วิศวกรหนุ่มไฟแรง ทายาทรุ่น 2  ม.เทคโนโลยีมหานคร ขอสานต่อปณิธาน แปลงความรู้เป็นพลัง แทนคุณแผ่นดิน!!!


วิศวกรหนุ่มเลือดนักสู้ผู้ซึมซับปรัชญา “ความรู้คือพลัง” มาตั้งแต่อายุ 13 ขวบ สมัยที่บิดาจอมค้นคว้าวิจัย ศาสตราจารย์ ดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ขึ้นในเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ.2533 ได้ยินได้สัมผัสจนตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และการเรียนในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ บวกกับได้รับการถ่ายทอดทั้ง “ดีเอ็นเอ” และ “แนวคิด” จากบิดาทำให้ เด็กชายภานวีย์ โภไคยอุดม ตัดสินใจมุ่งมั่นเรียนในแขนงนี้อย่างไม่ลังเล เมื่อได้พูดคุยด้วยจะรู้สึกได้ว่าความสามารถฉายแววมาตั้งแต่เด็ก เพราะชอบเล่นหุ่นยนต์ ประกอบหุ่นยนต์เอง และทำจรวดความเร็วสูง โดยอิงหลักการทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมฯ โตมาหน่อยก็ประดิษฐ์หุ่นยนต์เอง ไม่แปลกที่ดีกรีการศึกษาจะแน่นเอี๊ยด!!  ปริญญาเอก : Ph.D. (Analogue Integrated Circuit Design) จาก Imperial College of Science, Technology and Medicine ปริญญาตรี : B.Sc. Electronics System Design จาก Oxford  Brookes University ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวางแผนพัฒนาและประชาสัมพันธ์, ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ฯ, ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมเพื่อการนำมาใช้ประโยชน์ หรือ AI Centre, ผู้อำนวยการศูนย์อิเล็กทรอนิกส์ชีวภาพ แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร

ดร.ภานวีย์ เล่าให้ฟังว่า “คุณพ่อเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีบทบาทในการจุดประกายให้สังคมไทยเห็นความสำคัญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยร่วมมือกับ University of New South Wales ประเทศออสเตรเลีย เปิดสอนวิศวกรรมศาสตร์ในเมืองไทยภายใต้ชื่อ วิทยาลัยมหานคร และมีผลงานโดดเด่นจนได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนประเภทเป็นมหาวิทยาลัยที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยเพียง 3 ปี ถึงตอนนี้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ก่อตั้งมา 23 ปีแล้ว มีผลงานวิชาการ งานค้นคว้าวิจัยวิทยาการและนวัตกรรม  รวมถึงผลิตบัณฑิตป้อนสู่ตลาดมากมาย ได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 50 มหาวิทยาลัยยอดเยี่ยมในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกในด้านวิทยาศาสตร์ ได้รับการประเมินคุณภาพการศึกษาจาก สมศ.ในระดับดีมากมีคะแนนเป็นอันดับหนึ่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ถึงปัจจุบัน ฯลฯ”

...



ทั้งหมดเป็นความสำเร็จในเฟส 1 ที่ทำให้ ดร.ภานวีย์ ไม่ยอมหยุดนิ่ง บวกกับแนวคิดที่ถูกปลูกฝังมาเรื่อง “ความรู้คือพลัง” และประเทศไทยยังขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่มีศักยภาพ ผู้เป็นกุญแจหลักและฟันเฟืองใหญ่ที่จะพัฒนาประเทศชาติ รองรับอุตสาหกรรมใหญ่ๆ จึงมุ่งมั่นค้นคว้าศึกษา หาความรู้และวิทยาการใหม่ๆ รวมถึงการฝึกฝนคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะและประสบการณ์ทางด้านนี้ให้มากขึ้น

“วันหนึ่งผมไปเดินห้าง เห็นมือถือราคาไม่ถึงพันบาท เดี๋ยวนี้ไม่เกินห้าร้อยด้วยซ้ำ มูลค่ามันลดลงเรื่อยๆ จนผมคิดว่าถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ถ้าเราคิดจะทำมือถือคงแข่งใครเขาไม่ได้ จึงเลือกเรียนสาขา (ไบโออิเล็กทรอนิกส์) คิดว่าถ้าเราเอาระบบวิศวกรรม และวิทยาศาสตร์ มาใช้กับร่างกายคนคงจะดี สมัยนั้นเราใช้แค่ 10-13 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ามีการพัฒนา โดยเริ่มจากการเรียนการสอน ให้นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรนำไปใช้ ต่อยอดผลิตเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ คิดแง่ไหนก็คุ้ม ทั้งในเรื่องวิชาความรู้ โอกาสทางการตลาด และการช่วยเหลือสังคม ทำให้คนอายุยืน อย่างแต่ก่อนมีแค่เครื่องมือช่วยชีวิตคน รักษาให้หายป่วย แต่ตอนนี้มีหลายๆ เครื่องมือที่ช่วยดักจับ ตรวจสอบ และเตือนก่อนที่เราจะป่วย”

นอกจากสนใจทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ แขนงไบโออิเล็กทรอนิกส์ เป็นพิเศษแล้ว อีกพาร์ทหนึ่งยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมเพื่อการนำมาใช้ประโยชน์ หรือ AI Centre ซึ่ง ม.เทคโนโลยีมหานคร ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้คณาจารย์และนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มารวมตัวคิดค้น วิจัย และนำความรู้มาตอบแทนสังคม โดยเน้นผลิตสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่จำเป็นและนำไปใช้ได้



