กลายเป็นเป้าสนใจไปทั่วทุกมุมโลก เมื่อสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า เจ้าของฉายา “ฤาษีแห่งเอเชีย” ซึ่งปิดประเทศจากโลกภายนอกมานานหลายทศวรรษ ลุกขึ้นเปิดเวทีประกวดขาอ่อนเป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปี เพื่อเฟ้นหาสาวงามชาวพม่ารุ่นใหม่ เป็นตัวแทนประเทศเดินทางไปชิงมงกุฎมิสยูนิเวิร์ส 2013 ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย วันที่ 9 พ.ย.นี้ แม้จะร้างราวงการนางงามไปนาน แต่เมียนมาร์ก็ไม่ทำให้ชาวโลกผิดหวังกับ มิสยูนิเวิร์ส เมียนมาร์ 2013 “โม แซด วาย” สาวชาวรัฐฉานที่ไม่ได้สวยชวนตะลึงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมากด้วยกึ๋นชนิดที่ฝรั่งยังอาย!!

ในโอกาสที่ “มิสยูนิเวิร์ส เมียนมาร์ 2013” เดินทางมาเยือนประเทศไทย เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อร่วมฉลองครบรอบ 65 ปี ความสัมพันธ์ไทย-พม่า จัดโดยบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ก่อนเดินทางไปร่วมการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2013 ที่ประเทศรัสเซีย วันที่ 9 พ.ย.นี้ “โม แซด วาย” ได้เปิดโอกาสให้ทีมข่าวสตรีไทยรัฐ สัมภาษณ์แบบเจาะลึกทุกซอกทุกมุม เพื่อเผยตัวตนแท้จริงของผู้หญิงสวยที่สุดในพม่า

เดินทางมาประเทศไทยเป็นครั้งแรกหรือเปล่าคะ

ฉันมาเมืองไทยหลายครั้งแล้ว แต่มาแค่กรุงเทพฯ ไม่ได้ไปเที่ยวที่อื่น ส่วนใหญ่มากับแม่ จะมาช็อปปิ้ง เพราะมีความหลากหลาย นอกจากนี้ฉันยังชอบสปาไทย และนวดแผนไทยมาก อาหารไทยก็ชอบนะ เพราะฉันชอบทานอาหารรสจัด เมนูโปรดคือปูผัดผงกะหรี่ ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสเดินทางมาเมืองไทยอีกก็อยากไปเที่ยวภูเก็ต  เพราะได้ยินมาว่าทะเลเมืองไทยสวยสุดๆ


ตอนเด็กๆเคยฝันอยากเป็นนางงามสวมมงกุฎไหม

ไม่เคยมีความคิดนี้อยู่ในหัวเลย พม่าปิดประเทศมานาน ฉันเคยดูการประกวดมิสยูนิเวิร์สตอนเด็กๆ แต่ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสแบบนี้ เพราะพม่าไม่จัดประกวดนางงามมา 52 ปีแล้ว เมื่อเพื่อนฉันบอกว่า จะเปิดให้มีการประกวดมิสยูนิเวิร์ส เมียนมาร์ 2013 ฉันคิดว่าโอกาสแบบนี้หายากมาก จึงอยากลองเข้าประกวดสักครั้ง ตอนสมัครเวลาก็กระ ชั้นมาก ไม่ค่อยมีเวลาเตรียมตัวเท่าไหร่ ฉันทำการบ้านด้วยการค้นเทปเก่าๆดูการประกวดมิสยูนิเวิร์สที่ผ่านมา ดูการถามตอบบนเวทีและท่าทางการเดินประกวด โชคดีที่ได้แรงสนับสนุนเต็มที่จากทางบ้าน

