"สันต์ ภิรมย์ภักดี" ทายาทรุ่นที่ 4 ตระกูลภิรมย์ภักดี เข้ามาดูแลกิจการเครื่องดื่มสิงห์ ได้เติมเต็มชีวิตด้วยกิจกรรมเพื่อสังคม จัดแคมเปญ ทีมสิงห์รักน้ำ...

ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจในปัจจุบัน เจ้าของธุรกิจต้องขับเคี่ยวเพื่อความอยู่รอด จนอาจละเลยสังคมคนรอบข้าง แต่ยังมีนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีมุมมองแตกต่าง อย่าง "สันต์ ภิรมย์ภักดี" ทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูลภิรมย์ภักดี ที่เข้ามารับช่วงดูแลกิจการเครื่องดื่มสิงห์ของครอบครัว ซึ่งได้เติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์ด้วยกิจกรรมเพื่อสังคม

สันต์ หรือ เต้ ลูกชายคนโตของเจ้าพ่อน้ำมึน "สันติ ภิรมย์ภักดี" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ที่ถูกวางตัวเอาไว้รับช่วงดูแลกิจการในตระกูล ด้วยตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มการตลาดนอลแอลกอฮอล์ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด และเพิ่งได้รับการโปรโมตไปหมาดๆ ให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้เปิดใจถึงงานอีกมุมหนึ่งของชีวิตที่เป็นน้ำเลี้ยงให้จิตใจเป็นสุข

กิจกรรมนี้มีจุดเริ่มต้นอย่างไรคะ


"ผมเป็นคนชอบไปตรวจตลาด ได้ไปเห็นชีวิตของคนชนบท ซึ่งบางทีความช่วยเหลือไปไม่ทั่วถึง เห็นแล้วก็อยากจะทำอะไรสักอย่างตอบแทนสังคม อยากแบ่งปันสิ่งที่เรามีมาให้ไปเติมเต็มความสุขของคนที่เขาอาจด้อยโอกาสกว่าเรา ส่วนที่ทำจริงๆเริ่มมาจากตอนเหตุการณ์สึนามิครับ ผมได้เอาน้ำลงไปช่วย ได้เห็นชาวบ้านเขาค่อนข้างเดือดร้อนมาก หากเราไม่ลงไปเอง ของก็คงไม่ถึงมือเขา พอเอาน้ำไปให้แล้วก็เห็นบ้านเขาพังหมด จึงขึ้นมาเกณฑ์คนที่บริษัทลงไปช่วยซ่อมแซมบ้านของชาวบ้านกัน จากนั้นก็ทิ้งช่วงสักพัก เพราะงานยุ่ง จนตอนนี้งานทุกอย่างเริ่มลงตัวแล้ว ผมก็อยากจะทำอะไรกลับคืนสู่สังคมบ้าง เลยเริ่มจากเพื่อน 2-3 คน ไปช่วยกันทำฝายให้ชาวบ้านกัน ตอนแรกไม่ได้มีชื่อมีอะไร ตอนหลังเลยตั้งกันเป็นแคมเปญขึ้นมาเป็นชื่อ ทีมสิงห์รักน้ำ"



ทีมสิงห์รักน้ำมีใครบ้างล่ะคะ

"เป็นเพื่อนๆสมัยเรียนเกือบทั้งนั้น ทั้งเพื่อนที่เรียนโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตรด้วยกัน หรือไม่ก็เป็นเพื่อนที่เรียนต่างประเทศอย่าง จรินทร์ ธรรมวัฒนะ, นภัสถ์ อัสสกุล, ประณิธาน พรประภา, ดิฐวัฒน์ อิสระ เป็นต้น  รวมตัวกันไปทำกิจกรรม  ที่ผ่านมาสร้างฝายที่หมู่บ้านหัวโท  อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็ไปดับไฟป่าที่จังหวัดกาญจนบุรี ล่าสุดก็ได้ไปทำโครงการวางจุลินทรีย์คืนชีวิตให้ท้องทะเลที่เกาะง่ามน้อย, เกาะง่ามใหญ่ จังหวัดชุมพร"

