“ครอบครัวเจียรวนนท์” ได้รับการขนานนามให้เป็นครอบครัวตัวอย่างครอบครัวหนึ่งของสังคมไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ จนขึ้นแท่นเป็นผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารอันดับต้นๆของโลก แต่ “ครอบครัว เจียรวนนท์” ภายใต้การนำของ “เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ยังมุ่งเน้นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินไทยทุกวิถีทาง และหนึ่งในปณิธานอันมุ่งมั่นก็คือการสร้างอนาคตให้เด็กๆ ด้อยโอกาส ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ชาติ โดยมอบหมายให้ลูกสาวคนสุดท้อง “บี-ทิพาภรณ์ เจียรวนนท์” เป็นผู้สานต่อเจตนารมณ์ของบิดา ในฐานะหัวเรือใหญ่ขับเคลื่อน “มูลนิธิพุทธรักษา”
“เจ้าสัวธนินท์” มีวิสัยทัศน์อย่างไรเกี่ยวกับการสร้างอนาคตให้เด็กด้อยโอกาส
ปัญหาหนึ่งของสังคมไทยก็คือเรื่องเด็กด้อยโอกาส ซึ่งมีอยู่มากกว่า 5 ล้านคน คุณพ่อจะพูดเสมอว่า เด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาส ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่จากสังคม เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะขาดความรักความอบอุ่น เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็อาจจะเป็นปัญหาสังคม หากเราเลี้ยงเด็กเหล่านี้ 2,000 คน แล้วมีสัก 200 คน โตขึ้นมาเป็นคนเก่ง เป็นคนดี โตขึ้นมาเป็นผู้นำ เป็นนักธุรกิจ หรือข้าราชการ เด็กเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้น เพียงเพราะเราหยิบยื่นความรักและให้โอกาสพวกเขา
...
อะไรคือแรงบันดาลใจสำคัญในการก่อตั้ง “มูลนิธิพุทธรักษา”
เมื่อปี 2535 คุณพ่อกับคุณแม่ (คุณหญิงเทวี เจียรวนนท์) ได้ไปทำบุญที่วัดสระแก้ว จ.อ่างทอง ทำให้มีโอกาสสัมผัสชีวิตของเด็ก ในโรงเรียนวัดสระแก้ว และรับรู้ว่าเด็กๆเหล่านี้ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ มีความต้องการสิ่งที่เรียกว่า “โอกาส” ในช่วงแรกจึงให้ความช่วยเหลือเพื่อให้เด็กๆได้รับโอกาสที่ดีขึ้น โดยบริจาคเงินส่วนตัวสนับสนุนการสร้างอาคารเรียน หอสมุด อาคารอเนกประสงค์ ปรับปรุงเรือนนอน สร้างโรงอาหาร บ้านพักครู จัดหาครู และบุคลากรในการดูแลเด็กๆ ขณะเดียวกัน ครอบครัวเราก็จะไปทำบุญที่โรงเรียนวัดสระแก้วทุกปีในช่วงวันเกิด
“คุณบี” เข้ามาช่วยดูแล “มูลนิธิพุทธรักษา” ตั้งแต่แรกเริ่มเลยไหม
