มร.ฮาราลด์ ลิงค์

ใครที่เคยสัมผัสใกล้ชิดกับ “มร.ฮาราลด์ ลิงค์” ประธานกลุ่มบริษัท บี.กริม กลุ่มธุรกิจสัญชาติเยอรมันยักษ์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อายุเก่าแก่กว่า 135 ปี ซึ่งเป็นเจ้าแห่งธุรกิจพลังงาน, โรงไฟฟ้า, อุปกรณ์การแพทย์, เครื่องปรับอากาศ, คมนาคม และอสังหาริมทรัพย์ คงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ซีอีโอใหญ่วัย 58 ปี มีความเป็นไทยยิ่งกว่าคนไทยหลายคนซะอีก ไม่เพียงเพราะเขาพูดภาษาไทยชัดเปรี๊ยะทุกถ้อยคำ แต่หัวใจของหนุ่มใหญ่เลือดเยอรมันผู้นี้ ยังรักและผูกพันกับเมืองไทยไม่ต่างจากบ้านเกิดเมืองนอน

ตระกูลลิงค์เข้ามาบุกเบิกธุรกิจในเมืองไทยได้อย่างไร

คุณปู่คือ “มร.อดอล์ฟ ลิงค์” มาจากตระกูลเภสัชกร เปิดร้านขายยาอยู่ที่เมืองเนิร์นแบร์ก ประเทศเยอรมนี เมื่อ “บี.กริม” มองหาผู้จัดการห้างสยามดิสเป็นซารี่ ซึ่ง “มร.แบร์นฮาร์ด กริม” เภสัชกรชาวเยอรมัน และ “มร.แอร์วิน มุลเลอร์” พ่อค้าชาวออสเตรีย ได้ร่วมกันก่อตั้งไว้ที่ถนนโอเรียนเต็ล เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมและเคมีภัณฑ์ ตั้งแต่ปี 2421 คุณปู่ก็มาสมัครและช่วยขยายกิจการจนใหญ่โต กระทั่งสุดท้ายได้เป็นเจ้าของในปี 2457 หลังจากนั้น 3 ปี คุณปู่โดนยึดทรัพย์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เนื่องจากเมืองไทยประกาศสงครามกับเยอรมัน คนเยอรมันตกเป็นเชลยของอังกฤษ คุณปู่กับคุณย่า (คุณหญิงอัลม่า ลิงค์) พร้อมลูกชายทั้งสองคือ “เฮอร์เบิร์ต” และ “ดร.เกฮาร์ด” คุณพ่อของผม ถูกส่งตัวไปค่ายกักกันในอินเดีย แล้วโดนส่งตัวกลับไปเยอรมนี

ทิ้งห่างนานไหม กว่าจะกลับมาฟื้นฟูกิจการในเมืองไทยอีกครั้ง

เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลงในปี 2463 ครอบครัวลิงค์กลับมาอยู่เมืองไทยอีกครั้ง คุณปู่เปิด “บริษัทบี.กริม” ขึ้นใหม่ พร้อมสานสัมพันธ์กับพระบรมวงศานุวงศ์ โดยล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จฯเป็นประธานเปิดสำนักงานใหม่ของ “บริษัทบี.กริม” ในเขตวังบูรพา หลังจากคุณลุงเรียนจบก็เดินทางมาเมืองไทยเพื่อช่วยดูแลกิจการ ส่วนคุณพ่อดูแลบริษัทบี.กริม ในเยอรมนี เพื่อส่งของมาขายในเมืองไทย

...

ในยุคสองพี่น้องตระกูลลิงค์ กิจการเติบโตรวดเร็วรุดหน้าขนาดไหน

ในยุคคุณลุงและคุณพ่อ กิจการได้ขยายตัวออกไปสู่ธุรกิจอื่นๆมากมาย ตั้งแต่ปี 2507 มีการเพิ่มแผนกวิศวกรรม, อุปกรณ์การแพทย์, โรงงานผลิตไฟฟ้า, โทรคมนาคม, เครื่องปรับอากาศ และวิศวกรรมเครื่องกล