ไปทำอะไรมาบ้างแล้ว

"ตอนที่ไปสร้างฝายที่เชียงดาว  ชาวบ้านไม่มีน้ำกินน้ำใช้  เลยไปสร้างที่กักเก็บน้ำ  เราก็ไปลงมือทำเองกับเพื่อนๆ  ไม่ได้ไปจ้างใครเขาทำ  สนุกเหมือนได้ไปเที่ยว ตอนแรกที่ทำฝายพวกเราก็มั่วไม่รู้เรื่องวิธีการทำหรอกครับ ชาวบ้านเขาสอนให้เราทำมากกว่า เลยได้ความรู้การทำฝายจากชาวบ้านติดตัวมา เป็นกิจกรรมที่เราได้สนุกและได้สร้างประโยชน์ ได้เห็นรอยยิ้มของชาวบ้าน เป็นอะไรที่ประทับใจกัน ส่วนกิจกรรมที่สองตั้งใจกันดับไฟป่าที่จังหวัดกาญจนบุรี ผมดูข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เกณฑ์กันไปหลายคนกะไปเจอไฟป่าแน่ กะเต็มทีเลย แต่เวลาลั้นไปหลายอาทิตย์ เพราะพวกผมติดงานประจำหลายอย่าง ทำให้ไฟป่าดับหมดแล้ว เราเลยไปเข้าอบรมการดับไฟแทน คราวหน้าไฟติดเมื่อไหร่จะได้ไปดับกัน ส่วนการดำน้ำลงไปวางจุลินทรีย์ใต้น้ำและเก็บขยะใต้น้ำ   เป็นอะไรที่ผมชอบอยู่แล้ว   ไม่ได้ดำน้ำมานานแล้ว"

เลือกกิจกรรมทำไหมคะ  ว่าอยากทำเรื่องอะไรเป็นพิเศษ

"คือผมเป็นคนชอบน้ำ เลยอยากทำอะไรที่เกี่ยวกับน้ำมากที่สุด น้ำเป็นเหมือนทุกอย่างที่ทำให้ชีวิตเราเติบโต อยากรักษาตรงนี้เอาไว้ให้น้ำอยู่กับเราได้มากที่สุด เลยวางเอาไว้ว่าจะทำอะไรที่เกี่ยวกับน้ำนี่แหละ ไหนๆ ก็ทิ้งคำว่าน้ำสิงห์ไม่ได้ เหมือนคนติดปากเรียกผมว่า "เต้ สิงห์" ผมมองว่า  ไหนๆก็หนีจากตรงนี้ไม่พ้น  เลยให้เป็นแคมเปญสิงห์รักน้ำไปเลย  แล้วสัญลักษณ์ของกลุ่มก็เหมือนตัว  ส.เป็นลายเซ็นของผม"



เป็นการสร้างภาพโลโก้ให้สิงห์หรือเปล่าคะ


"ชาวบ้านเขาไม่รู้หรอกว่าผมเป็นใคร   ผมเอาโลโก้สิงห์ไปเพื่อให้คนจำชื่อนิดหนึ่ง   ให้ได้รู้ว่าฝายตรงนี้กลุ่มเราเป็นคนทำนะ  แค่นั้นเอง  แต่ไม่ได้บอกว่าคนนี้มาจากบุญรอดฯ  แล้วใครเป็นใคร  ผมไม่ได้บอกชาวบ้าน   แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าผมเป็นใคร ผมก็ไปช่วยเขายกหิน ไปช่วยเขาตอกไม้ตอกตะปู เป็นแบบนั้นมากกว่า"