ทันทีที่เรียนจบเมื่อปี 2537 และเดินทางกลับมาเมืองไทย พร้อมปริญญาด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยบอสตัน คุณพ่อได้มอบหมายภารกิจยิ่งใหญ่ให้ทำ ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่ในธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ แต่ภารกิจนั้นคือการสานต่อเจตนารมณ์ของท่านในการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสในเมืองไทย ในปี 2542 ครอบครัวเจียรวนนท์ได้ก่อตั้ง “มูลนิธิพุทธรักษา” โดยคุณพ่อไว้วางใจให้ดิฉันเป็นหัวเรือใหญ่ในการดูแลจัดการมูลนิธิ และมีทุนเริ่มต้นให้จำนวน 10 ล้านบาท จนถึงปัจจุบันทางมูลนิธิระดมทุนได้มากกว่า 400 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีเงินจากธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวที่ดิฉันบริหารคือ กลุ่มบริษัทดีที (“D” ย่อมาจากชื่อ “เจ้าสัวธนินท์” และ “T” ย่อมาจากชื่อ “เทวี”) ซึ่งทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบ ธุรกิจพัฒนาระบบบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ โดยแบ่งรายได้ 2% จากยอดขายมาให้ “มูลนิธิพุทธรักษา”
ทำไมตั้งชื่อมูลนิธิว่า “พุทธรักษา” มีความหมายพิเศษอย่างไร
ชื่อ “พุทธรักษา” มีความหมายว่า “การดูแลปกป้องและคุ้มครองโดยพระพุทธเจ้า” ดิฉันสนใจศึกษาธรรมะอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาตั้งแต่อายุ 23 ปี ทำให้ซึมซับความสุขในการใช้ชีวิตอย่างคิดบวก มองโลกในแง่ดี ด้วยเหตุนี้จึงหวังว่า “มูลนิธิพุทธรักษา” จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนของสังคมที่หยิบยื่น “โอกาส” แก่เด็กด้อยโอกาส เพื่อให้พวกเขาเติบโตอย่างมีความสุขและแข็งแรงบนพื้นฐานของพระพุทธศาสนา
ในฐานะผู้บริหารใหญ่ของมูลนิธิ “คุณบี” วาง เป้าหมายไว้อย่างไรบ้าง
มูลนิธิของเราจะเน้นส่งเสริมและสนับสนุนด้านการศึกษา ควบคู่ไปกับการปลูกฝังจริยธรรมและคุณธรรม เพื่อให้เด็กๆเติบโตเป็นคนดีและคนเก่งของสังคม คุณพ่อบอกเสมอว่า การให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กๆ เมื่อรวมกับการหล่อหลอมความดีเข้าไปในจิตใจ จะเป็นการสร้าง “ดีเอ็นเอใหม่” ให้แก่เด็กไทย ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ถึงแม้มูลนิธิจะสร้างเด็กได้แค่ปีละ 100-200 คน แต่ถ้าเด็กทุกคนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหาร ข้าราชการ หรือนักการเมืองที่มีคุณภาพ และนึกถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม อนาคตของประเทศชาติก็คงสดใส ด้วยเหตุนี้ “มูลนิธิพุทธรักษา” จึงพุ่งเป้าหมายหลักไปที่โรงเรียนที่อยู่ในความดูแลของวัดเป็นหลัก เริ่มจากโรงเรียนวัดสระแก้ว (รุ่งโรจน์ธนกุลอุปถัมภ์) จ.อ่างทอง ซึ่งมีนักเรียนราว 1,300 คน โดยให้การสนับสนุนตั้งแต่การสร้างอาคารเรียน อุปกรณ์การเรียน หนังสือ คอมพิวเตอร์ เครื่องดนตรีไทย สร้างห้องสมุด สร้างสนามเด็กเล่น ให้ทุนการศึกษา จัดโครงการฝึกอบรมครู เพื่อเพิ่มทักษะการเรียนการสอน
...
