คร่ำหวอดอยู่ในวงการละครเมืองไทยมากว่า 2 ทศวรรษ สำหรับ “บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ” ในฐานะผู้บุกเบิกการปฏิวัติละครเวที, ละครเพลง และละครโทรทัศน์เมืองไทย จนเปลี่ยนโฉมหน้าจากความบันเทิงบ้านๆ ไปสู่ความบันเทิงระดับมาตรฐานสากลที่เต็มไปด้วยคุณภาพคับแก้ว ล่าสุด เอ็มดีใหญ่แห่งค่ายเอ็กแซ็กท์-ซีเนริโอ ก้าวกระโดดไปอีกขั้น เตรียมนำละครเพลง “ข้างหลังภาพ เดอะมิวสิเคิล” ซึ่งเคยสร้างความประทับใจให้ผู้ชมชาวไทยมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน บุกบรอดเวย์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมด้วยพระเอกคู่ใจ “บี้-สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว” ในเวอร์ชั่น “นพพร” ภาคอินเตอร์
โปรเจกต์บุกละครบรอดเวย์ครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
เมื่อสองปีก่อน ผมได้พูดคุยกับ “ริชาร์ด มัลบี้” นักเขียนบทละครเวทีและนักแต่งเนื้อเพลงชื่อดังของบรอดเวย์ ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มากว่า 40-50 ปี เขาสร้างชื่อจากการเขียนบทละครเพลงมิสไซง่อน และมีผลงานเยอะแยะมากมาย โดยเรามีโครงการร่วมกันที่จะนำละครเพลงเรื่อง “ข้างหลังภาพ เดอะมิวสิเคิล” ที่ผมกำกับไว้ตั้งแต่ปี 2008 ไปทำเป็นภาคภาษาอังกฤษ และเปิดแสดงในอเมริกา โดยใช้ชื่อว่า “Behind Painting” จากการที่เขาได้เห็นผลงานของเรา ไม่ว่าจะบินมาดูเองที่โรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ หรือดูผ่านวีดิโอที่บันทึกการแสดงละครเวทีไว้ เขาสนใจมากว่า ทำอย่างไรจึงสามารถนำละครเพลงของไทยไปทำเป็นภาษาอังกฤษ และถ่ายทอดเป็นระดับอินเตอร์เนชั่นแนล เราพูดคุยกันมา 2 ปี ก่อนจะมาลงตัวที่เรื่อง “ข้างหลังภาพ เดอะมิวสิเคิล” ซึ่งทาง “ริชาร์ด” ชื่นชอบมาก เพราะเห็นว่า เรื่องราวมีความเข้าถึงคนได้ในระดับสากล สิ่งที่ผมตื่นเต้นมากคือ คนที่เราคุยด้วยคือ ระดับปรมาจารย์ของบรอดเวย์ เขาดูวีดิโอทั้งเรื่องแล้วตกใจมาก อะเมซซิ่งว่า คนไทยทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ ทั้งในแง่ความยิ่งใหญ่ของโปรดักชั่น วิธีการเล่าเรื่อง และเนื้อหาของละครเพลง ซึ่งน่าจะเข้าถึงคนอเมริกันได้ง่าย แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เขาสนใจมากคือ ไอ้เด็กคนนั้นคือใคร คนที่รับบท “นพพร” ซึ่งก็คือ “บี้-สุกฤษฎิ์” ซึ่งตอนนั้นยังไม่ดังเท่าไหร่ หลังจากคุยกัน 2-3 เดือน “บี้” ก็เดินทางไปนิวยอร์กพอดี จึงมีโอกาสได้เจอกับปรมาจารย์บรอดเวย์ เขาขอให้ “บี้” ลองร้องเพลงให้ฟังและแอคติ้งให้ดู ซึ่งปรากฏว่าเขาชอบมาก
