ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดยุติธรรม นำทีมระดมสมองผู้เกี่ยวข้องสร้างทางเลือกแทนการคุมขังผู้หญิงที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม.

ครบ 7 ปี โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ได้ดำเนินงานช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงและเด็กที่ติดผู้ต้องขัง และเป็นกำลังใจให้ผู้ต้องขังสามารถมีโอกาสกลับมาดำรงชีวิตในสังคมได้ต่อไป สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม จึงได้จัดงานสัมมนาโครงการอนุวัติตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ เรื่อง “ทางเลือกแทนการคุมขังผู้หญิงที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” ขึ้น โดยมีผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม, นักวิชาการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานราชทัณฑ์ เข้าร่วมงาน ที่โรงแรมมิราเคิล เมื่อเร็วๆนี้

ในงาน ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตลอด 7 ปีที่ผ่านมาโครงการกำลังใจในพระดำริฯ ได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องในมิติต่างๆ เช่น มิติด้านสุขภาพ, มิติทางสังคม แต่ในมิติการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม หรือการทำให้กระบวนการเข้าถึงง่ายสำหรับผู้ต้องขังหญิง ยังต้องได้รับการพัฒนาอีก รวมทั้งการดำเนินการในมิติของการลดปริมาณผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ โดยการพยายามแสวงหาแนวทางอื่นที่เหมาะสม ซึ่งยังต้องมีการพัฒนาอีกอย่างมาก

...


ด้าน นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ กล่าวว่า ปรัชญาของการลงโทษคือการลงโทษให้สาสม เป็นการป้องกันมิให้กระทำความผิด และการแก้ไขฟื้นฟู ซึ่งเดิมออกแบบไว้สำหรับผู้กระทำผิดที่ใช้ความรุนแรงและเป็นภัยต่อสังคม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับการคุมขังผู้หญิง จึงประสบปัญหา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ลักษณะทางกายภาพ เช่น ระบบการเจริญพันธุ์ การตั้งครรภ์ คลอดบุตร สิ่งเหล่านี้ไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ในอดีตผู้ต้องขังเพศหญิงยังมีไม่มาก แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น และผู้หญิงที่ถูกจำคุกมีประเด็นที่แตกต่างจากผู้ชายคือ ส่วนใหญ่กระทำความผิดไม่รุนแรง, กรณีที่รุนแรง มักเป็นอาชญากรรมต่อชายที่เป็นคู่ของตนเองหรือคนใกล้ชิด ซึ่งเคยทำความรุนแรงหรือละเมิดต่อผู้หญิง และความผิดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เป็นต้น ซึ่งคณะผู้ที่เกี่ยวข้องกับการร่างข้อกำหนดกรุงเทพฯ ได้ทำการศึกษาถึงแนวทางในการลดจำนวนผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ มีอาทิ ความช่วยเหลือด้านกฎหมายเกี่ยวกับการจับกุม, การเบี่ยงเบนคดีจากการฟ้อง ซึ่งถ้ากระทำผิดเล็กน้อยและไม่ใช้ความรุนแรงจากการฟ้องคดี ให้เข้าโครงการบำบัดที่เหมาะสม หรือกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์, การควบคุมตัวก่อนพิจารณาคดี เป็นต้น

นอกจากนี้ ผลพวงแห่งโครงการกำลังใจในพระดำริฯ และพระเมตตาของพระองค์ภา ที่ทรงเล็งเห็นถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะความรุนแรงต่อผู้หญิงในทุกรูปแบบ จึงทรงมอบหมายให้สำนักอัยการสูงสุด เป็นหน่วยหลักในการจัดกิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง สำนักงานอัยการสูงสุด จึงได้ร่วมกับ องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN WOMEN) จัดทำบันทึกความตกลงระหว่างกัน เพื่อประสานความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่โรงแรมโซฟิเทล นายเลิศ ปาร์ค เมื่อเร็วๆนี้ โดย นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด กล่าวว่า สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ร่วมมือกับ UN WOMEN ทำงานมาหลายปี ในการขจัด ปัญหาความรุนแรงจากอุปสรรคต่างๆ โดยเข้าไปทำความเข้าใจและอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อาทิ พนักงานอัยการ, นายร้อยตำรวจ เพื่อสร้างทัศนคติและแนวทางในการยุติความรุนแรง พร้อมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ไม่เพิกเฉย โครงการต่อไปในอนาคตจะเข้าไปให้ความรู้ถึงในชุมชน, ผู้นำชุมชน และสถาบันการศึกษา ในความร่วมมือลงนามครั้งนี้ จะต่อยอดโดยทาง UN WOMEN จะให้การสนับสนุนในหลายกรณี ทั้งบุคคลที่ทำหน้าที่อบรม สร้างความเข้าใจในการยุติความรุนแรง รวมทั้งเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร.