สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยาม บรมราชกุมารี ได้เสด็จฯเป็นองค์ประธานงานแนะนำหนังสือ “นารีนครา” พระราชนิพนธ์แปลในพระองค์จากนวนิยายจีน ซึ่งเป็นผลงานของ “ฉื่อลี่” นักเขียนหญิงชาวจีนที่ได้รับรางวัลทางวรรณกรรมมาแล้วหลายรางวัล โดยสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชน จีนประจำประเทศไทย ร่วมกับนานมีบุ๊คส์ จัดขึ้นที่ห้องบอลรูม โรงแรมแชงกรีลา เมื่อเร็วๆนี้ โอกาสนี้ ฯพณฯ กว่าน มู่ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนฯ ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับวรรณกรรมดังกล่าวเฝ้ารับเสด็จด้วย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระดำรัสถึงพระราชนิพนธ์แปล “นารีนครา” ว่า  ทรงแปลวรรณกรรมจีนมาหลายเรื่อง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เสด็จฯมาทรงอธิบายด้วยพระองค์เอง สาเหตุที่ทรงเลือกแปลหนังสือเล่มนี้ มาจากการได้ทรงอ่านหนังสือบนเครื่องบิน หน้าศิลปวัฒนธรรม ซึ่งพูดถึงประวัติและผลงานของ “ฉื่อลี่” จึงทรงถามจากพระอาจารย์สอนภาษาจีน ทำให้ทรงทราบว่า นักเขียนท่านนี้มักเขียนเรื่องบทบาทสตรีจีนที่น่าสนใจ จากการที่ทรงชอบแปลหนังสือเพราะได้ประโยชน์ ทำให้รู้จักคำศัพท์ สำนวนต่างๆ และทำให้ทรงเข้าใจภาษาจีนดีขึ้น เมื่อทรงแปลแล้วแทนที่จะทิ้งไว้เฉยๆ ก็ได้นำมารวบรวมเป็นหนังสือให้คนอ่าน พร้อมกับรับสั่งว่า การอ่านวรรณคดี ไม่ว่า ของชาติใด มีส่วนทำให้ผู้อ่านได้รับความรู้และเข้าใจคนชาตินั้นๆได้ดี ซึ่งเราต้องเข้าใจความเป็นอยู่ ความนึกคิดของคนธรรมดาๆในสังคมด้วย ตั้งแต่พระองค์ทรงอ่านวรรณกรรมจีน ทำให้ทรงเข้าใจถึงจิตใจของคนจีนในสมัยต่างๆ และนำมาถ่ายทอดแก่นักอ่านชาวไทย จะได้เข้าใจคนจีนดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องเล็กๆส่วนหนึ่งที่จะทรงช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนให้ดียิ่งขึ้น

...

สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงมีพระดำรัสต่อไปว่า หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องใหม่ ยังไม่มีคนแปลเป็นภาษาอื่นๆให้มาเปรียบเทียบตรวจสอบได้ สำหรับเนื้อหาของหนังสือเป็นเรื่องสตรี 3 วัยที่มีชีวิตผูกพันซึ่งกันและกัน แต่มีความคิดคนละแบบ เรื่องนี้สะท้อนความสัมพันธ์ของผู้เขียนกับเมืองอู่ฮั่น ซึ่งนักเขียนได้กล่าวถึงชื่อบางคนในหนังสือ ซึ่งพระองค์ทรงค้นทางอินเตอร์เน็ต พบว่าเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริง และมีบทบาทสร้างสรรค์ มีส่วนในการปลดปล่อยทำให้เมืองจีนเป็นจีนในปัจจุบัน ซึ่งกว่าจะเป็นได้ไม่ใช่ง่ายๆ ล้วนเกิดจากความคิดของคนต่างๆคนละเล็กคนละน้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประทับใจ เนื้อหาในหนังสือได้กล่าวถึงสตรีตัวเอกที่โศกเศร้าจากสามีเสียชีวิต จึงมีสุขภาพทรุดโทรม และเธอก็รู้สึกสำนึกผิดว่า ตอนที่สามีมีชีวิตอยู่เธอได้นอกใจไปบ้าง  และผู้ที่ทำให้เธอพ้นสภาพความโศกเศร้าคือแม่สามี จนลูกสะใภ้เกิดกำลังใจ ลุกขึ้นมาทำธุรกิจเปิดร้านขัดรองเท้า และได้ว่าจ้างคนงานหญิงอีกวัย ที่มีปัญหาครอบครัวมาช่วยกันแก้ปัญหา

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเล่าถึงช่วงสุดท้ายของหนังสือที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาหาร โดยรับสั่งว่าทรงอ่านแล้ว “น้ำลายไหล” แต่ก็ไม่ทรงเข้าใจว่าอาหารเหล่านั้นหน้าตาเป็นอย่างไร จึงทรงไปปรึกษาท่านทูตจีนเพื่อขอให้กุ๊กของสถานทูตทำอาหารตามหนังสือให้ลองชิม ทางสถานทูตก็บอกมาว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะวัตถุดิบบางอย่างไม่มีในไทย และทรงเล่าด้วยว่า ได้เคยเสด็จฯ เมืองอู่ฮั่นหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้เสวยอาหารแบบในหนังสือเลย และทรงมีพระดำรัสในตอนท้ายว่า ทรงแปลเรื่องจีนมาหลายเรื่อง เมื่อมาสำรวจดูปรากฏผู้เขียนล้วนเป็นนักเขียนสตรี ยกเว้นเล่มแรกที่เป็นบุรุษ จึงทรงมีพระดำริจะแปลหนังสืออีก แล้วนำมารวมเล่มเป็นชุดนักเขียนสตรีจีนโดยเฉพาะ

จากนั้น สมเด็จพระเทพฯ ได้ทอดพระเนตรนิทรรศการ “เทพรัตนวัฒนาจีนวิทยา” และทรงลงพระนามาภิไธยในหนังสือ “นารีนครา” เล่มพิเศษ พร้อมกับทรงเปิดงาน “Hubei Cuisine Festival” ที่ห้องอาหารจีน Shang Palace Chinese ของโรงแรมด้วย ซึ่งได้จัดอาหารพื้นเมืองอู่ฮั่นที่กล่าวถึงในวรรณกรรมเล่มนี้ อาทิ ยอดผักผัดไข่, ปลาเค็มน้ำแดง, ขนมแก้วตาโบ๋, ซี่โครงหมูต้มรากบัว ขึ้นโต๊ะเสวยด้วย.