไปในหลอดอาหาร หรือการแปะติดแคปซูลขนาดเล็กไว้ที่หลอดอาหารด้วยการส่องกล้อง โดยจะมีเครื่องบันทึก การไหลย้อนติดตัวผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง เป็นการตรวจที่สะดวก ไม่ยุ่งยาก และปลอดภัย ข้อบ่งชี้ในการตรวจวิธีนี้ คือคนที่มีอาการแบบไม่จำเพาะดังกล่าวข้างต้น คนที่กินยาลดกรดแล้วไม่ตอบสนอง และคนที่ต้องการรักษากรดไหลย้อนด้วยวิธีการผ่าตัด
สิ่งสำคัญอีกอย่างที่คนไข้กรดไหลย้อนควรคำนึง คือการรักษาโรคให้หายขาดเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนจากกรดไหลย้อนเรื้อรัง ได้แก่ หลอดอาหารตีบตันจากพังผืด มะเร็งหลอดอาหาร ซึ่งปัจจุบันพบว่ากรดไหลย้อนเรื้อรังเป็นสาเหตุอันดับต้นๆของมะเร็งหลอดอาหาร ดังนั้น การดูแลตนเองเมื่อรู้ว่าเป็นกรดไหลย้อน การกินยาอย่างสม่ำเสมอ วินิจฉัยโรคและภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง.