คนไทยรู้จักการทำน้ำตาลอ้อยเพื่อบริโภคในครัวเรือนตั้งแต่สมัยสุโขทัย กระทั่งยุครัตนโกสินทร์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ชาวจีนโพ้นทะเลได้นำภูมิปัญญาการทำน้ำตาลทรายเข้ามาเผยแพร่ในสยามประเทศ ส่งผลให้อุตสาหกรรมน้ำตาลเติบโตรวดเร็วต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มธุรกิจน้ำตาลมิตรผลของ ตระกูลว่องกุศลกิจ เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้ผลิตน้ำตาลจากอ้อยรายใหญ่อันดับสามของโลก และเพื่อตอกย้ำความสำเร็จตลอด 55 ปี ของกลุ่มมิตรผล ในฐานะผู้ผลิต-ผู้ส่งออกน้ำตาลใหญ่สุดของเอเชีย “อิสระ ว่องกุศลกิจ” ประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล วัย 64 ปี ได้เปิดโอกาสให้ทีมข่าวสตรีไทยรัฐสัมภาษณ์เจาะลึกครั้งแรก

กลุ่มมิตรผลเริ่มก่อร่างสร้างตัวมาจากธุรกิจอะไร

ครอบครัวเราเป็นคนจีนแคะ บ้านเดิมของพ่อ (จื้อไฉ่) กับแม่ (ฟ้า) อยู่ที่อำเภอเกียกเอี๊ย มณฑลกวางตุ้ง พื้นเพทำไร่ทำนา เมื่อมีญาติพี่น้องอพยพมาอยู่เมืองไทย จึงชักชวนพ่อให้มาอยู่ด้วยกัน โดยอาศัยอยู่กับพี่ชาย ซึ่งทำไร่ยาสูบอยู่แถวตำบลบ้านหนองกลางด่าน อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ภายหลังครอบครัวน้องชายพ่อลงสำเภาตามมาอยู่บ้านโป่ง จึงรวมกันเป็น 3 ครอบครัว ช่วยกันทำมาหากินแบบกงสี โดยเริ่มจากทำนาปลูกข้าว แล้วหันมาบุกเบิกการทำไร่อ้อย สมัยนั้นยังใช้แรงงานคนเป็นหลัก ไม่มีเครื่องจักร ครอบครัวเราทำน้ำเชื่อมเข้มข้นส่งขายโรงงานน้ำตาลเพื่อผลิตเป็นน้ำตาลทราย ตั้งแต่ปี 2489 ระหว่างนั้นเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นยกพลเข้ามาอยู่ทั่วราชบุรี ทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลถูกบีบให้ทิ้งไร่ทิ้งนา ครอบครัวเราต้องหลบภัยสงครามไปอยู่กับญาติๆที่ตำบลห้วยกระบอก กระทั่งสงครามสงบจึงฟื้นฟูไร่อ้อย ตอนนั้น พวกเรายังรวมกันเป็นกงสี คุณลุงปรับเปลี่ยนไร่อ้อยบางส่วนเป็นไร่มันสำปะหลัง และตั้งโรงงานแป้งมัน ก่อนจะกลับมาทำไร่อ้อยและน้ำตาลอ้อยสำหรับป้อนโรงงานน้ำตาลอีกครั้ง พ่อเริ่มมองเห็นอนาคต จึงดิ้นรนแยกตัวจากกงสีเพื่อทำไร่อ้อยของตัวเอง โดยซื้อที่ดินแปลงแรก ขนาด 7 ไร่ ที่ตำบลกรับใหญ่ อำเภอบ้านโป่ง พร้อมเช่าที่ดินคนอื่นปลูกอ้อยอีก 20 ไร่ อาศัยแรงงานจากลูกๆและลูกจ้าง 5-6 คน


“คุณอิสระ” โตมาในท้องไร่ท้องนา หรือเป็นเสี่ยน้อยในโรงงาน

ผมโตมากับพี่ๆและคนงานในท้องไร่ท้องนา สิ่งที่อยู่ในความทรงจำก็คือ ผมจะเห็นพี่ๆ และคุณแม่ ทำงานในไร่อ้อยอย่างเอาจริงเอาจัง และตั้งแต่จำความได้ ลูกๆทุกคนก็เห็นแม่กับพ่อหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ทำไร่ทำนา และค้าขายมาตลอด ก่อนที่พ่อจะเสีย คุณแม่มีหน้าที่ทำอาหารเลี้ยงทุกคนในครอบครัวกงสี แต่เมื่อสิ้นผู้นำ คุณแม่เปลี่ยนบทบาทเป็นจอมทัพถือจอบเสียมเดินนำหน้าทุกคนในไร่ และกำกับดูแลการผลิตทั้งหมด ทั้งๆที่ไม่เคยทำงานหนักมาก่อน

เรียกได้ว่า “คุณแม่ฟ้า” คือแม่ทัพใหญ่สร้างอาณาจักรน้ำตาลมิตรผล?

(พยักหน้า) แม่เป็นครูในไร่อ้อยคนแรกของลูกๆ ตั้งแต่พวกเรายังไม่ประสาอะไร กระทั่งรู้จักต้นอ้อยลึกซึ้ง จนกลายเป็นผลผลิตน้ำตาล นอกจากทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำแบบไม่เกรงกลัวความเหนื่อยยากแล้ว ภาพของแม่ที่ลูกๆคุ้นเคยคือ การเป็นคนดี ทำดี คิดดี ปฏิบัติชอบต่อผู้อื่น และผืนแผ่นดินทุกตารางนิ้วที่ให้ประโยชน์เกื้อกูลชีวิต ให้โอกาสทำมาหากิน แม่เชื่อว่า หากกราบฟ้าไหว้ดินเป็นประจำ สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะปกป้องคุ้มครองเรา แม่ต้องบนบานศาลกล่าวเจ้าที่เจ้าทางขอให้ซื้อที่ได้ในราคาถูกๆ จุดธูปกราบไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ เพื่อให้ครอบครัวมีที่ดินทำไร่อ้อยแปลงแรก และก่อนจะเข้าไปลงแรงแปลงดิน แม่ก็ตั้งศาลไหว้เจ้าอีกรอบ ขอให้ผลผลิตในไร่อุดมสมบูรณ์

ท่านเป็นแม่ที่เข้มงวดมากไหมคะ

แม่เป็นคนค่อนข้างดุและเสียงดัง มีไม้เรียวเป็นอาวุธประจำตัวไว้คอยกำราบลูกๆ ตรงกันข้ามกับพ่อที่ใจเย็นเหมือนน้ำ ลูกทุกคนโดนไม้เรียวของแม่มาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะทำอะไรผิด เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ แม่จะตีไว้ก่อน โดยไม่ฟังคำแก้ตัวใดๆ ตีเสร็จแล้วค่อยพูดกันทีหลัง แม่เชื่อว่าวิธีนี้ทำให้ลูกเข็ดหลาบ แม่จะเน้นมากเรื่องความขยัน และห้ามโกหกเด็ดขาด ส่วนพ่อจะเป็นต้นแบบเรื่องความซื่อตรง อดออม และอดทนอดกลั้น

ครอบครัวลืมตาอ้าปากได้จริงๆตอนไหน

หลังจากคุณพ่อเสียชีวิต ขณะผมอายุได้ 7 ขวบ พี่ชายคนโต คือ พี่กุศล ก็กลายเป็นหัวหน้าครอบครัว เราปลูกอ้อยตั้งแต่พ่อยังมีชีวิตอยู่ เมื่อพ่อตายสิ่งที่วางรากฐานไว้ก็ได้รับการสานต่อ ตอนนั้นเรามีโรงหีบอ้อยกับโรงเคี่ยวน้ำตาลแล้ว แต่เป็นโรงงานขนาดเล็กในครัวเรือน ด้วยวิสัยทัศน์ของพี่ใหญ่ ที่ตัดสินใจรวบรวมเงินทุกบาททุกสตางค์ในกงสีมาเปิดโรงสีข้าวแห่งแรกในตลาดห้วยกระบอก ตำบลกรับใหญ่ ชื่อว่า “โรงสีซุ่นเฮง” ทำให้ครอบครัวลืมตาอ้าปากขึ้นได้ ส่วนพี่ชายคนรองกับพี่สาวคนถัดไปก็คุมงานในไร่อ้อยและโรงงานน้ำเชื่อม เมื่อมีเงินทุนก้อนใหญ่ขึ้น ครอบครัวเราจึงตัดสินใจลงทุนเปิดโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่แห่งแรก ที่อำเภอบ้านโป่ง เมื่อปี 2499 ด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท โดยพี่ใหญ่เดินสายชักชวนญาติๆร่วมลงทุน ตั้งชื่อว่า “ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงงานน้ำตาลมิตรผล” ช่วงแรกเราใช้เครื่อง จักรเก่าที่ลูกหนี้ คือ โรงงานน้ำตาลทรายในจังหวัดชลบุรี นำมาใช้หนี้ค่าน้ำเชื่อม เพื่อผลิตน้ำตาลทรายแดงและน้ำตาลทรายขาว มีลูกจ้างราว 60-70 คน โดยยังใช้โรงหีบเล็กที่มีอยู่ส่งน้ำเชื่อมป้อนโรงงานน้ำตาล และรับซื้อน้ำเชื่อมจากชาวบ้าน จากนั้นเริ่มซื้อลูกหีบใหญ่มือสองขนาด 4 ชุดมาใช้ที่โรงงาน พร้อมนำรถแทรกเตอร์ช่วยทุ่นแรงในการทำไร่ จากที่ดินผืนเล็กๆขยายใหญ่ขึ้นเป็น 400 ไร่ เมื่อรวมกับชาวไร่ที่มีสัญญาปลูกอ้อยป้อนโรงงานมิตรผล