คนในครอบครัวไปร่วมกิจกรรมด้วยบ้างไหม

"ผมชวนต๊อด (ปิติ) น้องชายไป เขาอยากไปแต่ยังไม่ค่อยว่าง ส่วนน้องสาวเตย (ปรีดิ์รติ)  ก็ไม่อยากชวน  เพราะคงไปแบกหินอะไรคงไม่ถนัด   ที่ไปกันนี่ก็มีแต่ผู้ชายบ้าพลังกันทั้งนั้น  ทำกันไม่เจียมอายุ  กลับมาปวดหลัง  เพราะไปกันก็สนุกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ส่วนคนอื่นๆในครอบครัวเขาก็เคยทำ  อย่างเมื่อก่อนคุณปู่ผม  (ประจวบ) เป็นคนเริ่ม แล้วก็จะมีป้า มีอาผมเข้าไปร่วมไปช่วยกันสร้างสถานีอนามัย สร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล หรือไปสอนหนังสือ ต้องบอกว่า ผู้หญิงในครอบครัวเราจะทำงานด้านสังคมมากกว่า ส่วนงานธุรกิจที่บริษัทจะให้ผู้ชายเข้ามาทำ ผมเคยได้เข้าไปช่วยทำอะไรตรงนั้น   ได้เห็นหลายๆ อย่าง  ทำให้ผมได้ฉุกคิดว่า  เราน่าจะทำแคมเปญอะไรเพื่อสังคมบ้าง"



ขอวกเข้ามาถามถึงหน้าที่การงานในปัจจุบันหน่อยนะคะ

"ผมดูแลฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เป็นศูนย์นวัตกรรมทางธุรกิจ แล้วดูผลิตภัณฑ์ กลุ่มนอล-แอลกอฮอล์ น้ำและโซดา ซึ่งในส่วนของงานค่อนข้างยุ่ง แต่ก็อยากที่จะมีชีวิตเป็นอิสระ เพราะเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง ชอบที่จะทำอะไรมากกว่า อีกทั้งมีปรัชญาในชีวิตคือ ทำวันนี้ให้เป็นเหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต เพราะถ้าคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต เราจะทำอะไรได้เยอะ จึงตั้งปรัชญานี้  แล้วใช้ทุกๆวินาทีของทุกวันทำอะไรให้มันคุ้มค่ามากที่สุด"

ได้เรียนรู้การทำงานจากคุณพ่อ-สันติ มากน้อยแค่ไหน

"เยอะมาก  พ่อผมจะเป็นนักล็อบบียิสต์ก็ว่าได้  คือเก่งในทุกๆด้าน แล้วผมก็มองคุณพ่อเป็นไอดอลมาตลอด ท่านมีคำขวัญของตัวเอง ซึ่งตอนนี้กลายเป็นคำขวัญของบริษัทไปแล้วคือ  "ตั้งใจจริงทุกสิ่งเป็นไปได้"  พ่อจะทำในสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเป็นไปไม่ได้ให้มันเป็นไปได้ อย่างสมัยก่อนบริษัทเรามีมาร์เกตแชร์อยู่ 98% แล้วตกลงมาเหลือ 20% ตอนที่ถูกคู่แข่งตี แล้วโรงงานของเราเกิดไฟไหม้  ก็มีแต่ซีอีโออย่างพ่อผมที่บอกว่า  "วันนี้ผมยอมรับว่าผมแพ้  แต่ผมไม่ยอมพ่ายแพ้  แล้วพวกคุณจะไปร่วมกับผมไหม"  พูดแค่นี้มันทำให้คนทั้งบริษัทกลับมาฮือฮา  จนตอนนี้เรามีมาร์เกตแชร์มีอยู่ประมาณ 62% กลับมาเป็นอันดับ 1 ใหม่อีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจของทุกคนในบริษัท  เราได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา  เราได้ผ่านจุดที่มันตกต่ำมาแล้ว  ทำให้เรารักกันมากขึ้น  ทำงานกันเป็นทีมกันมากขึ้น ผมพูดได้เต็มปากว่า การที่เราผ่านความสุขมานี้มันก็ดี แต่เมื่อเราที่เราผ่านความทุกข์มา  เราจะรู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร  คนไหนไปกับเรา  คนไหนไม่ไปกับเรา"

ตอนนี้คุณพ่อจะวางมือหรือยัง


"ไม่หรอกครับ คุณพ่อผมเป็นนักคิด เป็นนักปรัชญา มีไอเดียใหม่ๆ โปรเจกต์ใหม่ๆมาตลอด  คือตอนนี้อย่างที่บอกว่าบริษัทเราขยายตัวเยอะมาก  เราทำธุรกิจร่วมกับหลายๆบริษัท   ทั้งต่างประเทศและในประเทศ"