แนะนำตัวให้คนไทยรู้จัก  “โม แซด วาย” หน่อย

ฉันชื่อ “โม แซด วาย” เป็นคนรัฐฉาน เป็นลูกสาวคนที่สามของครอบ ครัว มีพี่น้อง 4 คน ฉันมีพี่สาว พี่ชายและน้องชาย คุณพ่อฉันเป็นนักธุรกิจทำเกี่ยวกับการ์เมนต์ ฉันโตและเรียนหนังสือชั้นมัธยมและปริญญาตรีที่พม่า แต่ได้มีโอกาสไปเรียนต่อเพิ่มเติมและใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 4 ปี ฉันเรียนจบด้านธุรกิจ การตลาด สาเหตุที่เลือกเรียนการตลาด เพราะฉันอยากจะท้าทายตัวเอง คือ ตอนเด็กๆ ฉันเป็นคนขี้อาย ขี้กลัวทุกอย่าง เลยคิดว่าถ้าได้เรียนการตลาด ได้ฝึกอบรมเกี่ยวกับการพูดต่อหน้าคนเยอะๆ จะทำให้ฉันกล้าขึ้น และฉันก็ชอบพูดคุยกับคนหลากหลายประเภท

ไลฟ์สไตล์ของคุณเวลาที่อยู่ในพม่ากับอเมริกา แตกต่างกันมากไหม

สังคมตะวันตกมีความเป็นอิสระมากกว่า ต่างจากสังคมในพม่า ฉันก็เป็นคนเปิดรับสิ่งใหม่ๆ อย่างเรื่องการแต่งกาย เรามีวัฒนธรรมการแต่งกายที่เข้มแข็ง แม้จะอยู่ในยุคสมัยใหม่ แต่เราก็ยังแต่งกายด้วยชุดประจำชาติ ซึ่งฉันก็ชอบนะ โดยเฉพาะไปตามงานต่างๆ แต่ก็ขึ้นอยู่กับกาลเทศะและความเหมาะสมของแต่ละงานด้วย อย่างบางงานชุดสากลก็อาจจะเหมาะสมมากกว่า นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในวัฒนธรรมพม่าคือ เรื่องของครอบครัว เราให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอันดับแรก ไม่ว่าเราจะโตแค่ไหน เราก็ต้องอยู่กับครอบครัว

มีกระแสลือว่าครอบครัวคุณรวยมาก คุณขับรถลัมโบกินี่ เลยเมินรถยนต์และเงินรางวัลจากกองประกวด ความจริงเป็นอย่างไร

ไม่เป็นความจริงเลย ฉันไม่เคยมีรถลัมโบกินี่ ถึงฉันมีเงินมากพอ ฉันก็ไม่ซื้อหรอก!! ฉันไม่ชอบขับรถที่คนมองมากๆ ข่าวลือนี้คงมาจากตอนที่ฉันไปร่วมงานเปิด “ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ สปอร์ต” ขององค์กรหนึ่ง ในงานฉลองเขาให้ฉันนั่งรถลัมโบกินี่ แต่เพียงแค่ 3 นาที รถแล่นเร็วมาก ฉันไปมอบรางวัลแล้วถ่ายรูปทักทายผู้คนแล้วก็กลับ ส่วนรถยนต์ที่ได้รับเป็นรางวัลจากตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สเมียนมาร์ ในสัญญาระบุว่าต้องเก็บอย่างน้อย 2 ปี ถึงจะโอนหรือขายได้ ส่วนเรื่องเงินรางวัล เป็นความจริงที่บ้านฉันสามารถอยู่ได้ โดยไม่ต้องอาศัยเงินรางวัลนั้น แต่สำหรับฉัน เวลาที่ฉันได้รับเงินเดือนก้อนแรกในชีวิต ฉันจะให้พ่อแม่เป็นอย่างแรก เงินรางวัลนี้ได้มาด้วยความสามารถของฉันเอง ซึ่งฉันภูมิใจมาก และได้แบ่งเงินเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งให้พ่อแม่ อีกส่วนหนึ่งเป็นทุนเปิดมูลนิธิ “มิสยูนิเวิร์ส เมียนมาร์” เพื่อช่วยเหลือเด็กพม่าที่ด้อยโอกาส และเด็กที่ยากจนต้องการความช่วยเหลือ ที่สำคัญยังเป็นการระลึกถึงการประกวดนางงามที่เกิดขึ้นครั้งแรกในรอบ 52 ปีด้วย

