ได้รับการยกย่องจากหนังสือพิมพ์เดอะไทมส์ให้เป็น “ของขวัญของพระเจ้าที่มอบให้วงการละครเพลง” สำหรับ “The Phantom of the Opera” สุดยอดละครเพลงระดับโลก ที่เปิดการแสดงยาวนานที่สุดในโรงละครบรอดเวย์ และเพิ่งฉลองครบรอบ 25 ปีแห่งความสำเร็จไปหมาดๆ โดยมีแฟนๆเฝ้าติดตามชมอยู่ทั่วทุกมุมโลก และก่อนที่ความฝันของแฟนๆเมืองไทยจะเป็นจริง ได้ชมละครเพลงระดับตำนานโลกเป็นครั้งแรก ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ ระหว่างวันที่ 7 พ.ค.-2 มิ.ย.2556 เจ้าพ่อละครเวทีเมืองไทย “คุณหนูบอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ” แห่งค่ายซีเนริโอ ขออาสานำทีมสื่อมวลชนจากประเทศไทย บินลัดฟ้าชมละครเพลงเรื่องดังถึงประเทศเกาหลี พร้อมกระทบไหล่คู่พระนาง “แบรด ลิตเติ้ล” และ “แคลร์ ลีออน” ใกล้ชิด เพื่อเปิดใจสัมภาษณ์ถึงความยิ่งใหญ่ของ “เดอะ แฟนธอม ออฟ ดิ โอเปร่า” ที่ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำผู้ชมทั้งโลก แม้จะผ่านไปทศวรรษแล้วทศวรรษเล่า
รู้สึกกดดันไหม ที่ต้องสืบสานตำนานยิ่งใหญ่ของสุดยอดละครเพลงโลก
แบรด : นี่คือความฝันตั้งแต่วัยเด็กของผม การได้ทำในสิ่งที่ฝันไว้ มันทำให้มีพลังสุดๆ คิดดูสิว่าในโลกนี้จะมีสักกี่คนที่ได้รับเกียรติให้สวมบทยิ่งใหญ่เช่น “เดอะแฟนธอม” ผมถือเป็นเรื่องน่าภูมิใจมากกว่าจะรู้สึกกดดัน
ต้องฝ่าฟันขนาดไหน กว่าจะคว้าบท “เดอะแฟนธอม” มาครอง
แบรด : ผมเข้ามาร่วมงานกับ “เดอะ แฟนธอม ออฟ ดิ โอเปร่า” โปรดักชั่นบรอดเวย์ของ “แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์” เป็นครั้งแรก เมื่อปี 1996 โดยรับบท “ราอูล” ซึ่งเป็นตัวรอง กระทั่งมีการเปิดคัดตัวนักแสดงเพื่อรับบทนำเป็น “เดอะแฟนธอม” ในโปรดักชั่นอินเตอร์เนชั่นแนลจัดแสดงทั่วโลก ผมได้รับการติดต่อจาก “แฮโรลด์ พรินซ์” ผู้กำกับโด่งดังที่สุดในวงการละครเวที ให้ไปคัดตัวแสดง ตอนนั้นผมกำลังเล่นซอฟต์บอลอยู่เลย เหงื่อซกเละเทะไปทั้งตัว เขาบอกว่า คุณต้องมาที่นี่ตอนบ่ายสองโมงตรงเพื่อคัดตัว ผมก็ตอบตกลง แล้วเดินออกจากสนามมาทั้งอย่างนั้น ตรงมาที่โรงละครทันที ไม่มีเวลาอาบน้ำด้วยซ้ำ วันนั้นมีผู้สมัครคัดตัว 5 คน ผมเป็นลำดับที่สี่ สามคนก่อนหน้าผมร้องเพลง “Music of the Night” ได้ไพเราะมาก พวกเขาวิเศษมาก พอถึงคิวของผม เริ่มท่อนแรก แล้วก็มีเสียงสั่งให้หยุด และบอกว่า “ผมอยากให้คุณร้องแบบโหดกว่านี้ บ้าคลั่งกว่านี้ ไหนลองดูสิ” ผมก็เลยลองร้องใหม่เรื่อยๆ กระทั่งสุดท้าย เขาเดินมาหาผมที่ห้องแต่งตัว แล้วพูดว่า “แบรด” ตอนที่คุณรับบทนี้ ผมอยากให้คุณนึกถึงสิ่งที่ทำวันนี้ พอเช้าวันถัดมาก็ได้รับแจ้งว่า ผมได้รับบท “เดอะแฟนธอม” แล้ว โดยต้องตระเวนเปิดแสดงทั่วโลก ผมตอบไปแค่ว่า “โอ้ เหรอครับ” ในใจคิดว่า ชีวิตผมกำลังไปได้สวย ผมกับภรรยาได้ทำงานที่เดียวกันบนเวทีบรอดเวย์ แต่จู่ๆมีคนบอกว่า คุณต้องเดินทางทั่วโลก
...