ต้องปรับเปลี่ยนอะไรเยอะไหม เพื่อให้ละครเพลง “ข้างหลังภาพ” ไปแสดงบนเวทีบรอดเวย์
ฝรั่งประทับใจในละครเพลง “ข้างหลังภาพ” เพราะมีเรื่องราวของความต่างทางวัฒนธรรม ซึ่งเข้าถึงคนได้ง่ายในระดับสากล แต่ก็ต้องยอมรับว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ ได้มีการคุยกันเพื่อปรับเปลี่ยนรายละเอียดหลายอย่าง สเต็ปแรกคือ ต้องปรับเปลี่ยนบทแก้บท เพราะมันไม่ใช่แค่การแปล ต้องปรับตัวละครบางตัวให้เป็นอเมริกันด้วยซ้ำ เพื่อให้เรื่องราวเดินไปถึงฉากสำคัญในละคร เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1933 หนึ่งปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สิ่งใหม่ๆกำลังเข้ามาในสยามประเทศ พระเอกของเรื่องคือ “นพพร” รู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆที่เข้ามา และชื่นชอบความเป็นอเมริกัน กระทั่งไปเจอผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่ง คือ “แคทเธอรีน” ซึ่งแต่งงานกับท่านเจ้าคุณที่เป็นคนไทย แต่เมื่อเด็กผู้ชายไทยที่อยากเป็นอเมริกันมาก ไปเจอคนอเมริกันจริงๆ ผู้หญิงอเมริกันคนนี้กลับทำให้เขาเปลี่ยนใจ และหันมาชื่นชมในรากฐานวัฒนธรรมของไทยว่าสวยงามมากขนาดไหน เป็นการร้อยเรื่องใหม่ได้อย่างแนบเนียนเพื่อให้เข้ากับโครงเรื่อง และมีเหตุมีผลอย่างลงตัวมากขึ้น แต่รับรองว่าไม่ทิ้งความประทับใจของเรื่องดั้งเดิม
ทำไมฝันอยากนำละครไทยโกอินเตอร์สู่บรอดเวย์
ผมเคยไปเรียนที่อเมริกา ตั้งแต่ 30 ปีก่อน หลายๆครั้งเวลาคนถามว่า มาจากไหน พอเราตอบว่าไทยแลนด์ เขาก็จะทำท่างงๆ แล้วถามกลับว่า “ไต้หวัน” เหรอ มาในวันนี้ พอพูดถึงไทยแลนด์ คนจะบอกเลยว่า ไอเลิฟไทยฟู้ด...ไอเลิฟผัดไทย คือรู้จักประเทศไทยดี มันเป็นสิ่งที่เราดีใจและภูมิใจมาก โลกอ้าแขนต้อนรับเราซึ่งเป็นคนไทย สิ่งที่ภาคภูมิใจคือ ไม่ใช่แค่ผมกับ “บี้” ที่ไปบรอดเวย์ แต่โปรดักชั่นดีไซเนอร์ของเรา คือ “ศศวัต บุษยพันธ์” ก็ได้ไปทำโปรดักชั่นที่นิวยอร์กด้วย เพราะทางบรอดเวย์ประทับใจกับโปรดักชั่นของละครเพลงเรื่องนี้ และระบุมาว่าขอฉากแบบนี้เลย ฝรั่งอึ้งมากกับโปรดักชั่น และฝีมือการแสดงของนักแสดงไทย ส่วนเพลงใช้เพลงเดิมแค่เมโลดี้เดียว เพลงที่เหลือได้ “เดวิด ชายด์” นักแต่งเพลงมือรางวัลออสการ์ เป็นคนแต่งเพลงให้ทั้งหมด ผมได้ฟังแล้ว เพลงเพราะมากๆ
จนถึงขณะนี้ โปรเจกต์คืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน เมื่อไหร่จะเปิดม่านให้ชม
