ชีวิตคงไม่มีความสุขนักถ้าเกิดในวันที่อายุมากขึ้นต้องมาเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บอย่างโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือที่เรียกจนคุ้นหูกันคือ โรคอัมพฤกษ์/อัมพาต ซึ่งโรคนี้จะมีผลอย่างมากต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วยในทุกๆ ด้าน ที่อาจถึงขั้นช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
ความทรมานจากการป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบนั้น ด้านนายแพทย์ชนรัฐ เสถียร อายุรแพทย์ระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานีเผยว่า เบื้องต้นนั้นเกิดจากการที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบอุดตันจากสาเหตุดังนี้คือ
1. หลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) เกิดจากการเสื่อมของผนังหลอดเลือด ทำให้มีไขมัน และหินปูนมาจับ พบได้ทั้งในหลอดเลือดสมองเอง และหลอดเลือดใหญ่ที่คอ มักพบในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน, โรคไขมันในเลือดสูง หรือสูบบุหรี่
2. โรคหัวใจ มักเกิดกับผู้ป่วยที่มีโรคลิ้นหัวใจผิดปกติ, โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ, กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด : ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้เป็นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในห้องหัวใจ อันเป็นเหตุให้ลิ่มเลือดหลุดจากห้องหัวใจไปอุดตันหลอดเลือดสมองตามมาได้
3. หลอดเลือดสมองอักเสบ
4. โรคเลือดบางชนิด เช่น ภาวะที่มีเม็ดเลือดแดง หรือเกล็ดเลือดมากเกินไป
5. การบาดเจ็บของหลอดเลือด อาจมีผลให้มีการฉีกของผนังหลอดเลือดด้านในทำให้เส้นเลือดอุดตันตามมา
...
ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
- ปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันไม่ได้
- อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดจะมีภาวะเสื่อมเกิดขึ้น ทำให้ผนังชั้นในของหลอดเลือดจะมีไขมันและหินปูนมาเกาะ ส่งผลให้รูที่เลือดไหลผ่านจะแคบลงเรื่อยๆ
- เพศ เพศชายมีความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิง
- ภาวะการแข็งตัวของเลือดเร็วกว่าปกติ
- ปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้
- ความดันโลหิตสูง
- เบาหวาน
- ไขมันในเลือดสูง
- โรคหัวใจ เช่น โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นสาเหตุของการเกิดลิ่มเลือด
- การสูบบุหรี่
- การขาดการออกกำลังกาย
- ยาคุมกำเนิด ในผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนขนาดสูงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูง
- โรคซิฟิลิส เป็นสาเหตุของหลอดเลือดอักเสบและหลอดเลือดแข็ง
- โรคอ้วน การนอนกรน (sleep apnea)
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูง
- ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง คือมีความดันโลหิตสูงกว่า 160/90 mmHg เป็นระยะเวลานาน จะทำให้หลอดเลือดแข็งตัวเร็วกว่าปกติ ส่งผลทำให้สมองทำงานผิดปกติ เกิดหลอดเลือดตีบตันหรือแตก
- ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน มีโอกาสเกิดภาวะหลอดเลือดตีบแข็ง ทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงสมองมีการอุดตันและเกิดอาการต่างๆ ที่กล่าวมาได้
- ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ เช่น โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ทำให้มีลิ่มเลือดหลุดไปอุดเส้นเลือดสมองได้
- การสูบบุหรี่ มีความเสี่ยงก่อให้เกิดหลอดเลือดตีบหรืออุดตันที่สมองและหัวใจ
- ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเร็วกว่าปกติ
- การดื่มแอลกอฮอล์มาก ขาดการออกกำลังกาย
- ฮอร์โมนบางอย่าง โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้หลอดเลือดดำในสมองอักเสบ
- โรคอ้วน หรือโรคอ้วนลงพุง
ทั้งนี้อาการของโรคที่พบบ่อยคือ ร่างกายอ่อนแรง หน้าเบี้ยว, ตาพร่ามัว, พูดลำบาก ฟังไม่เข้าใจ, เวียนหัว, เดินเซ, ลิ้นแข็งกลืนอาหารลำบาก และซึมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันเป็นมากขึ้นไม่เกิน 1-7 วัน ก็จะแสดงออกมาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือพร้อมกันทีเดียว ถ้าผู้ป่วยเป็นปกติภายใน 24 ชั่วโมง
ในส่วนการตรวจสมองและหลอดเลือดจะใช้วิธีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) Computed Tomography Angiography, คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) Magnetic Resonance Imaging และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRA) Magnetic Resonance Angiography เป็นวิธีการตรวจเนื้อสมองที่ให้รายละเอียดแม่นยำกว่า CT Scan
ต่อมาคือการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อประเมินหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดคอ (Carotid duplex, Transcranial doppler) เป็นการตรวจโดยใช้เครื่องอัลตราซาวนด์เพื่อดูความผิดปกติของหลอดเลือด และท้ายสุดการตรวจด้วยการฉีดสีเข้าหลอดเลือด (Angiogram) เป็นวิธีการที่ต้องใช้สายสวนเข้าทางหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบเพื่อฉีดสารทึบแสงเพื่อดูหลอดเลือดสมอง ผู้รักษาจะพิจารณาส่งตรวจโดยวิธีนี้เฉพาะกรณีที่จำเป็น
เมื่อตรวจวินิจฉัยโรคได้แน่ชัดแล้วนายแพทย์ชนรัฐอธิบายถึงวิธีการรักษาไว้อยู่ 3 วิธีที่จะต้องทำควบคู่กันคือ การให้ยาละลายลิ่มเลือด และยา Aspirin โดยผู้ป่วยต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ
ทางที่ดีที่สุดเพื่อให้ห่างไกลจากโรคนี้ เมื่ออายุเริ่มมากขึ้นก็คือ ต้องหมั่นไปเช็กสุขภาพ โดยเฉพาะการตรวจวัดความดัน อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากพบว่ามีความดันโลหิตที่มากกว่า 140/90 mmHg ควรพบแพทย์ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยการลดอาหารเค็ม และรับประทานยาลดความดันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรหยุดรับประทานยาลดความดันเอง โดยแพทย์ไม่ได้สั่งงด เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่เป็นแล้วมักจะเป็นตลอดชีวิต และไม่ค่อยแสดงอาการ รวมทั้งการตรวจร่างกายทางด้านหัวใจว่ามีความผิดปกติของการเต้นของหัวใจหรือไม่ ที่สำคัญก็คือควรหยุดสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละครึ่งชั่วโมง ตรวจสุขภาพทุกปีเพื่อตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด และหากมีปัญหานอนกรน มีภาวะหยุดหายใจชั่วคราวระหว่างนอนหลับก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้