แบรด : ถ้าผมตอบว่าเบื่อ คงไม่อยู่ตรงนี้หรอกครับ ดังนั้นคำตอบของผมคือ “ไม่เลย” ผมรักทุกๆนาทีของละครเวทีเรื่องนี้ แม้กระทั่งช่วงที่ผมเหนื่อยล้าและหมดแรงสุดๆ พอฉากแรกเริ่มขึ้น ผมได้ยินเสียงเพลงจากด้านหลังของกระจก ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้ง ผมเล่นบทนี้มาแล้วมากกว่า 2,000 รอบ แต่ก็ยังสนุกอยู่ เพราะการแสดงแต่ละครั้งมีความเข้มข้นและน่าตื่นเต้นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าคุณรู้สึกอย่างไรในวันนั้นๆ สิ่งที่ผมทำก็คือ พยายามทำให้บทสดใหม่อยู่เสมอ ถึงเราจะมีข้อกำหนดบางอย่างที่ต้องแสดงตาม เราเปลี่ยนบทพูดไม่ได้ เปลี่ยนเนื้อเพลงไม่ได้ แต่เรื่องความเข้มข้น การเข้าถึงอารมณ์ และจังหวะ เราสามารถเล่นกับมันได้ แล้วมันก็สนุกมากเวลาที่คุณมีคู่หูที่สามารถรับส่งอารมณ์
คุณรับบท “เดอะแฟนธอม” หลายปี ตัวตนแท้จริงของผู้ชายคนนี้เป็นอย่างไร เขาคือปิศาจหรือเทวดา
แบรด : โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่า “เดอะแฟนธอม” เป็นปิศาจ เขาแค่ลุ่มหลงไปกับดนตรีและผู้หญิงที่รัก คือ “คริสติน” ขณะเดียวกันก็ไม่เคยรู้จักคำว่ารักมาก่อน ลองจินตนาการดูสิว่า ผู้ชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ชั้นใต้ดินของโรงอุปรากรตั้งแต่ยังเด็ก ไม่เคยออกไปไหน ถูกปิดกั้นจากสังคมตั้งแต่เกิด จนตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ แต่เขากลับมีความลุ่มหลงและความรักในดนตรี โอเปร่าเป็นทั้งการเลี้ยงดูและการศึกษาของเขา สำหรับชีวิตแบบนั้น โอเปร่าเกือบจะเป็นเหมือนโลกแห่งความเป็นจริง เวลาที่ “เดอะแฟนธอม” ฆ่าใครสักคนเพื่อ “คริสติน” เขาไม่คิดว่ามันผิดหรอกครับ มันไม่เหมือนที่เรามองการฆาตกรรมสมัยนี้ เขาถูกบ่มเพาะมาโดยโอเปร่า ทั้งหน้าตาท่าทาง และพอเขาเห็น “คริสติน” ครั้งแรก ก็เริ่มจะเชื่อใจ และยอมรับใครสักคนเข้ามาในชีวิต เขาจินตนาการทุกอย่างเหมือนบทละครในโอเปร่า แล้วผลสุดท้ายเป็นยังไง เธอค่อยๆถอยห่างออกจากเขา มันเป็นความเจ็บปวดของคนที่ขาดความรัก