“คุณฮาราลด์ ลิงค์” เข้ามาช่วยสร้างอาณาจักรบี.กริม ตอนอายุเท่าไหร่

ผมโตในเยอรมนี อยู่ที่เมืองฮัมบูร์ก และเมื่อเรียนจบด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยในสวิตเซอร์แลนด์ ก็เก็บกระเป๋าเดินทางมาเมืองไทย เพื่อช่วยงานคุณลุง ตอนนั้นอายุ 23 ปี เริ่มต้นงานแรกในตำแหน่งผู้ช่วยหุ้นส่วนผู้จัดการ คุณลุงให้ดูแลเรื่องกฎหมายสู้คดีกับลูกค้า ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก เวลานั้นผู้บริหารในบริษัทเป็นคนเยอรมันทั้งหมด ซึ่งมีสัญญาทำงาน 3 ปี ถ้าคนไหนไม่ต่อสัญญากับบริษัท คุณลุงก็จะให้ผมเข้าไปดูแลงานแทน ผมยังไม่รู้ว่าทำได้ยังไง เพราะงานหนักมาก ต้องรับเหมามาทำหลายอย่าง สมัยนั้นเรามีพนักงาน 500 คน

เป็นทายาทตระกูลลิงค์ ต้องพิสูจน์ตัวเองขนาดไหนให้ได้รับการยอมรับ

ผมทำงานพิสูจน์ตัวเองอยู่ 8 ปี เหนื่อยมาก เพราะเป็นงานด้านวิศวกรรมหมด ต้องดูแลการขายและการผลิตเครื่องกล, เครื่องปรับอากาศ, ตู้ไฟฟ้า รวมถึงการติดตั้งงานระบบทั้งหลาย ซึ่งผมไม่รู้เรื่องมาก่อน ก็ลำบากนิดหน่อย เพราะคนในบริษัทไม่ค่อยมีใครพูดความจริง พวกเขาคิดว่าผมน่าจะเป็นใหญ่ในอนาคต จึงไม่อยากให้ผมรู้สึกไม่ดี และคนไทยไม่ชอบตำหนิใคร ไม่อยากหาจุดอ่อนมาพูด ฉะนั้น เลยต้องหาข้อผิดถูกเอง

อะไรทำให้คุณลุงไว้วางใจหลานชายขึ้นมาเป็นซีอีโอคุมกิจการ


เมื่อเราเจอวิกฤติเศรษฐกิจหนักในปี 1984 คล้ายวิกฤติต้มยำกุ้ง เงินบาทลอยตัว และเพียงแค่ปีเดียว เงินดอยช์มาร์กก็ขึ้นจาก 8 ต่อ 1 เป็น 16 ต่อ 1 ตอนนั้นสินค้าของเรานำเข้าจากเยอรมนีเป็นหลัก แล้วขายในเมืองไทย คุณลุงให้ผมรับผิดชอบแก้ไขปัญหานี้ ใช้เวลาอยู่เป็นปี กระทั่งนำบริษัทผ่านพ้นวิกฤติดังกล่าวไปได้ คุณลุงจึงบอกว่าถึงเวลาแล้วที่จะให้ผมดูแลบริษัท ตอนนั้นผมอายุ 32 ปี ได้เป็นประธานกลุ่มบริษัท บี.กริม วิกฤติที่เกิดขึ้นทำให้รู้ว่า เมื่อมีปัญหา คนไทยจะช่วยเหลือกันเต็มที่ ผมบอกความจริงกับพนักงานทุกคน เรียกทุกคนประชุมว่าปัญหาอยู่ที่ไหน ใครจะทำอะไรได้บ้าง เมื่อผ่านมาได้ ทำให้รู้ว่าเงินเดือนที่ผมได้มา...ได้ด้วยความสามารถ ไม่ใช่เพราะเป็นลูกหลาน

ในยุคของ “ฮาราลด์ ลิงค์” กลุ่มบริษัท บี.กริม เปลี่ยนโฉมหน้าไปมากไหม

ทุกอย่างที่คุณลุงกับคุณพ่อสร้างมาก็ล้วนแต่ยิ่งใหญ่ เพียงแต่ในยุคของผม ได้ปรับกลยุทธ์การบริหารใหม่ โดยตัดสินใจเปลี่ยนผู้บริหารจากคนเยอรมันเป็นคนไทยเกือบหมด คนเยอรมันพูดภาษาไทยไม่ได้ สังคมแคบ และไม่เข้าใจวัฒนธรรมไทย ในขณะที่สินค้าของเราขายคนไทย และเป็นสินค้าแบบคอนแทคยาว จึงต้องอาศัยคอนเนกชั่นมาก ซึ่งผู้บริหารคนไทยมีสายสัมพันธ์กว้างกว่า และเข้าใจลูกค้าคนไทยมากกว่า