ยุคไหนคือยุคทองของน้ำตาลมิตรผล ที่ธุรกิจเติบโตก้าวกระโดด

ปี 2510 เราตัดสินใจซื้อเครื่องจักรใหม่มาจากไต้หวัน เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมน้ำตาลทั่วประเทศ ทำให้ประสิทธิภาพการหีบอ้อยเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 1,500 ตัน และผลิตน้ำตาลทรายได้วันละ 120 ตัน แต่ช่วงนั้นยังเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ต่อมาในปี 2516 ก่อตั้งโรงงานน้ำตาลอีกแห่งที่จังหวัดกำแพงเพชร คือโรงงานน้ำตาลมิตรสยาม ก่อนย้ายไปอยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เปลี่ยนชื่อเป็นโรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ มีกำลังผลิตวันละ 23,000 ตันในขณะนี้ และในปี 2526 เปิดโรงงานน้ำตาลใหม่อีกแห่งคือ โรงงานน้ำตาลมิตรภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นโรงงานใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียอาคเนย์ยุคนั้น มีกำลังการผลิตวันละ 12,000 ตัน และเพิ่มขึ้นเป็น 27,000 ตันในขณะนี้ โดยปัจจุบันมีชาวไร่อ้อยคู่สัญญามากกว่า 35,000 ราย ช่วงที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลรุ่งเรืองมากๆ ในแถบบ้านโป่งและจังหวัดใกล้เคียง มีโรงงานน้ำตาลเกิดขึ้นนับสิบโรง ทำให้มีอ้อยไม่พอสำหรับป้อนโรงงาน ครอบครัวเราจึงตัดสินใจย้ายโรงงานน้ำตาลมิตรผลไปอยู่ที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ในปี 2533 มีกำลังการผลิตวันละ 45,000 ตัน ปัจจุบันกลุ่มน้ำตาลมิตรผลมีโรงงานผลิตน้ำตาลในประเทศไทย 5 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมกันเกือบ 150,000 ตันต่อวัน สามารถหีบอ้อยได้มากกว่า 17.6 ล้านตัน สร้างผลผลิตน้ำตาลได้ 1.86 ล้านตัน นอกจากนี้ เมื่อปี 2536 กลุ่มมิตรผล ยังเข้าไปลงทุนสร้างโรงงานน้ำตาลในประเทศจีน โดยร่วมลงทุนกับโรงงานน้ำตาลในมณฑลกวางสี ปัจจุบันมีโรงงานผลิตน้ำตาล 7 แห่ง ในเมืองฉงจั่ว, ฝูหนาน, ทั่วหลู, หนิงหมิง และไห่ถัง มีกำลังการผลิตรวม 86,000 ตันต่อวัน หีบอ้อยได้ปีละ 10 กว่าล้านตัน และผลิตน้ำตาลทรายบริสุทธิ์ได้มากกว่า 1.3 ล้านตันต่อปี กลุ่มมิตรผลยังขยายฐานการผลิตสู่ประเทศลาวด้วย ตั้งแต่ปี 2549

“คุณอิสระ” เข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมเป็นลูกคนแรกที่ได้ไปเรียนอเมริกา ตอนนั้น ที่บ้านมีโรงงานแล้ว คือ โรงงานทำน้ำเชื่อมเข้มข้น และโรงงานผลิตน้ำตาล “ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงงานน้ำตาลมิตรผล” หลังเรียนจบด้านบริหารจัดการ อายุ 24 ปี ผมก็กลับมาช่วยงานที่บ้านทันที โดยงานแรกเริ่มจากเป็นล่ามให้พี่ชาย ติดต่อทำการค้ากับลูกค้าต่างชาติ และช่วยดูเรื่องการจัดซื้อ การรับจ่ายเงิน การจัดจ้าง แต่ยังไม่ได้ดูแลการขาย

เป็นน้องเล็กในบ้าน มีโอกาสแสดงฝีมือเต็มที่ไหมคะ

ผมได้รับมอบหมายให้ไปสร้างคลังสินค้าเพื่อส่งออกน้ำตาล ตั้งอยู่แถวพระประแดง มีกำลังการผลิต 150,000 ตันต่อวัน จากนั้นก็อาสาไปดูแลโรงงานน้ำตาลที่กำแพงเพชรอยู่หลายปี ผมพยายามพัฒนาโรงงานให้ทันสมัยขึ้น และมีประสิทธิภาพขึ้น ตอนนั้นมีกลุ่มน้ำตาลหลายกลุ่ม แต่เราสู้ไม่ได้ ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญฝรั่งมาช่วยปรับปรุง

ภายใต้การนำของ “คุณอิสระ” กลุ่มมิตรผลพัฒนารุดหน้าขนาดไหน

ผมรั้งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการตั้งแต่ปี 2531 สิ่งที่ผมเข้ามาทำก็คือ การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานทุกอย่างให้ทันสมัยขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของระบบต้นทุนและระบบบัญชี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะการรู้ต้นทุนของธุรกิจคือหัวใจแห่งความสำเร็จ ผมเป็นคนคิดสโลแกน “มุ่งสู่ความเป็นเลิศ เชื่อในคุณค่าของคน ตั้งอยู่ในความเป็นธรรม รับ ผิดชอบต่อสังคม” ผมยังพัฒนาประสิทธิภาพการ ผลิตของโรงงานและคุณภาพของบุคลากรด้วย รวมถึงการพัฒนาระบบการจัดการและการตลาด ขณะเดียวกัน ก็ต้องพัฒนา คุณภาพสินค้าให้สูงขึ้นเหนือมาตรฐาน

นอกจากอุตสาหกรรมผลิตอ้อยและน้ำตาล กลุ่มมิตรผลบุกเบิกธุรกิจด้านไหนอีก

ปัจจุบัน เรามีชาวไร่อ้อยคู่สัญญามากกว่า 35,000 ราย ผมอยากทำให้อ้อยมีคุณค่าและมีราคาสูงขึ้น เพื่อให้ชาวไร่อ้อยได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเขา ภายใต้แนวคิด “ร่วมอยู่...ร่วมเจริญ” จึงต่อยอดธุรกิจ ด้วยการนำชานอ้อยที่เหลือทิ้งจากการผลิตของโรงงานน้ำตาลมาพัฒนาเป็นชีวพลังงานและปาร์ติเคิลบอร์ด

เตรียมรับมือกับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไร

ตอนนี้เราแข่งขันกับชาติต่างๆในเอเชียได้สบาย ประเทศที่แข่งขันไม่ได้ น่าจะเป็นอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ในความคิดผม อนาคตของอุตสาหกรรมนี้สดใสมาก เพราะเอเชียยังขาดแคลนน้ำตาลอยู่ ภูมิภาคนี้มีประชากร 3,000 ล้านคน การบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้นปีละ 3% โอกาสเติบโตยังมีอีกเยอะ ปัจจุบัน กลุ่มมิตรผลเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับหนึ่งของเอเชีย โดย 70% ของผลผลิตส่ง ออกไปขายต่างประเทศ ตลาดใหญ่อยู่ที่อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น และเกาหลี

อีก 10 ปีข้างหน้า กลุ่มมิตรผลจะเติบโตแข็งแกร่งในทิศทางไหน

ปีนี้ผมอายุ 64 ปีแล้ว จริงๆเกษียณไปแล้ว แต่ผมยังมีภารกิจต้องทำให้ธุรกิจของมิตรผลมีความเข้มแข็งและสามารถก้าวต่อไปอย่างมั่นคง จึงสามารถถ่ายโอนงานบริหารให้ผู้บริหารมืออาชีพ และหันไปใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำในสิ่งที่ตั้งใจคือ การลงไปช่วยงานด้านสังคมอย่างเต็มตัว โดยผ่านการทำงานให้หอการค้าไทย, ยกระดับ อุตสาหกรรมน้ำตาลและชีวพลังงานของไทยให้สามารถแข่งขันบนเวทีโลก และใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำในสิ่งที่รัก

กลุ่มมิตรผลเป็นธุรกิจครอบครัวเต็มตัว ทำยังไงไม่ให้แบ่งก๊กแบ่งเหล่า

ครอบครัวเรามีลูกหลานเยอะ คนที่จะเข้ามาต้องยอมเสียสละ และต้องทำงานหนักกว่าลูกจ้างทั่วไป โชคดีที่พี่น้องของผมทุกคนรักกันดี และสอนลูกหลานให้รักกันด้วย พวกเราจะเขียนธรรมนูญครอบครัวไว้ เพื่อเป็นแบบอย่างให้ทุกคนได้นำไปปฏิบัติตาม โดยยึดเจตนารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่เป็นหลัก การอยู่รอดของธุรกิจครอบครัว คือ ต้องแบ่งให้ออกว่างานคืองาน ครอบครัวคือครอบครัว อย่าเอามาปนกัน เราเป็นธุรกิจครอบครัวมืออาชีพ ถ้าคนอื่นทำงานได้ดีกว่าก็ต้องเอาเข้ามาทำ ตรงกันข้าม ถึงจะเป็นคนในครอบครัว ถ้าสอบไม่ผ่านเกณฑ์ ก็ไม่มีสิทธิ์ทำงานที่มิตรผล.

...


ทีมข่าวหน้าสตรี