ทุกอย่างยังอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อหาความเป็นไปได้ เราผ่านมาแล้วหลายด่าน แต่คงยังไม่สำเร็จภายในปีหน้า ตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว เราเริ่มบินไปอ่านบทกันครั้งแรก และเดือน มิ.ย.ปีนี้ มีการอ่านบทอีกครั้ง ซึ่งก็ได้เห็นพัฒนาการของ “บี้” อย่างมากในเรื่องภาษาอังกฤษ, การแสดง และการร้องเพลง กระทั่งล่าสุด เมื่อเร็วๆนี้ ที่นิวยอร์กได้มีการอ่านบททั้งเรื่องโดยนักแสดงหลักๆหลายคน ซึ่งมาแคสติ้ง ปรากฏว่าทางบรอดเวย์ชื่นชอบ ได้รับผลตอบรับดี และเดือน ก.พ.ปีหน้า ก็จะมีการพรีเซนต์ครั้งใหญ่อีกครั้ง คราวนี้แสดงจริงด้วย และใส่โปรดักชั่นเข้าไปเล็กน้อย เพื่อหาฟีดแบ็กดูว่าใครจะชื่นชอบ และมาร่วมมือกับเราเพิ่มเติมอีก
ทำไมต้องเป็น “บี้” ที่ได้ไปบรอดเวย์คนแรก เพราะเป็นเด็กปั้นหรือเปล่า
ทางบรอดเวย์เลือกเองครับ เราไม่ได้บอกอะไรทั้งสิ้น เขาดูวีดิโอเสร็จก็ถามเองว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นใครเขาถามผมว่า เอาเด็กคนนี้มาเล่นได้ไหม ผมเลยถามกลับว่าทำไมอยากได้คนนี้ เขาบอกว่าอยากได้เด็กคนนี้ เพราะยุคนี้เป็นอะไรที่ยากมากจะหานักแสดงอเมริกันที่เล่นได้ลึกขนาดนี้ คือมีความจริงใจในการแสดงบนเวที ทำให้รู้สึกว่าเขารักผู้หญิงคนนี้จริงๆ มันคือเสน่ห์เฉพาะตัว การที่คนไทยคนหนึ่งจะไปรับบทนำแสดงบนเวทีบรอดเวย์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ตอนนี้ “บี้” ก็ไปใกล้ถึงจุดนั้นแล้ว และได้ใบอนุญาตเวิร์กเพอร์มิตแล้ว ส่วนเรื่องภาษาอังกฤษ ก็เคี่ยวเข็ญให้เรียนกันมา 3 ปี ซึ่ง “บี้” ก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาก
จนถึงวินาทีนี้ เรียกตัวเองว่าเป็น “ตัวจริงของวงการละครเพลง” ได้หรือยัง
ผมอยู่วงการนี้มานาน ประสบความสำเร็จมีคนชื่นชอบมากมายในเมืองไทย แต่เราไม่รู้หรอกว่าในระดับอินเตอร์เนชั่นแนล เราอยู่ในระดับไหน เราไปถึงขนาดไหน เราทำละครเวทีที่เมืองไทย มีคนชื่นชอบก็ดีใจครับ แต่ในระดับบรอดเวย์ล่ะ ถ้าเอาสแตนดาร์ดแบบนี้ของเมืองไทยไปทำให้คนที่รู้จักละครเวทีมาทั้งชีวิตดู แล้วเขาจะรู้สึกยังไง ปรากฏว่าสิ่งที่เราภูมิใจมากคือ เขาบอกว่าเราเก่ง และบอกว่า คุณเป็นตัวจริง!! อันนี้ผมถือว่าสุดยอดแล้วสำหรับคนทำอาชีพนี้ บางทีเราทำไปที่สุดของเรา แต่ไม่เคยรู้หรอกว่าระดับโลกเราอยู่ตรงจุดไหน พอได้ไปถึงบรอดเวย์จริงๆ บอกตามตรงว่าตื่นเต้นนะ รู้สึกเกร็ง แต่เราก็ใช้หลักที่เราเชื่อ และวิธีการกำกับในแบบของเราที่เคยใช้กับนักแสดงไทย ซึ่งนักแสดงระดับนางเอกของบรอดเวย์ที่มาร่วมเวิร์กช็อปก็ชื่นชมว่า เราชอบทำงานกับยูจังเลย เพราะยูชัดเจนมาก ขณะที่คนเบื้องหลังที่มาร่วมงานกับเรา ก็ชมว่ายูเป็นคนฉลาดมาก และยูคือตัวจริงของวงการละครเวที ผมภูมิใจกับคำนี้มาก อยู่เมืองไทยมีคนชื่นชมเราเยอะ แต่ก็ยังไม่วายโดนกระแหนะกระแหนว่าเราคือตัวจริงหรือเปล่า