ทราบมาว่า “เจ้าสัวธนินท์” ได้แนะนำให้เพิ่มการเรียน การสอนภาษาจีนในหลักสูตรด้วย
เพิ่งเริ่มต้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ โดยคุณพ่อแนะนำให้ทางโรงเรียนเพิ่มการเรียนการสอนภาษาจีนเข้าไป เนื่องจากมองว่าภาษาจีนมีความสำคัญอย่างมากในอนาคต ดิฉันก็ได้สานต่อเจตนารมณ์ของคุณพ่อ โดยเตรียมเปิดโครงการให้ทุนศึกษาต่อในประเทศจีน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆได้เห็นโลกกว้างขึ้น
ช่วยเล่าถึงโครงการให้ทุนการศึกษาต่างประเทศ ที่ “คุณบี” ริเริ่มไว้
“มูลนิธิพุทธรักษา” เริ่มแจกทุนการศึกษาในต่างประเทศตั้งแต่ปี 2553 โดยมอบทุนแก่นักเรียนชั้นประถม 6 เป็นกลุ่มแรก หลังจากนั้น ได้ให้ทุนการศึกษาต่างประเทศแก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยเลือกประเทศอินเดีย ที่เมืองบังกะลอร์ และเมืองโคไดคาแนล เป็นโรงเรียนนำร่อง เราได้คัดเลือกเด็กที่มีความประพฤติและผลการเรียนดี ในระดับชั้นประถม 6 ซึ่งปัจจุบันเด็กทุนรุ่นแรกกำลังจะขึ้นมัธยมปลายแล้ว
เพราะอะไรถึงเลือกส่งเด็กๆไปเรียนต่อที่ประเทศอินเดีย
เราอยากปลูกฝังเรื่องธรรมะและคุณธรรมให้เด็กๆเพื่อเป็นเครื่องนำทางชีวิต โดยทางมูลนิธิขอให้เด็กผู้ชายที่ได้รับทุนการศึกษาเรียนต่อที่อินเดีย บวชเป็นเวลา 15 วัน ส่วนเด็กผู้หญิงต้องถือศีลแปด เพื่อให้ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และเติบโตขึ้นเป็นผู้มีคุณธรรม เราอยากสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆได้มีประสบการณ์ รู้จักชีวิตที่อินเดีย ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างความจนกับความรวยมาก ต่อไปในอนาคต ทางมูลนิธิตั้งใจที่จะสนับสนุนเด็กๆเหล่านี้ ซึ่งเรียนดีแต่ยากจน ให้ได้ศึกษาต่อจนถึงระดับปริญญาตรี และปริญญาโท
ยังมีโครงการอะไรดีๆอีกไหมเพื่อส่งเสริมอนาคตเด็กไทย
นอกจากที่โรงเรียนวัดสระแก้วแล้ว มูลนิธิของเรายังให้การสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เด็กๆในโรงเรียนบางเสด็จ ซึ่งมีนักเรียนมากกว่า 600 คน, โรงเรียนธรรมจาริณี จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กหญิงด้อยโอกาส มีนักเรียนมากกว่า 400 คน, โรงเรียนวัดท่ากุ่ม จ.สุพรรณบุรี มีนักเรียน 80 คน และสำนักชีพิมพ์ศิกาญจน์ จ.กาญจนบุรี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กชาวเขาที่ไม่มีที่เรียน จำนวน 80 คน รวมทั้งสนับสนุนโรงเรียนทุกแห่งที่เข้าร่วมสร้างฟาร์มไก่ไข่ โดยเน้นช่วยเหลือเรื่องอาหารกลางวันของเด็กๆ ตลอดจนเพิ่มสวัสดิการและรายได้ให้คุณครู เช่น ที่โรงเรียนวัดสระแก้ว มีฟาร์มไก่ไข่ 4 โรง เลี้ยงไก่ได้ 75,000 ตัว เด็กจะได้รับประทานไข่ไก่เป็นอาหารกลางวันเดือนละ 40,000-50,000 ฟอง ส่วนกำไรจากการขายไข่ไก่ก็จัดสรรเป็นสวัสดิการให้คุณครู
...
เห็นเด็กๆเติบโตขึ้นเป็นคนดีของสังคม หายเหนื่อยเลยไหมคะกับสิ่งที่ทุ่มเทไป
รู้สึกภาคภูมิใจและอิ่มใจที่สามารถเติมเต็มอนาคตให้เด็กด้อยโอกาส และมีส่วนร่วมในการสร้างคนดีคนเก่งให้กับสังคมไทย เพื่อพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวหน้าและเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ภารกิจหลักของมูลนิธิพุทธรักษาคือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการศึกษาให้แก่เด็กกำพร้า และเด็กด้อยโอกาส ซึ่งก็บรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้ นอกจากนี้ มูลนิธิของเรายังมีภารกิจอื่นๆอีกมากเพื่อช่วยสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น เช่น การให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนเจ็บป่วยที่ยากไร้ ส่งเสริมพระพุทธศาสนา และช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ ทั้งนี้ ก็เพื่อสานต่อเจตนารมณ์อันแรงกล้าของคุณพ่อ ซึ่งต้องการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินไทย.
ทีมข่าวหน้าสตรี