“เวทีแจ้งเกิดของ AI Centre คือช่วงวิกฤติน้ำท่วมที่ผ่านมา ได้กลายเป็นศูนย์รวมให้อาจารย์นักศึกษารวมตัวกันทำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์แบบเร่งด่วน รีบคิดค้น และผลิตสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ออกมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ทั้งเครื่องกรองน้ำแบบพกพา เอาน้ำรอบตัว มากรอง มีความสะอาดระดับอุปโภคได้ ควรต้มก่อนดื่ม อัตราห้าลิตรต่อนาที, เครื่องตรวจจับสัญญาณไฟ ป้องกันไฟฟ้ารั่วที่มากับกระแสน้ำ ยับยั้งอุบัติเหตุไฟดูดแบบไม่คาดฝัน ฯลฯ โดยหลังจากผลิตได้ มีหน่วยงานพยายามติดต่อ ขอโนฮาว (know how) หรือนำไปพัฒนาเพื่อจดสิทธิบัตรร่วมกัน แต่ทางศูนย์ไม่ได้ให้ความสำคัญ เพราะตั้งใจผลิตมาเพื่อช่วยคนจริงๆ ซึ่งประชาชนที่สนใจ ก็สามารถขอต้นแบบ หรือพิมพ์เขียว ไปดัดแปลงผลิตเองได้”

อีกหนึ่งโปรเจกต์ล่าสุดของมหาวิทยาลัย ภายใต้การดูแลของศูนย์ AI  รู้แล้วต้องอึ้ง! ถาม ดร.ภานวีย์ ว่า เป็นความลับทางราชการหรือไม่? เจ้าตัวส่ายศีรษะ ยิ้มน้อยๆ  พลางตอบแบบเคร่งขรึมว่า “ปัจจุบัน จากปัญหาการก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นำมาซึ่งความสูญเสียเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ โดยผู้ก่อการร้ายมักใช้อาวุธสงคราม เช่น ระเบิด ผ่านการจุดชนวนด้วยวิธีต่างๆ แม้จะมีวิธีป้องกันหลายวิธี เช่น การตัดสัญญาณโทรศัพท์ แต่กลุ่มผู้ก่อการร้ายก็มักจะคิดค้นยุทธวิธีใหม่ๆ เพื่อก่อให้เกิดความสูญเสียมากที่สุด หากเจ้าหน้าที่มีเครื่องมือที่สามารถเข้าไปช่วยเหลือเพื่อตรวจพิสูจน์วัตถุต้องสงสัย และจัดการกับวัตถุต้องสงสัยได้ในระยะไกล ก็จะสามารถช่วยลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้”

...



จากแนวคิดขั้นต้นทำให้เกิดโครงการผลิต “หุ่นยนต์กู้ระเบิดแบบพกพา” ร่วมกับสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหาร กองทัพบก  เป้าหมายหลักคือ ออกแบบให้มีน้ำหนักเบาสามารถพกพาได้โดยง่าย ไม่เกิน 35 กิโลกรัม มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย สามารถเปลี่ยนอุปกรณ์เข้าและออกได้ แขนกลของตัวหุ่นนั้นสามารถยกของหนัก ยกตัวขึ้นสูงและปรับตัวต่ำเพื่อสอดส่องไปยังบริเวณต่างๆ ที่ยากแก่การเข้าถึง เลียนแบบการเคลื่อนไหวของแขนมนุษย์ และมีมือจับสามารถบีบจับวัตถุต่างๆ ได้ ตัวหุ่นสามารถใช้งานได้ขณะฝนตก กล้องมีความละเอียดสูง ในเวลากลางคืนที่มืดสนิทสามารถมองเห็นได้ชัด เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง และเดินทางอย่างเชื่องช้าเมื่อเข้าใกล้วัตถุ ขณะนี้มีความคืบหน้ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว” 

มีแต่ งาน งาน งาน ถามว่ายามว่า เจ้าตัวทำอะไรคลายเครียด คำตอบที่ได้ไม่พ้นของเดิมอีก!!! “เดินไปหาหุ่น แล้วก็บังคับ ชอบร่วมกับนักศึกษาที่คณะ ทำหุ่นขึ้นมาเอง มีทั้งหมดสิบห้าตัว ทั้งหุ่นฮิวมานอยด์ หุ่นยนต์เครื่องบิน หุ่นยนต์กู้ภัย และหุ่นยนต์กู้ระเบิดหลายเวอร์ชั่นมาก”

...



เพราะทุ่มเทอยู่กับหุ่นยนต์นี้เอง ถึงแว่วข่าวดีมาว่า โปรเจกต์ล่าสุดเริ่มมีเค้าลางแห่งความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจแล้ว จากหุ่นยนต์กู้ระเบิดที่ประเทศไทยต้องนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ตัวละกว่า 40 ล้าน แต่ขณะนี้ทางศูนย์และสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางการทหาร กองทัพบก ร่วมกันผลิตได้ในต้นทุนหลักแสนเท่านั้น อย่างนี้ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป ที่แน่ๆ ตอนนี้ ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม  คือ ฮีโร่ เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่หันเหไปเรียนสายวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร หลายต่อหลายคนแล้ว.