พระราชโมลี
เพื่อสืบสานค่านิยมอันดีเกี่ยวกับความรักในวัฒนธรรมไทย ในช่วงเทศกาลแห่งความรักที่ผ่านมา ฝ่ายศาสนา สังคมศิลปะและวัฒนธรรม สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ จึงนิมนต์ พระราชโมลี (ปธ. 9 ประโยค) เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม มาบรรยายในหัวข้อ “ความรัก...คือการให้” โดยกล่าวว่า ความรักมีหลายมิติ แต่ทุกมิติสู้ความรักคือการให้ไม่ได้ ความรักเกิดขึ้นด้วยเหตุ 2 อย่างคือ การอยู่ร่วมกัน และการเกื้อกูลกัน ความรักจึงประกอบด้วยความเมตตา ความรักในความหมายของคนทำงานด้านสังคม อย่างสภาสตรีฯ เป็นความรักที่มีเหตุผล ประกอบคุณธรรม การทำงานร่วมกันก็ต้องยอมกันได้ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งในการทำงานร่วมกันถ้าเราแบกอัตตา หรือความเป็นตัวตน สูงมาไว้ด้วย ไม่เอาไปวางไว้ข้างนอก การทำงาน ก็จะมีแต่ลดคุณภาพลง ความสามัคคีก็จะไม่มี หากเราลดความยึดมั่น ลดอัตตา ยอมให้เป็น เย็นให้ได้ เราก็จะมีความสามัคคีที่เข้มแข็ง
พระราชโมลียังกล่าวต่อว่า เราควรเอาความรัก ไปใส่ในความประพฤติ การปฏิบัติทางกาย ทางวาจา และทางใจ ในห้วงแห่งมโนสำนึก ซึ่งถ้าทำได้จะทำให้ตัวเราและองค์กรมีพลังอย่างยิ่งใหญ่ การเอาความรักไปใส่ในความประพฤติทางกาย จะเป็นการแสดงออกทางกายที่มีแต่ความอ่อนโยน นอบน้อม ใส่ทางวาจา ก็จะเป็นการพูดด้วยความอ่อนหวาน ใส่ความรักในใจก็จะทำให้เป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยน ดังนั้น “ความรัก”จะทำให้เราเป็นคนที่อ่อนน้อม อ่อนหวาน และอ่อนโยน ซึ่งต้องถือว่าเป็นเสน่ห์ด้วย ในสังคมปัจจุบัน เราได้ปลูกฝังคนรุ่นใหม่ในเรื่องนี้หรือไม่ นานๆจะได้เห็นเด็กเดินก้มหลังเมื่อผ่านผู้ใหญ่ ซึ่งใครได้เห็นก็จะมีรอยยิ้ม เห็นแล้วเบิกบานใจ เรื่องราวแบบนี้เราควรช่วยกันปลูกฝังวัฒนธรรมให้เด็กๆรู้จักเด็ก รู้จักผู้ใหญ่ มีการแสดงออกทางกายในลักษณะอ่อนน้อม ส่วนความอ่อนหวานทำได้ทั้งหญิงและผู้ชาย คือการพูดไม่เสียดแทงความรู้สึกของคนฟัง ซึ่งความจริงบางครั้งก็พูดได้ บางครั้งก็พูดไม่ได้ และสุดท้ายเครื่องวัดความเป็นคน เราวัดกันที่คุณธรรม การมีใจงาม เรื่องใจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนความรักคือการให้นั้น แสดงว่าต้องเอาความรัก ออกจากตัว เราต้องเข้าใจการให้ คือ เป็นความรักที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน จึงเป็นความรักที่งดงาม ถ้ามีจิตคิด “ให้” ใจก็จะสบายกว่าจิตที่คิดจะ “เอา” ซึ่งเราจะสัมผัสได้ด้วยตัวเราเอง.
...