แบรด : บท “เดอะแฟนธอม” มีการบรรยายเอาไว้ดีกว่ามาก ขณะที่บท “ราอูล” เป็นบทที่เล่นยากที่สุด เพราะไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ เขาเป็นแค่ท่านเคานท์ผู้อวดดี ที่ตกหลุมรักสาวน้อย คุณจำเป็นต้องสร้าง “ราอูล” ของคุณเอง ให้เป็นชายหนุ่มที่ “คริสติน” จะตัดสินใจหนีตามไปอยู่ด้วย แล้วมันก็ไม่มีเขียนไว้ในบทซะด้วย ในฐานะนักแสดงต้องหาสิ่งนั้นให้เจอเอง ทำให้ผู้ชมคล้อยตามว่า “อ๋อ! มิน่า ทำไมคริสตินถึงเลือกราอูล” และเพื่อให้แน่ใจว่าการแสดงจะไม่ล่ม ถ้าผมรับบท “ราอูล” อาจจะออกไปเที่ยวเล่นทุกคืนจนถึงหกโมงเช้า แต่ถ้ารับบท “เดอะแฟนธอม” ผมทำอย่างนั้นไม่ได้
ถามนางเอกน้องใหม่บ้างนะคะ หนักใจไหมที่รับบทใหญ่ขนาดนี้
แคลร์ : ฉันเรียนจบปริญญาตรี ด้านการแสดงดนตรี จากวิทยาลัยวิกตอเรีย คอลเลจ ออฟ ดิ อาร์ตส์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ 5 ปีก่อน มีประสบการณ์ด้านร้องเพลงคลาสสิกกับโอเปร่า และการแสดงละครเวทีพอสมควร แต่ยังไม่เคยรับบทนำ ตอนนั้นเรื่อง “Love Never Dies” ที่ฉันแสดง เพิ่งจบไปได้ 6 เดือน ฉันกำลังเดินเล่นกับแม่และพี่สาวอยู่ในสวนสาธารณะเซนเทนเนียล พาร์ค ใจกลางนครซิดนีย์ แล้วจู่ๆก็มีโทรศัพท์จากต้นสังกัดแจ้งว่า ฉันได้รับเลือกให้แสดงบท “คริสติน ดาเอ้” เป็นนางเอกละครเพลง “เดอะ แฟนธอม ออฟ ดิ โอเปร่า” แม่กับพี่สาวฉันร้องไห้ใหญ่เลย!! แล้วฉันก็โทร.ไปหาพ่อ ที่ประจำอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ พ่อตะโกนดีใจเสียงดังลั่นโทรศัพท์ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้รับบทนำ ไม่มีความรู้สึกไหนจะวิเศษกว่านี้อีกแล้ว ตั้งแต่วันนั้นฉันก็บอกตัวเองว่า ฉันต้องทุ่มเทอย่างหนักที่สุด เพื่อรักษามาตรฐานเอาไว้ ต้องแสดงบท “คริสติน” อย่างดีที่สุดในสไตล์ของตัวเอง และเมื่อทำเต็มที่แล้ว ก็หวังว่าผู้ชมจะชื่นชอบ นักแสดงแต่ละคนจะตีบทแล้วก็แสดงต่างกันไป คุณไม่สามารถลอกเลียนแบบการแสดงของคนอื่นได้ ดังนั้น การแสดงในแต่ละคืนก็จะแตกต่างกันไป ถึงจะแสดงกับนักแสดงคนเดิมก็ตาม ความเข้มข้นขึ้นอยู่กับว่าคุณรู้สึกอย่างไรในวันนั้นๆ บางวันคุณอาจจะแสดงเข้าถึงบทบาทมากกว่าวันอื่นๆ งานนี้เป็นงานที่น่าตื่นเต้นทีเดียว
...