ตำแหน่งมิสยูนิเวิร์ส เมียนมาร์ มีความสำคัญกับตัวคุณและประเทศของคุณอย่างไร

ฉันได้ประสบการณ์มากมายจากการครองมงกุฎ ต้องพูดต่อหน้าสาธารณชน ถูกสัมภาษณ์จากสื่อ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง ฉันรู้สึกเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตที่จะได้เป็นตัวแทนประเทศ มีโอกาสทำอะไรให้บ้านเกิดเมืองนอน ฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุด เพื่อเป็นตัวแทนพม่าเดินทางไปโปรโมตประเทศให้คนทั่วโลกได้รู้จัก ในช่วงที่ฉันเรียนหนังสือที่อเมริกา เพื่อนๆมักจะถามเกี่ยวกับพม่า เพราะไม่รู้จักพม่า และคิดว่าพม่าเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนามาก ฟังแล้วรู้สึกเจ็บปวด ด้วยความรู้สึกนี้ ทำให้ฉันคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดี ที่ฉันจะทำอะไรให้กับบ้านเกิด ฉันอยากให้โลกได้รู้จักพม่ามากขึ้น ในฐานะประเทศที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากคนอื่น เรามีวัฒนธรรมเข้มแข็ง และสืบทอดวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมได้อย่างเหนียวแน่น เรายังคงมีวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  แม้เราจะเปิดประเทศแล้ว แต่อิทธิพลต่างชาติก็ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเก่าแก่ของเรามากนัก นี่เป็นจุดเด่นของพม่าที่แตกต่างจากประเทศอื่น

ทุกวันนี้พม่าเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน แล้วคุณอยากให้เปลี่ยนโฉมไปทิศทางใด

พม่าเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก อย่างระบบการเมือง เราก็พัฒนาให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น รัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลงเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆมากขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดสิ่งใหม่ๆ มากมาย โดยเฉพาะโอกาสทางธุรกิจ นักลงทุนต่างหลั่งไหลเข้าสู่พม่า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ทุกอย่างเต็มไปด้วยการเปลี่ยน แปลงในทางที่ดี แต่ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบนั้น ฉันคิดว่า ขึ้นอยู่กับความพร้อมของประชาชน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืน ประชาชนต้องมีการปรับตัวรับระบบใหม่ หากเรายอมรับและปรับตัวได้เร็ว การเปลี่ยนแปลงก็จะทำได้เร็วขึ้น

คุณมีโอกาสดีกว่าคนอื่นในสังคมพม่า  ถ้ามองย้อนกลับไปสิทธิสตรีของผู้หญิงพม่าพัฒนาไปมากน้อยแค่ไหน

ที่จริงในพม่า ผู้หญิงเราต่างมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชาย และมีโอกาสเท่ากัน แต่ด้วยวัฒนธรรมที่ยังคงให้ความสำคัญกับผู้ชาย ผู้หญิงพม่าจึงพยายามที่จะลดบทบาทและให้เกียรติผู้ชาย ทำให้คนในสังคมให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่า

การเดินทางไปประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2013 คาดหวังว่าจะพิชิตมงกุฎมาครองได้ไหม

ฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุดในฐานะตัวแทนของประเทศ เพราะเมื่อทำให้ดีที่สุดแล้ว ในอนาคตฉันก็จะไม่รู้สึกเสียใจ  เพราะเราได้พยายามถึงที่สุดแล้ว (ยิ้มหวาน)

...

ทีมข่าวหน้าสตรี