อยู่วงการนี้มานาน ทำยังไงให้ไม่หมด ไฟ...อะดรีนาลีนพลุ่งพล่านตลอดเวลา
ผมอยู่วงการนี้มา 22 ปีแล้ว เห็นคุณค่าแต่ละโมเมนต์ของทุกวัน เวลาทำงานเราจะรู้สึกใหม่ได้ตลอด เพราะตัวงานใหม่ หรือแม้กระทั่งคนที่เคยร่วมงานกันแล้ว แต่พอมาเจอกันใหม่ เขามีอะไรแปลกขึ้นมา ทำให้เราสนุก การทำงานบันเทิงเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับคน คนเราเปลี่ยนไปทุกวัน ผมก็เรียนรู้อะไรใหม่ๆทุกวัน และเปลี่ยนไปเช่นกัน การกำกับละครในวันนี้คงไม่เหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มันจึงใหม่อยู่ตลอดเวลาไม่เคยหมดไฟ ผมว่า ผมนิ่งขึ้น ลึกขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น และโตขึ้น ประสบการณ์ชีวิตทำให้เราเปลี่ยนไป อย่างเรื่องครอบครัว พ่อแม่ลูก สมัยก่อนไม่ได้โดนเรามาก แต่พอเป็นพ่อคนก็เริ่มอินกับเรื่องนี้ ผมคิดว่าทุกวันเริ่มต้นใหม่เสมอ แต่เริ่มต้นโดยต่อยอดจากฐานที่สร้างไว้
“ถกลเกียรติ วีรวรรณ” ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่มีพรสวรรค์ในการคั้นคนให้เก่ง?!
มันเป็นหน้าที่ของผู้กำกับครับ ถ้าสักแต่ว่าคั้นกับคนที่ไม่มีของก็คงไม่ได้ บ่อยครั้งที่เรามองผิดก็มี คิดว่าเขามีดีให้คั้น แต่พยายามคั้นแทบตาย แล้วไปไม่ได้ก็มี!!
ประสบการณ์จากการบุกบรอดเวย์ จะสามารถนำมาใช้พัฒนาวงการละครเวทีเมืองไทยอย่างไรบ้าง
ละครเพลงคือพาณิชย์ศิลป์ ที่ต้องทำและทดลอง ลองดูสิว่าทำแล้วดีไม่ดียังไง กุญแจสำคัญของการทำละครเวทีคือ ทีมเวิร์ก เป็นการนำคนเก่งๆมารวมกัน โดยแต่ละคนต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ส่วนผู้กำกับมีหน้าที่ผสมผสานมันออกมาให้กลมกล่อมที่สุด จากที่ผมมีโอกาสทำงานกับมืออาชีพระดับบรอดเวย์ ทำให้ค้นพบว่า ฝรั่งเคารพในสิทธิส่วนบุคคลสูงมาก และเคร่งครัดในระเบียบวินัยสูง ให้เวลาแค่ไหนก็ต้องจบแค่นั้น ถ้าหมดเวลาปั๊บ เสร็จไม่เสร็จก็ไม่สน เป๊ะมากจนเหมือนเราวิ่งมาราธอนเลย ส่วนคนไทยจะมีนิสัยสบายๆ ค่อยๆเป็นค่อยๆไปเยอะ อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นข้อดีของอเมริกันคือ กล้าพูดกล้าแสดงออก กล้าบอกว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร พูดแล้วจบตรงนั้นเลย ไม่เหมือนคนไทยไม่กล้าพูดไม่กล้าคิด เพราะกลัวจะผิด ทำให้เป็นอุปสรรคในการแสดงความสามารถ สุดท้ายเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับรากฐานความคิด, สังคมและวัฒนธรรมของคนอเมริกัน เขาคิดยังไงงานถึงออกมาแล้วได้มาตรฐานระดับสากล.
...
ทีมข่าวหน้าสตรี