แคลร์ : การฝึกซ้อมโอเปร่ามาเป็นปีๆ ช่วยให้ฉันมีเทคนิคร้องเพลงที่วางใจได้ทุกคืน แต่ทุกครั้งก่อนขึ้นแสดงฉันยังต้องวอร์มทั้งร่างกายและเสียงก่อน ฉันอาจจะต้องอมลูกอม หรือดื่มชาร้อน อะไรทำนองนี้ ต้องรักษาระดับน้ำในร่างกายและพักผ่อนให้เพียงพอ คุณจะออกไปเที่ยว ร้องตะโกนทุกคืนหลังการแสดงจบไม่ได้ จะต้องระมัดระวังการใช้ชีวิตมาก แต่ผลตอบแทนที่ได้รับคือ การได้แสดงบทแสนวิเศษ ได้เห็นปฏิกิริยาผู้ชมทุกคืน มันเหมือนฝันที่เป็นจริง
“แบรด” ให้คำแนะนำและสอนเคล็ดลับดีๆในการแสดงบ้างไหม
แคลร์ : เขาเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมมาก การได้เล่นละครเวทีกับ “แบรด” ทำให้ฉันเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้เยอะ ที่สำคัญคือ ทุกๆค่ำคืนที่ฉันขึ้นเวทีแสดงกับเขา รู้สึกอุ่นใจและมั่นใจว่าทุกอย่างจะออกมาดีที่สุด
ต้องตระเวนเปิดแสดงทั่วโลก มีเคล็ดลับถนอมเสียงและดูแลสุขภาพอย่างไร
แคลร์ : วิตามินค่ะ ฉันทานวิตามินเสริมเยอะเลย โดยเฉพาะเวลาขึ้นเครื่องบิน ต้องดื่มพวกน้ำเกลือแร่
แบรด : ผมมีมุมมองที่ต่างออกไปหน่อย คือเข้าป่าอย่าถามหาเสือ ถ้าผมกลัวว่าผมจะป่วย ผมก็จะป่วยจริงๆ ผมเลยแก้เคล็ดโดยคิดว่า ถ้าคนจะป่วยมันก็ต้องป่วย ผมทานอาหารดีๆ ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนเพียงพอ และไม่คิดเรื่องเจ็บป่วย
...
ได้ยินมาว่า คุณสองคนมีเคมีเข้ากันอย่างแรง!!
แคลร์ : ฉันต้องจูนกับ “แบรด” ให้ได้ เพราะในบทโน้ตเพลงจะสูงขึ้นเรื่อยๆ “เดอะแฟนธอม” เป็นคนบอกให้ “คริสติน” ร้องเสียงสูงขึ้นเรื่อยๆการเคี่ยวเข็ญของ “เดอะแฟนธอม” คือแรงผลักดันสำคัญสำหรับฉัน
แบรด : ตอนอยู่บนเวที สิ่งที่ดีที่สุดก็คือความเชื่อใจ บางเวลาผมก็ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะผมจะมัวแต่ตกตะลึง แล้วก็จ้องมองการแสดงที่งดงามของ “คริสติน” จนต้องคอยเตือนว่าตัวเองกำลังอยู่ในฉาก สำหรับผมแล้ว ไม่มีนางเอกคนไหนจะเข้าขากับผมได้ดีกว่านี้ พวกเราเพิ่งจะร่วมงานกันครั้งแรกที่เกาหลี แต่ “คริสติน” ก็เติบโตขึ้นมากในฐานะนักแสดง แล้วก็แสดงได้ดียิ่งขึ้นจนไปถึงจุดที่ตีบทแตก พวกเราสามารถแสดงโต้ตอบโดยไม่ต้องเตี๊ยมกัน