อะไรคือจุดแข็งของกลุ่มบริษัท บี.กริม

การร่วมทุนจับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทชั้นนำต่างๆ ตอนนั้นคุณพ่อไม่เห็นด้วย ส่วนคุณลุงก็แล้วแต่หลาน สุดท้ายผมจึงบินเดี่ยวไปเจรจากับผู้บริหารของแคเรียร์แอร์ ที่อเมริกา ท่านคงเห็นว่าเป็นเด็กจึงเมตตา และยอมเซ็นสัญญาร่วมทุนด้วย ผมเชื่อในโชคของคนหนุ่มสาวที่ยังอ่อนประสบการณ์ “ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรเป็นไปไม่ได้ คุณจะได้เปรียบ” ตอนหลังก็ร่วมทุนกับอีกหลายบริษัท ไม่ว่าจะเป็น อมตะ คอร์ปอเรชั่น, เบเยอร์, ซีพี กรุ๊ป, ซูมิโตโม, ซีเมนส์, ฮามอน, เคเอสบี, มาเคท์ และเมอร์ค ผมชอบมีพันธมิตรธุรกิจ ถ้าเราทำงานบนพื้นฐานมืออาชีพ ไม่ต้องกลัวความต่าง

ฝึกพูดภาษาไทยจากไหนถึงชัดเปรี๊ยะขนาดนี้

ช่วงแรกๆที่มาอยู่เมืองไทย ผมเคยเรียนภาษาไทยที่เอยูเอ แต่เรียนได้แค่สองเดือนครึ่ง เพราะงานเยอะ ตอนหลังผมรู้สึกว่าคนไทยชอบพูดภาษาไทยมากกว่า เพราะได้พูดในสิ่งที่คิดจริงๆ ผมจึงพยายามเรียนรู้ภาษาไทย โดยครูที่ดีที่สุดคือลูกค้าคนไทย ซึ่งผมต้องพาไปยุโรปปีละหลายครั้ง ผมออกกฎว่าในบริษัทต้องสื่อสารกันด้วยภาษาไทย

“คุณฮาราลด์ ลิงค์” เป็นซีอีโอสไตล์ไหน

ผมไม่ใช่คนดุ!! แต่ทนไม่ได้กับคนที่ขาดความรับผิดชอบ และผมก็ไม่ชอบคนที่ไม่มีไฟ ต้องมีบางอย่างที่ชอบและอยากทำ ถ้าคนที่ไม่ชอบอะไรเลย คิดอะไรไม่ออก แบบนี้ถือว่าใช้ไม่ได้!! สิ่งที่ผมเน้นที่สุดคือ การใช้คนให้ถูกกับงาน ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนทำงานที่ถนัด เข้าใจงานดี มีการฝึกสอนที่ดี มีระบบการทำงานที่ดี เราไม่จำเป็นต้องมีคนที่เก่งที่สุดในทุกด้าน บางองค์กรอยากได้คนเก่งที่สุด แต่ผมอยากได้คนที่ร่วมมือกันดีมากกว่า คนที่ดีใจที่เพื่อนร่วมงานประสบความสำเร็จ และเอื้ออำนวยคนที่ทำงานร่วมกัน คนที่เป็นหัวหน้าก็ต้องมีความสุขที่จะส่งเสริมลูกน้อง บริษัทของเราต้องการคนที่รักองค์กร และรักประเทศ มีหลายคนที่เข้ามาทำงานกับเรา เพราะชอบวัฒนธรรมโอบอ้อมอารี

“บี.กริม” เป็นบริษัทที่ตั้งใจทำงานเพื่อสังคมไทย ตรงนี้เป็นนโยบายเลยไหม


มร.ฮาราลด์ : แผ่นดินไทยมีบุญคุณต่อเรา ฉะนั้นต้องตอบแทนสังคมไทย ผมเชื่อว่าความรุ่งเรืองของ “บี.กริม” ทุกวันนี้ เป็นผลมาจากการได้มีส่วนช่วยเหลือสร้างสรรค์สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง บทบาทของ “บี.กริม” คือการเป็นหุ้นส่วนทางสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สังคมไทย เรายังริเริ่มโครงการไว้เยอะ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนรุ่นใหม่ ไม่ว่า จะเป็นการจัดการแข่งขันโปโลเพื่อหาทุนให้โรงเรียนสายวิชาชีพของจิตรลดา, ทำโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ล่าสุด ยังริเริ่มโครงการอาชีวศึกษาทวิภาคี และฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอาชีวะ เยอรมนีเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ก็เพราะให้เยาวชนทำงานกับสถานประกอบการจริงก่อนเลือกสาขาวิชาเรียน