ธุรกิจสิงห์ในอนาคตของคุณเต้จะเป็นอย่างไรคะ


"ผมไม่อยากให้มันล่มสลายในรุ่นของผม เพราะว่าตามหนังสือ ตามทฤษฎีทุกเจ้าจะบอก  ธุรกิจครอบครัวในเจนเนอเรชั่นที่  3  จะทำให้ธุรกิจไม่อยู่  แต่นี่เราผ่านรุ่นที่  3  มาแล้ว  มันตกมาอยู่ในรุ่นผมซึ่งเป็นรุ่นที่  4 ตอนนี้เราก็พยายามและตั้งใจ ผมเชื่อว่าถ้าเราตั้งใจแล้วเราพยายามอย่างนี้ มันก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ผมอยากให้มองสิงห์ว่าสิงห์ไม่ได้เป็นแค่ เฉพาะเครื่องดื่ม อีกหน่อยมันจะเป็นอะไรหลายๆอย่างในสิ่งที่คุณอาจไม่คิดว่าสิงห์จะเข้าไปทำ แต่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้"

จะพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสิงห์ไหม


"ไม่เปลี่ยนหรอกครับ เราต้องยอมรับในสิ่งที่เราเป็น แล้วเราถือว่าเราไม่ได้ไปทำธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือว่าไปเบียดเบียนใคร เราพยายามที่จะช่วยเหลือสังคมเต็มที่ แล้วเราพยายามที่จะทำให้สังคมดีขึ้น ถ้าถามว่าเป็นความภาคภูมิใจไหม ก็ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนในตระกูลผม เพราะการทำเบียร์ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และการได้เห็นคนต่างชาติเขาใส่เสื้อสิงห์เดินเต็มไปหมด เราน่าจะภูมิใจในสิ่งนั้นมากกว่า"



เคยคิดอยากที่จะมีธุรกิจของตัวเองบ้างไหม


"คิดซิครับ ผมมีความฝันว่าผมอยากจะสร้างตึกสูงๆแบบอย่างโดนัลด์   ทรัมพ์   มีตึกเป็นของตัวเอง ตอนนี้พยายามดูๆอยู่ มันเป็นเหมือนความภูมิใจ ผมจำได้เมื่อก่อนดูหนังจีน ผมเป็นคนชอบดูหนังแล้วเขาพูดเกี่ยวกับความภาคภูมิใจว่าได้เป็นเจ้าของตึกนู้น ตึกนี้ แล้วผมก็มองว่ามันเป็นสิ่งที่ท้าทาย สร้างอะไรที่เป็นของของเราเอง มันเป็นอะไรที่เจ๋ง ตึกนี้เป็นชื่อของเราเอง เป็นสิ่งที่เราอยากจะทำ สักวันก็คงต้องทำให้ได้"

แล้วความสุขและความภาคภูมิใจในวันนี้ล่ะคะ


"เมื่อเราประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว  ก็ต้องทำอะไรให้ สังคมบ้าง  อย่างกิจกรรมที่ผมทำ  เราพยายามทำกันเดือนละครั้ง  ผมเริ่มชอบเริ่มสนุกกับสิ่งที่ทำ เพราะได้ช่วยเขา ได้เห็นรอยยิ้มของเขา ได้เห็นอะไรแบบนี้ก็เหมือนกับเติมเต็มในสิ่งที่เราขาดหายไปบางอย่าง และการที่ผมออกมาบอกนี้ เพราะอยากจุดประกายให้คนอื่นๆได้ออกมาร่วมกันไปแบ่งปันความรู้สึกดีๆให้แก่กันและกัน"

มุมมองของนักธุรกิจคลื่นลูกใหม่นี้ หวังว่าจะจุดประกายกระแส ความรับผิดชอบต่อสังคมของคนในกลุ่มไฮเอนกันได้บ้างนะ!


ทีมข่าวหน้าสตรี

...