แบรด : ไม่ใช่ทุกคริสตินที่จะทำให้เรามีไฟ!! ผมเคยเจอ “คริสติน” ที่ยืนยันจะแสดงแบบเดิมเป๊ะตลอดเวลา พวกเธอไม่ยอมพัฒนาตัวเอง ซึ่งมันยากมากสำหรับผม แล้วผมก็ต้องแสดงคู่กับ“คริสติน” ประเภทนั้นอยู่เป็นปีๆ ตอนนั้นผมมีปัญหากับการทำงานมาก รู้สึกซังกะตายกับการเล่นบทเดิมๆที่กำหนดทุกอย่างไว้เป๊ะ แต่พอการแสดงจบลง ผู้ชมก็ยังคงชอบมันอยู่ดี คือมันก็ไม่ได้แย่ครับ แต่ผมรู้สึกว่า ผมต้องการความสนุกในการทำงาน และผมก็ทนการทำงานแบบนั้นไม่ค่อยได้ ผมอยากสร้างความแตกต่างให้คนดู ให้แฟนๆที่เคยดูมาแล้วรู้สึกว่า “โอ้!! ฉันไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน” ความหลากหลายของตัวละคร “เดอะแฟนธอม” เปิดโอกาสให้เล่นได้หลากหลายมาก เขาเป็นทั้งปิศาจ, มนุษย์ และนักประดิษฐ์ คุณสามารถเลือกที่จะแสดงด้านไหนก็ได้โดยไม่ขัดกับบท
...
อะไรคือเสน่ห์ของ “เดอะ แฟนธอม ออฟ ดิ โอเปร่า” ที่ผู้ชมชาวไทยไม่ควรพลาด
แบรด : ถ้าคุณไม่เคยชมละครเวทีเรื่องนี้มาก่อนในชีวิต นี่เป็นโอกาสที่ไม่ควรพลาด!! ผมว่าละครเรื่องนี้มันเป็นการบำบัดเลยล่ะ เป็นการบำบัดที่ดีที่สุด ไม่ใช่เฉพาะสำหรับนักแสดง แต่สำหรับผู้ชมทุกคน ผมบอกได้เลยว่า นี่แหละเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การแสดงนี้ประสบความสำเร็จ และเปิดการแสดงต่อเนื่องกว่า 25 ปี ละครเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ทุกคนเกิดมามีความบกพร่องไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง แต่ “เดอะแฟนธอม” ต่อสู้กับความบกพร่องนั้นอย่างกล้าหาญ
คนไทยไม่เก่งภาษาอังกฤษ วัฒนธรรมที่แตกต่างเป็นอุปสรรคต่อการดูละครไหม
แบรด : ไม่หรอกครับ เรามีซับไตเติ้ลคอยช่วย แต่ผมจะบอกอะไรให้ ผู้ชมที่ผมเคยเจอมา ส่วนใหญ่จะอ่านซับไตเติ้ลแค่ตอนแรกๆ แล้วก็ไม่อ่านอีกเลย เพราะพวกเขามัวแต่ตะลึงกับความอลังการของฉาก, บทเพลง, เนื้อเรื่อง และการแสดง แล้วก็จะอินไปกับละครในที่สุด หลายคนพูดอังกฤษไม่ได้แม้แต่คำเดียว แต่เดินเข้ามากอดผมทั้งน้ำตา เวลาที่เราไปเปิดแสดงที่ไหน มันเหมือนว่าเมืองนั้นชนะได้ถ้วยเวิลด์คัพ ความยิ่งใหญ่และทรงพลังของ “เดอะ แฟนธอม ออฟ ดิ โอเปร่า” สามารถสะกดเมืองทั้งเมืองให้หยุดนิ่งได้ ทุกครั้งที่พวกเราออกมาโค้งให้ผู้ชมตอนจบ ได้เห็นรอยยิ้มและน้ำตา นั่นคือภาพที่สวยงามที่สุด
แล้วคุณจะตกหลุมรัก “เดอะแฟนธอม” ปิศาจอัจฉริยะแห่งโรงละครปารีสโอเปร่าเฮาส์!!
ทีมข่าวหน้าสตรี