อยู่เมืองไทยหลายสิบปี ผูกพันจนเรียกว่า “บ้าน” ได้หรือยัง

(พยักหน้า) ผมนึกเสมอว่า ประเทศไทยมีบุญคุณกับผมมากมายทั้งชีวิต และมีความรู้สึกอบอุ่นกับเมืองไทย คนไทยต้อนรับทุกคนที่มาเยือน ผมรู้ตัวตั้งแต่เด็กแล้วว่า โตขึ้นจะต้องมาอยู่ที่นี่ และอยู่เมืองไทยมา 34 ปีแล้ว เพื่อนคนไทยยังบอกด้วยซ้ำว่า ผมมีความเป็นไทยมากกว่าคนไทยหลายคนซะอีก คนไทยกับคนเยอรมันมีวัฒนธรรมแตกต่างกัน คนเยอรมันคิดอะไรเป็นโลจิก จะแยกเลยว่า งานคืองาน ความสุขคือความสุข แต่คนไทยแยกไม่ออก

ถามลูกสาวบ้างนะคะ เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระคุณพ่อด้านไหน

“คาโรลีน” เรียนจบด้านบริหารธุรกิจระหว่างประเทศจากยูโรเปียน บิสเนส สคูล ประเทศสเปน และกฎหมายธุรกิจจากสถาบันบริหารแมนฮัตตัน นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ด้วยความที่ชอบเรื่องภาษาเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็จะต้องเรียนภาษาของประเทศนั้นควบคู่ไปด้วย ทำให้สามารถพูดได้ 6 ภาษา คือ สเปน, ฝรั่งเศส, ไทย, อังกฤษ, เยอรมัน และอาราบิก ปีนี้อายุ 31 แล้ว เพิ่งเข้ามาช่วยงานคุณพ่อได้ 3-4 ปี เริ่มจากการตลาด, การทำประชาสัมพันธ์ วางกลยุทธ์สื่อสารภายในกับภายนอกองค์กร และจัดกิจกรรมเพื่อสังคม เพิ่งได้รับการโปรโมตให้เป็นประธาน บี.กริม เรียลเอสเตท ดูแลธุรกิจให้เช่าอาคารสำนักงาน และพัฒนาโครงการอสังหาฯที่พัทยา ขนาด 1,500 ไร่

คุณพ่อถ่ายทอดเคล็ดวิชาอะไรให้บ้าง

คุณพ่อทำงานหนักมาก ทำงาน 7 วันโดยไม่เคยหยุดพัก เพราะถือเป็นธุรกิจครอบครัว สิ่งที่คุณพ่อมักจะสอนเสมอคือ เร็วคือช้า ช้าคือเร็ว เพราะ “คาโรลีน” ชอบทำอะไรเร็วๆๆ จนคุณพ่อต้องแนะนำว่า ใจเย็นๆบ้าง ถ้าเราทำอะไรเร็ว บางทีคนไม่อยากจะรับ แต่ถ้าเราใช้เวลาที่จะอธิบาย ให้เขารู้สึกว่าอยากทำเองด้วยความเต็มใจ

ปีนี้อายุ 58 แล้ว “ซีอีโอบี.กริม” ยังมีอะไรที่คั่งค้างอยากทำอีกไหม

ผมชอบกีฬา โดยเฉพาะกีฬาขี่ม้าโปโล ชอบการศึกษา และชอบสอนหนังสือ ถ้ามีเวลามากขึ้น ก็อยากทำมูลนิธิการกุศลเพิ่มขึ้น และอยากทำสมาธิ เข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้นอีกหน่อย อยากเป็นคนแก่ที่มีปัญญามากขึ้น เป็นคนแก่ที่ลูกหลานรักและมาหา เพราะสามารถให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาให้ได้ ไม่ใช่เพราะสงสาร ถ้าต้องเป็นภาระของลูกหลานและสังคม ผมคงไม่อยากมีชีวิตอยู่!!

...


ทีมข่าวหน้าสตรี